
ตอนที่104 เจ้าบังอาจฆ่าลูกชายของข้าหรอ
"องครักษ์จับนางไปขังไว้พร้อมกับองค์ชายโป๊เชียงแห่งนครอสูรวารีหิมะที่รักษาตัวอยู่ เอามันไปขังด้วยกัน พรุ่งนี้ข้าจะประหารมันด้วยมือข้าเอง ประจานพวกมันต่อหน้าประชาชนในนครอสูรวารีน้ำจืด.."
เสียงของเขาดังก้องกังวานดวงตาฉายแววเพชฌฆาต รู้สึกเดือดดาลกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเกินความคาดหมาย เหล่าทหารองครักษ์ต่างนำตัวองค์ฮองเฮาฝ่ายซ้ายไปกักขังตามคำสั่งขององค์จอมกษัตริย์ทันที
"ท่านพี่ท่านอย่าเศร้าเสียใจไปเลยท่านพี่ยังมีบุตรและภรรยาที่รักท่านเสมออีกคู่หนึ่ง"
องค์หญิงเจ้าเฟยเดินเข้ามายืนข้างๆ พี่ชาย ยังไงนางก็เป็นน้องสาวคนโปรดของเขา น้ำตาขององค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดไหลซึมออกมา หันมองน้องสาวที่ตอนนี้องค์จอมกษัตริย์รู้แล้วว่า นางปรารถนาดีต่อเขาเพียงใด
"เจ้าเฟยเจ้าเฟิงข้าขอโทษเจ้า..."
คำพูดสั้นๆ ขององค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืด
"ท่านปู่คิดว่า..พวกเราไม่อาจจะฆ่าองค์ชายโป๊เชียงแห่งนครอสูรวารีหิมะได้ ไม่อย่างนั้นสงครามใหญ่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ถ้าข่าวนี้ล่วงรู้ออกไป.."
เสียงปู่ทวดเจ้าจี่กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
"มันบังอาจลบหลู่เกียรติของข้าเช่นนี้สงครามจะเกิดก็ต้องเกิดข้าไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น มันเป็นญาติสายตรงกับข้า มันยังบังอาจมาคบชู้กับเมียข้าแบบนี้ ข้าไม่อาจไว้ชีวิตมันได้
"ท่านลุง..กษัตริย์อสูรวารีหิมะจะทำสงครามกับข้า..ข้าก็ยอมแม้ข้าจะรู้ว่ากำลังของข้าจะอ่อนด้อยกว่า แต่ข้าก็จะยอมตายเพราะน้ำมือเขา
แต่วันพรุ่งนี้ข้าจะเด็ดชีวิตบุตรชายของท่านลุงกษัตริย์อสูรวารีหิมะด้วยมือของข้าเอง มันหยามเกียรติของข้าเกินไปที่จะทน.."
องค์กษัตริย์กล่าวขึ้นด้วยความเดือดดาลปู่ทวดเจ้าจี่ส่ายหน้าอย่างหมดคำที่จะกล่าวห้าม องค์จอมกษัตริย์ตอนนี้เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ ดังนั้นไม่มีอะไรจะห้ามเขาได้
"ท่านปู่ทวดท่านต้องส่งสารไปให้จอมจักรพรรดิอสูรวารีมาที่นี่ ไม่เช่นนั้นสงครามใหญ่ต้องเกิดขึ้นแน่.."
องค์หญิงเจ้าเฟิงกล่าวขึ้นขณะที่องค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดเดินหายเข้าไปในห้องบรรทม เขาเคียดแค้นอับอายเกินกว่าที่จะอยู่พบหน้าผู้คนต่อไปได้
"ข้าว่าพรุ่งนี้กองทัพอสูรวารีหิมะต้องเคลื่อนทัพมาถึงนครเราแน่ เพราะว่าข่าวการจับตัวบุตรชายของเขาได้ล่วงรู้ไปในนครแล้ว น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ได้ พวกเราต้องไปขอให้องค์ชายสิบสี่ช่วยต้านทัพไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นนครอสูรวารีน้ำจืดแหลกลาญแน่งานนี้.."
เสียงของพระนางเจ้าเฟยพูดขึ้น ด้วยความเป็นห่วงทหารของนครอสูรวารีน้ำจืด
"จะได้อย่างไรองค์ชายสิบสี่ มีกายคนอสูรแค่ระดับหกจะต่อกลอนกับจอมกษัตริย์อสูรวารีหิมะ ขั้นอสูรครึ่งเทพระดับเจ็ดได้ยังไง..."
องค์หญิงเจ้าเฟิงกล่าวขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงองค์ชายสิบสี่
"ข้าไม่ได้ให้เขาไปต่อสู้รบจนตัวตายที่ไหนเล่าข้ารู้ว่าองค์ชายสิบสี่ มีพลังจิตอสูรและมีแม่นางน้อยผมทองคนนั้น ข้าเชื่อว่านางมีกายอสูรระดับอสูรครึ่งเทพมากกว่าขั้นหก แน่นอนถึงไม่สามารถเอาชนะ องค์จอมกษัตริย์อสูรวารีหิมะ แต่ก็เชื่อว่าจะถ่วงเวลา จนกว่าท่านปู่ทวดจอมจักรพรรดิอสูรวารีมาถึงที่นี่
ตอนนี้ข้าส่งข้อความไปแล้ว มันช้าตอนที่ส่งไปนี่แหละ ถ้าท่านปู่ทวดรับรู้ท่านก็เปิดม่านมิติมาที่นี่ในเวลาไม่ถึงเศษเสี้ยวนาที
พวกเจ้าก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เร่งเร้าพลังบอลดวงจิตแก่นแท้รักษาตัวเองให้อยู่ในสภาพพร้อมรบ เราอาจจะต้องช่วยองค์ชายสิบสี่สู้รบอีกแรง
พรุ่งนี้เจ้าเฟิงรีบไปหาองค์ชายสิบสี่ อย่าให้เขาออกจากนครแห่งนี้ ไปบอกความจริงที่พวกเราเปิดเผยพฤติกรรมขององค์ฮองเฮาฝ่ายซ้าย จนองค์จอมกษัตริย์อสูรวารีเชื่อว่า
นางเป็นผู้กบฏต่อเขาจริงๆ จนสั่งประหารพระนางลีหงษ์ และองค์ชายโป๊เชียงแห่งนครอสูรวารีหิมะด้วย เจ้าจงไปบอกกับองค์ชายสิบสี่
และขอให้เขาช่วยสู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมืองนี้ก่อน พรุ่งนี้ข้าจะไปช่วยคุยอีกแรงหนึ่ง.."
เสียงของปู่ทวดเจ้าจี่กล่าวขึ้นเบาๆ เขาสั่นศีรษะกับความวุ่นวายของลูกหลาน มันอาจจะเป็นความผิดของพวกบรรพบุรุษ ที่คลุมถุงชนจนเกิดปัญหามาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่น่าเป็นเช่นนี้เลย
ปู่ทวดเจ้าจี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม? องค์จอมจักรพรรดิอสูรวารี ถึงได้บังคับให้หลานสาวคนโปรดของท่าน มาเป็นภรรยาขององค์จอมกษัตริย์ผู้อ่อนแอที่สุด ในเขตปกครองของท่านจนกระทั่งวันนี้เขาจึงได้รู้ว่า ของสำคัญอย่างไข่สัตว์เลี้ยงบรรพกาล ถูกซ่อนไว้อยู่ในคลังอาวุธประจำตระกูลนี่เอง
รอวันผู้ที่มีวาสนามาค้นพบนำมันออกมาเป็นอาวุธระดับโลกอสูร ที่ถือว่าอยู่ในขั้นสุดยอดเหนืออาวุธเทพ มันคืออาวุธจากบรรพกาล
และคนที่ครอบครองมันก็เป็นบุตรชายของพระนางเจ้าจิงจง หลานสาวคนโปรดขององค์จักรพรรดิอสูรวารี หรือเขารู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้แล้ว จึงดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
'ต้องเป็นมันแน่ๆ ที่เปิดเผยความลับของฟ้าให้จอมจักรพรรดิอสูรวารี ดำเนินการส่งเชื้อสายของท่านมาเป็นสะพาน เชื่อมต่อกับอาวุธระดับเวิลด์คลาสอย่างไข่สัตว์เลี้ยงบรรพกาล.'
ปู่ทวดเจ้าจี่รำพึงในใจ คิดถึงหน้าคนผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายองค์จอมจักรพรรดิอสูรวารี เขาเป็นขุนพลประจำตัวของพระองค์ท่าน มันคืออสูรพลังจิตผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน
ก่อนรุ่งสางกองทัพของจอมจักรพรรดิอสูรวารีหิมะ นับแสนคนก็เคลื่อนทัพมา นครอสูรวารีน้ำจืด ประชิดกำแพงห่างจากประตูเมืองสามพันฟุต ตั้งกองทัพกันอย่างเป็นระเบียบพร้อมรบเต็มอัตราศึก
เสียงโห่ ร้องกองทัพเคลื่อนพลเข้าสู่เขตแดนอสูรวารีน้ำจืดดังก้องสะท้านไปทั่ว องค์กษัตริย์อสูรวารีน้ำจืด สั่งไพร่พลและห้าตระกูลใหญ่กลับมารวบรวมสร้างค่ายกลขึ้น ปกป้องนครโดยมีพระองค์เป็นแกนกลาง ป้องกันการจู่โจมของกองทัพจอมจักรพรรดิอสูรวารีหิมะ
ถึงขั้นเปิดผนึกตราอาญาประกาศิตตั้งเป็นเสาหมอกน้ำ ส่งกระแสพลังถ่ายทอดให้เหล่าทหาร เพิ่มพลังการรบให้ทหารอสูรวารีน้ำจืด ขึ้นเป็นร้อยเท่าจากพลังดั้งเดิมของพวกเขา เพื่อเป็นการปกป้องนครใหญ่แห่งนี้จากศัตรู
นี่คืออาวุธสุดยอดประจำนครทุกนครในเขตอสูรวารี เพื่อไม่ให้เกิดการรุกรานในอาณาเขต
การปกครองของจอมจักรพรรดิอสูรวารี คือให้อาวุธลับพลังนี้แก่ผู้ที่ป้องกันเป็นสิบเท่าของพลังดั้งเดิม
ดังนั้นผู้ที่จู่โจมจะต้องมีพลังต่ำกว่าพวกเขาถึง สิบเท่า จึงเป็นเหตุของความสงบของดินแดนอสูรวารีทุกเขตจนถึงทุกวันนี้ และนี่เป็นสงครามใหญ่ที่อสูรวารีน้ำจืดได้เกิดขึ้น เพราะความขัดแย้งเรื่องผัวเมียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
องค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดยืนอยู่บนกำแพงขนาดใหญ่ ตรงหน้าของเขาหญิงโฉดชายชั่วทั้งสอง ถูกจับมัดมือมัดเท้าด้วยโซ่ศักดิ์สิทธิ์ของคุกอสูรวารีน้ำจืด
องค์ชายโป๊เชียงแห่งนครอสูรวารีหิมะ จึงไม่สามารถดิ้นรนหลุดออกมาได้ เขาจำเป็นต้องคุกเข่าเพื่อรอความตาย
คลึนๆ ๆ ครึนนน!!
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็ปรากฏเงาร่างของจอมกษัตริย์อสูรวารีหิมะผู้เฒ่าหนวดขาว ดวงตาแดงก่ำเหมือนเปลวไฟ ที่พร้อมจะลุกโชติช่วงเผาไหม้ นครอสูรวารีน้ำจืดให้สิ้นสูญไปในพริบตา
เขาเร่งเร้าพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ส่งกายเงาอสูร ขึ้นมาเจรจาขอบุตรชายที่องค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดจับมัดไว้
"จับลูกชายข้าทำไม? ถึงแม้ว่าเขาทำชั่วช้าลามกกับเมียของเจ้า..แต่เรื่องเหล่านี้ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอกนะ เจ้าไม่อาจจะโทษเขาจนสั่งประหารชีวิตลูกของข้าอย่างอำมหิตโหดร้าย เจ้าควรจะไว้หน้าข้าผู้เฒ่าที่มีฐานะเป็นลุงของเจ้า ปล่อยเขาคืนกลับมาแล้วข้าจะบรรณาการของวิเศษล้ำค่า ให้เป็นเครื่องทดแทนความอัปยศครั้งนี้..."
เสียงขององค์จอมกษัตริย์อสูรวารีหิมะดังก้องพลังบอลดวงจิตของเขาอยู่ในระดับอสูรครึ่งเทพขั้นเจ็ด ซึ่งเหนือชั้นกว่าองค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดไปถึงหกขั้น ถ้าต่อสู้กันตัวต่อตัวรับรองเละเป็นโจ๊ก
"ท่านลุงข้ารู้ว่าพลังกายอสูรของข้าไม่สามารถจะต่อสู้กับท่านได้แต่เชื่อเถอะ ด้วยพลังดวงตราอาญาประกาศิตที่ปกป้องบ้านเมืองของข้า ตอนนี้ถูกปลุกเร้าตั้งขึ้นด้วยอำนาจของมันที่มีพลังอาวุธระดับเทพ กว่าถ้าท่านจะบุกเข้ามาพลังของท่านต้องลดลงสามระดับ
พวกเราผู้ที่ดำรงตำแหน่งกษัตริย์อสูรวารีทุกเขตต่างรู้ดีว่า อาวุธนี้มันมีประสิทธิภาพการปกป้องเมืองขนาดไหน และกว่าท่านจะบุกเข้ามาถึงตัวข้าได้ ข้าก็จะลงมือสังหารบุตรของท่านให้ตายอย่างอนาถ สมกับที่มันหยามเกียรติของข้า..."
เสียงกังวานขององค์จอมกษัตริย์ดังก้องไปทั่วสนามรบ น้ำเสียงของเขาไม่ยินยอมอ่อนข้อให้กองทัพนับแสนที่ยกมา
"เจ้าบังอาจเอาอาวุธปกป้องเมืองมาต่อกลอนกับข้า แม้ว่ามันจะจริงทุกคำอย่างที่เจ้าพูด
แต่เชื่อเถอะระดับกายอสูรที่แตกต่างกันของข้ากับเจ้า แม้ว่าจะไม่สามารถช่วยชีวิตลูกชายของข้าได้
แต่นครทั้งนครนี้ต้องแหลกลาญดับสูญไปในวันนี้ถ้าเจ้าบังอาจฆ่าลูกชายของข้า"
เสียงของกษัตริย์อสูรวารีหิมะดังก้องกังวานไปทั่วเช่นเดียวกัน เพื่อข่มขู่องค์กษัตริย์วารีน้ำจืด
"ข้าไม่สนใจผลที่ตามมาขอให้ข้าได้ฆ่ามันทั้งสองคน ให้ตายคามือต่อหน้าประชาชนประจานหญิงชั่วชายโฉดคู่นี้ให้สาสม..ข้าก็พอใจแล้ว
เรื่องปกป้องเมือง ดวงตราอาญาประกาศิตปกป้องมันจะทำงานของมันเอง และเมื่อนั้นท่านก็รู้ดีว่าถ้ามันทำงานเมื่อใด
มันจะประสานพลังไปถึงจอมจักรพรรดิ ผู้ครอบครองอาณาจักรอสูรวารี ของพวกเราจะเดินทางมาถึงทันที
ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านจะหาญสู้กับจอมจักรพรรดิอสูรวารีได้ วันนี้ข้าจะเช็คบิลมันทั้งสองก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน
ข้ายอมให้ท่านปู่ทวดลงโทษข้าทุกอย่าง ขอให้ข้าได้เด็ดชีวิตมันทั้งสองคนให้สะใจก่อน..."
องค์จอมกษัตริย์อสูรวารีน้ำจืดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคำรามอย่างเดือดดาล อยากจะประหารพระนางลีหงษ์และองค์ชายเจ้าโป๊เชียง ให้ตายต่อหน้าคนหลายแสนคนที่มาเป็นพยานในเวลานี้
"ไม่ต้องพูดมากแล้ว..ทหารเอาดาบมาข้าจะประหารมันทั้งสองคน.."
....................................................................................................................................