ตอนที่ 5 ดรุณีน้อยปริศนา
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น มาเรียก็ได้ล้มป่วยนานนับสัปดาห์ โคลอสสูญเสียพลังกายไปมากจนต้องพักฟื้นร่างกาย เพียงการรีดเค้นพลังเพื่อใช้ท่า “หนึ่งดาบตัด์” กระบวนท่านี้สมควรเป็ท่าที่ใช้พลังน้อยที่สุดแล้ว ถึงกระนั้นร่างกายของเขากลับมีพละกำลังไม่มากพอ ตลอด่เวลานับสัปดาห์ที่เด็กหนุ่มต้องคอยดูแลมาเรียผลัดกับการฝึกร่างกาย
ใน่เวลานี้เองที่โคลอสกำลังบีบผ้าชุบน้ำเพื่อซับไข้ให้กับมาเรีย ปัง! เสียงเปิดประตูดังสนั่น โคลอสหันขวับมองเรือนร่างสูงเพียงเบื้องหน้าพลางคิ้วขมวดแน่น
“หาญกล้านัก! ถ้าพี่หญิงของข้าตื่นขึ้นเพราะเ้า เ้าจะได้ชดใช้อย่างสาสม!!” แววตาทะมึนขึงเพ่งเล็งชายวัยกลางคนเบื้องหน้าไม่กระพริบ ภายใต้แววตาอันหนักแน่น มันแฝงไปด้วยความทรนงหาใดเปรียบ
“โอ้!? พี่หญิงของเ้า? ปากกล้าเสียจริง! ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เ้าคิดจะสั่งสอนบิดาแล้วรึ!!" ดยุกเซอร์ไทน์กล่าว รอยยิ้มแสยะปรากฏบนใบหน้า แววตาคู่นั้นมองลงจากเบื้องบนคล้ายดูถูกเหยียดหยาม
โคลอสไม่กล่าวตอบ เด็กหนุ่มรับรู้ได้ในทันที ชายวัยกลางคนเบื้องหน้าในตอนนี้คือบิดาของตน บิดาผู้รักในเกียรติและศักดิ์ศรี แววตาของเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็ขึงขังยิ่ง ลึกล้ำลงไป มันแฝงไปด้วยจิตสังหารเกินคณา
ตึก!
ดยุกเซอร์ไทน์หยิบม้วนกระดาษจากอาภรณ์ก่อนโยนมันไปเบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม “เฮอะ! หากมิใช่เพราะฝ่าาทรงออกราชโองการ เห็นทีชีวิตนี้เ้าคงไม่ได้ััสิ่งที่เรียกว่าโรงเรียน!!” น้ำเสียงดูแคลนก่อนหันกายกลับ “เ้าอย่าได้คิดว่าข้าคือบิดาเ้าหรือคนที่ร่วมสายเืกับเ้า ชาตินี้ เรามิเคยเป็พ่อลูกกัน!! บุตรเฉกเช่นขยะเยี่ยงเ้า ข้าไม่้า!!”
ดยุกเซอร์ไทน์ไม่คิดจะอยู่รอโคลอสแม้เพียงเสี้ยวอึดใจ ยิ่งได้เห็นใบหน้าของมัน รูปร่างของมัน ความอ่อนแอของมัน ไฟแห่งโทสะพลันปะทุขึ้นอย่างมิอาจหักห้าม ปัง! เสียงปิดประตูดังสนั่น ทิ้งไว้แค่เพียงความขุ่นเคืองที่ทำให้บรรยากาศคล้ายหนักหน่วงขึ้น ทว่า ใบหน้าของโคลอสกลับนิ่งเฉยไร้อารมณ์
ใน่เวลานั้นเองที่ฝ่ามือเรียวงามได้ััเข้ากับใบหน้าของเด็กหนุ่ม โคลอสตื่นใเล็กน้อยพลันหันมองตามในทันที ภาพเบื้องหน้าปรากฏรอยยิ้มอันอบอุ่นของมาเรีย เป็ดั่งที่เขาคิด บิดาของเขาทำให้มาเรียตื่นขึ้นจากการพักผ่อน สีหน้านิ่งเฉยแปรเปลี่ยนเป็ทะมึนขึง คิ้วพลันขมวดชิดแน่น ก่อนเด็กหนุ่มจะก้าวเดินออกไป มาเรียก็ได้จับแขนเขาไว้
“คุณหนู… อย่าได้ถือโทษโกรธคุณท่านเลยนะคะ ข้าล้มป่วยเช่นนี้เป็เพราะข้ามีร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว" มาเรียกล่าวพลางลูบใบหน้าของโคลอส “พอได้เห็นพลังตะลึงโลก ข้าก็ใจนจับไข้เลยเ้าค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า---แค่กๆ”
“อย่าพูดมากไปกว่านี้เลย พี่หญิงสมควรพักผ่อนต่อ” แววตาของโคลอสจริงจังอย่างยิ่งยวด
มาเรียตื่นขึ้นจากภวังค์เป็เพราะเสียงประตูห้อง เธอไม่ได้รับรู้เกี่ยวกับการสนทนาก่อนหน้านั้น ใน่เวลานั้นเองที่หญิงสาวพลันเหลือบไปเห็นใบกระดาษที่อยู่บนพื้น มันอยู่ห่างจากโคลอสเพียงการก้าวขาครั้งเดียว แม้ตัวเธอจะยังมีอาการป่วยและวิงเวียนศีรษะอยู่ ถึงกระนั้น หัวข้อของกระดาษสีขาวกลับเขียนไว้ใหญ่โต “ราชโองการ”
“คุณหนู ข้าขอดูกระดาษใบนั้นได้ไหมคะ” มาเรียกล่าวพลางชี้นิ้วไปทางกระดาษที่อยู่ข้างกายโคลอส โคลอสท่าทางดูไม่ได้สนใจอันใด เด็กหนุ่มก้มหยิบยื่นกระดาษให้มาเรีย ถึงเด็กหนุ่มจะเป็คนจากต่างแดนและดูราวกับเด็กน้อย ถึงกระนั้นเขาเป็เด็กหนุ่มที่มีความฉลาดทางปัญญาที่ยากจะหยั่งถึง คู่ควรแก่คำว่า “อัจฉริยะ” ผู้คนต่างแดนที่สมควรอ่านหนังสือโลกนี้ไม่ออก เขาใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน ในการทำความเข้าใจตัวอักษรของประเทศนี้ เด็กหนุ่มตอนนี้เริ่มอ่านออกเขียนได้บ้างแล้ว
ทันทีที่มาเรียอ่านจบ หยดน้ำตาเริ่มหลั่งไหลออกมา โคลอสที่เห็นดังนั้นจึงเอ่ยออกไปอย่างอดไม่ได้ “พี่หญิง ท่านช่างเ้าน้ำตาเสียจริง เหตุใดท่านถึงร่ำร้องได้บ่อยนัก”
“ก็… ก็… ก็คุณหนูคะ---คุณหนูจะได้เข้าโรงเรียนแล้ว ข้าดีใจเหลือเกิน ข้าคิดว่าคุณหนูจะไม่ได้ร่ำเรียนเสียแล้ว” น้ำเสียงสะอึกสะอื้นจ้องมองโคลอสอย่างปลื้มปิติ ไม่รู้ควรขอบคุณ์หรือขอบคุณกษัตริย์ ราชโองการใบนี้ ทำให้ทุกตระกูลมิอาจปฏิเสธการส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนเวทมนตร์
“โรงเรียน?” โคลอสเอ่ยขึ้นอย่างฉงน แท้จริงแล้ว เด็กหนุ่มที่ไม่ได้คิดอะไรเป็เพราะเขาไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "โรงเรียน" หากโคลอสรับรู้แต่แรกว่าเขาจะถูกส่งไปโรงเรียน เด็กหนุ่มคงกล่าวปฏิเสธอย่างขึงขังไปแล้ว
“โรงเรียนคือสถานที่ฝึกสอนอบรมเหล่านักเรียนภายใต้การดูแลของอาจารย์ ถ้าคุณหนูได้ไปที่นั่น คุณหนูจะได้พบกับมิตรสหายและยังได้สนุกเหมือนเด็กคนอื่นๆ” มาเรียกล่าวอย่างปรีดายิ่ง
สำหรับมาเรียแล้ว มันก็เหมือนความฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง สามัญชนธรรมดาเช่นเธอมิอาจได้ร่ำเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์ เธอได้แต่นั่งฟังเื่ราวจากปากต่อปากกันเท่านั้น เื่ราวในโรงเรียนที่เธอได้ฟัง มันกลายเป็ความฝันในวัยเด็กที่มิอาจเอื้อมถึง ถึงกระนั้นหญิงสาวยังคงใฝ่ฝันถึงความสนุกในโรงเรียนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยามเธอเดินผ่านโรงเรียนเวทมนตร์ยังอดกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้
“สำนักน่ะหรือ?” โคลอสกล่าวออกไปอย่างโง่งม สิ่งที่มาเรียเรียกว่าโรงเรียน นิยามของมันกลับคลับคล้าย “สำนัก" ที่เด็กหนุ่มได้พานพบ แหล่งแสวงหาการเรียนรู้เพิ่มความแข็งแกร่งภายใต้การชี้นำของเหล่าผู้าุโ ทว่า ทุกอย่างนั้นเพื่อขุมพลังและอำนาจของตนเองทั้งสิ้น
โคลอสที่เข้าใจแบบนั้นจึงเอ่ยออกไปอย่างโง่งม “สถานที่เช่นนั้น มันเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่นไร้สาระ หาใช่การแสวงหาพลังที่แท้จริงไม่”
มาเรียถึงกับแข็งทื่อราวกับว่าเด็กหนุ่มตีความเื่ที่เธอกล่าวผิดไป เธอหวังเพียงแค่อยากให้เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบได้สนุกสนานเยี่ยงเด็กคนอื่นๆ การเกิดมาในตระกูลขุนนางที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมมาพร้อมกับแรงกดดันและภาระที่ยิ่งใหญ่ เด็กวัยเจ็ดขวบกลับต้องพานพบเื่ราวที่หนักหน่วง หากไม่มีมาเรีย เขาสมควรตรอมใจตายไปแล้ว ทว่า นี่คือสิ่งที่มาเรียคิด
“โธ่คุณหนู ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไม คุณหนูกับคุณท่านต่างเป็ครอบครับเดียวกัน สายเืเดียวกันแท้ๆ ทำไมท่านทั้งสองถึงไม่มีความรู้สึกรักใคร่ต่อกัน ทำไมมันเต็มไปด้วยความพยาบาทบาดหมาง แตกต่างจากตระกูลอื่น”
โคลอสเงียบงันสักพัก เด็กหนุ่มครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ “มันเกี่ยวกับจิตใจ”
คำตอบสั้นๆ มาเรียกลับขมวดคิ้วมุ่น เธอคล้ายกับว่าสามารถตีความมันออก ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่สามารถตีความมันได้ คุณหนูเป็เด็กวัยเจ็ดขวบจริงๆน่ะหรือ?
เวลาหวนผ่านไปพักใหญ่ ไร้ซึ่งการตอบหรือการสนทนา ท่ามกลางความเงียบงัน ความทรงจำที่ติดตรึงไปในจิติญญาย้อนภาพห้วนคืน มาเรียกล่าวออกอย่างติดขัด “คุณหนูคะ พลังอำนาจในตอนนั้น…”
“พลังของข้าเอง” โคลอสกล่าวสั้นๆ เด็กหนุ่มหันกายกลับพร้อมเดินออกจากประตู หวังทิ้งคำตอบให้มาเรียได้นำกลับไปคิดเอง “ข้าอยากจะออกไปฝึกเสียหน่อย พี่หญิงก็พักผ่อนให้เยอะเสีย หากไม่ทำเช่นนั้น อาการป่วยจะรุนแรงเอา”
มาเรียที่ราวกับคล้ายถูกปลุกจากฝัน ถึงจะได้คำตอบจากตัวของโคลอสเองแล้ว ถึงกระนั้น หญิงสาวยังคล้ายทำใจเชื่อไม่ลงอยู่ดี เพียงการตวัดกิ่งไม้แค่ครั้งเดียว เด็กหนุ่มกลับแยกฟ้าแยกปฐีออกเป็สองเสี่ยง มาเรียรู้สึกไม่สบายใจอยู่หลายส่วน พลังที่ยิ่งใหญ่สมควรมาพร้อมกับภาระที่ยิ่งใหญ่
หลังจากโคลอสเดินออกไป มาเรียยังคงกล่าวพึมพำกับตัวเอง
“แท้จริงแล้ว ชะตาฟ้าลิขิตให้คุณหนูของข้าเป็บุคคลเช่นไรกันแน่ จักรพรรดิแห่งโลกหล้า? หรือัซ่อนเมฆ?”
….
ในขณะนี้เองที่ป่าใกล้คฤหาสน์ของตระกูลเซอร์ไทน์ โคลอสชอบจะถือดาบไม้ที่ตนสร้างขึ้น เดินมา ณ ที่แห่งนี้เป็ประจำ เด็กหนุ่มเข้าไปในป่าลึก หากแต่ไม่ได้ลึกล้ำไปถึงเขตแดนที่ถูกตีตรากลายเป็แดนต้องห้าม หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น สถานที่แห่งนั้นถูกกล่าวขานในนาม “ดินแดนต้องห้ามแห่งเวสเตอร์เรีย” กลับกัน นามของผู้กระทำปริศนาได้ถูกกล่าวขานในฐานะ “สัตว์ประหลาดแห่งเวสเทอร์เรีย”
โคลอสที่มักจะมาฝึกการใช้ดายอยู่ที่แห่งนี้ประจำ ถึงแม้ตนจะหยั่งรู้ถึงแก่นแท้แห่งดาบ หากแต่ก็มิอาจทรนงตนว่ารู้แจ้งแก่มันได้ เขาเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งดาบจริงแต่มิอาจหยั่งรู้ถึงขอบเขตสิ้นสุดของมัน การฝึกของเด็กหนุ่มนั้นง่ายดาย เพียงการมาฟันดาบใส่อากาศเท่านั้น ทว่า มันอาจดูง่ายดายสำหรับบุคคลทั่วไป หากแต่ความจริงแล้ว การฝึกฝนของเขากลับเปี่ยมไปด้วยพลัง
ทุกๆ การฟันดาบอากาศออกหนึ่งครั้ง โคลอสจะรวบรวมสมาธิก่อนเสมอ หลอมรวมจนกลายเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ หากผู้อื่นได้มาเห็นการฝึกของเขา คงได้แต่ก่นด่าว่าเป็การฝึกที่ไร้สาระ เป็สิ่งที่มิอาจกระทำขึ้นมาได้จริงๆ ทว่า ใน่เวลานี้เองที่โคลอสกำลังรวมสมาธิในขณะที่สองมือจับดาบไม้ไว้แน่น ในขณะเดียวกัน ผีเสื้อตัวหนึ่งที่บินผ่านทางมากลับบินมาเกาะเขาอย่างไม่เกรงกลัว
ทันใดนั้นเอง โคลอสถึงฟันดาบออกไป เป็การฟันกลางอากาศด้วยแรงทั้งหมดที่มี เด็กหนุ่มยังคงกระทำการฝึกอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ เจ็ดวันที่ผ่านมา เขาฝึกภาษาของโลกใบนี้ อาจมีโชควาสนาอยู่บ้างที่ได้เกิดในตระกูลขุนนางที่ยิ่งใหญ่ ห้องสมุดจึงเพรียบพร้อมไปด้วยความรู้มหาศาล ในเมื่อแหล่งปัญญาได้ถูกเติมเต็ม มันถึง่เวลาที่จะฝึกร่างกายแล้ว
โคลอสฟันดาบอากาศอยู่นานโข หลอมรวมกับธรรมชาติได้สมบูรณ์จึงฟันดาบออกไป ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การฝึกที่ไม่สมควรเหน็ดเหนื่อยกลับปรากฏหยาดเหงื่อทั่วทั้งร่าง กล้ามเนื้อทุกส่วนต่างแข็งเกร็งราวกับทุกส่วนล้วนได้รับการฝึกฝน
ใน่เวลานั้นเองที่เงาร่างร่างหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในครรลองสายตา มันคลับคล้ายกับบุคคล ทันทีที่เงาร่างนั้นปรากฏ สมควรเป็บุคคลคนหนึ่ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน ไม่สามารถมองหาเศษฝุ่นหรือความสกปรกจากตัวเสื้อได้เลยราวกับว่ามันสะอาดอยู่ตลอดเวลา ผิวสีขาวเนียนละเอียดดั่งหยกงาม ขาวนวลจนเกือบกลมกลืนไปกับเสื้ออาภรณ์ ถึงกระนั้นมันไม่ได้ขาวซีดแต่อย่างใด แม้กระทั่งเผ้าผมยังเป็สีเงิน มันคล้ายสีขาวอยู่บ้างหากแต่ยังคงแตกต่าง เนื่องด้วยผมสีแพลตตินั่มนี้กลับให้ความรู้สึกน่าค้นหายิ่งกว่า ผมสีเงินยาวระเอวพริ้วไหวเบาบาง
ใบหน้านั้นถูกปิดปังภายใต้หน้ากากสีขาวเงินปนอักขระสีทองอร่าม ลวดลายสะสวยแฝงไปด้วยอำนาจลึกลับที่ทรงพลัง กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากบุคคลผู้นี้ให้ความรู้สึกสูงศักดิ์ไร้ที่เปรียบกระทั่งกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรยังมิอาจแผ่กลิ่นอายเช่นนี้ออกมาได้ราวกับว่าเป็กลิ่นอายอันสูงศักดิ์โดยสายเื ติดตัวมาั้แ่กำเนิด!
โคลอสไม่แม้แต่จะหันกายมองเรือนร่างนั้น ถึงเด็กหนุ่มจะเป็เด็กเจ็ดขวบ หากแต่ส่วนสูงของเขากลับสูงใหญ่ผิดกับเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งบุคคลผู้นี้ดูคล้ายราวกับเด็กน้อยเช่นกัน หนำซ้ำ ส่วนสูงของบุคคลผู้นี้อยู่เพียงไหล่ของเขาเท่านั้น ไม่ใช่เพราะไม่สูงตามมาตราฐาน แท้จริงแล้ว บุคคลผู้นี้สูงเกินคนรุ่นเดียวกันเสียอีก หากแต่เป็โคลอสเองต่างหากที่สูงเกินไป
“เราเ้าหญิงดูเ้าฝึกอยู่นานมาก สิ่งนั่นสมควรเป็ดาบใช่ไหม” น้ำเสียงนุ่มละมุนไพเราะยิ่ง เสียงนี้เป็เสียงของอิสตรี บุคคลปริศนาผู้นี้สมควรเป็เด็กสาวนางหนึ่ง
โคลอสไม่กล่าวตอบ ใน่เวลาที่เขารวมรวบสมาธิถึงขั้นสุด เด็กหนุ่มพลันฟันดาบออกไปอีกครั้ง หากแต่คราวนี้เขาไม่รวบรวมสมาธิในทันที “ข้าไม่พูดคุยกับคนที่มีเจตนาปกปิดตัวตน" โคลอสกล่าว เด็กหนุ่มกล่าวโดยไม่หันไปมองคู่สนทนาเลยแม้เพียงการชำเลืองหางตา
เด็กสาวถึงกับนิ่งงัน ใน่เวลาที่ฝ่ามือเรียวงามของเธอจะหยิบคว้าหน้ากากบนหน้าออก เธอกลับถอนมือกลับ ท่าทางล้วนลังเลไร้ความมั่นใจยิ่ง จนสุดท้าย ดรุณน้อยผู้นี้ก็ไม่ถอนหน้ากากออกจากใบหน้า
โคลอสที่เข้าใจดังนั้นถึงไม่สนใจอีก เด็กหนุ่มเริ่มฝึกฝนต่อทันที เขาเริ่มรวบรวมสมาธิอีกครั้ง เข้าสู่สมาธิจนหลอมรวมกลายเป็หนึ่งกับธรรมชาติ หนึ่งดาบก็ได้ฟันออกไป ท่ามกลางการฝึกเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดรุณีน้อยผู้นี้กลับไม่เดินจากไป กลับกัน สาวน้อยตัดสินใจที่จะนั่งมองดูข้างๆด้วยท่ากุมเข่าทั้งสองข้าง
แม้จะไม่เห็นรูปโฉมของใบหน้า ถึงกระนั้นรูปลักษณ์ของเธอผู้นี้ยังสมควรเรียกว่างดงามไร้ที่เปรียบ แค่รูปลักษณ์ภายนอกยังราวกับนางฟ้านาง์ หากสาวน้อยผู้นี้ได้เติบโตขึ้น เธอสมควรแก่คำว่า “โฉมสะคราญล่มเมือง” โดยแท้จริง
สำหรับโคลอสแล้ว เื่นี้มิได้สลักสำคัญ การฝึกฝนของเขาต้องมาก่อนเสมอ ในขณะนี้ คนที่สำคัญในชีวิตคงมีเพียงตัวเขาและมาเรียเท่านั้น นอกนั้นล้วนไม่ต่างอันใดนอกจากคนแปลกหน้ากระทั่งบิดาที่แท้จริง เขายังมิอาจยอมรับได้ ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ สัจธรรมที่แท้จริงแห่งโลกทุกใบ “ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ”
โคลอสล้วนตัดผ่านโลกแล้วโลกเล่า สัจธรรมข้อนี้ล้วนใช้ได้กับทุกภพที่เขาได้ไปเยือน
การฝึกของโคลอสดำเนินต่อไปอย่างนานโข ั้แ่ดวงตะวันอยู่เหนือศีรษะกลับกลายเป็ลับขอบฟ้า ใน่เวลานั้นเองที่ดรุณีน้อยผู้นี้ได้ขยับกายอีกครั้ง “เราเ้าหญิง ขอทราบนามของเ้าได้หรือไม่?”
โคลอสไม่กล่าวตอบ ครั้งนี้เองที่เขาได้เคลื่อนสายตามองอิสตรีน้อยเบื้องหน้า ทันทีที่ประสบ ดวงตาคล้ายเบิกกว้างเล็กน้อย เด็กหนุ่มพยายามข่มกลั้นความตื่นตะลึงไว้อย่างที่สุด ภายในห้วงความคิดกลับมีแค่ถ้อยคำเดียว “งดงามไร้ที่เปรียบ”