“พวกเธอเป็เ้าของเ้าหมาบ้านี่เหรอ!?” แฟรี่ถาม
“เปล่าครับ เราแค่ให้อาหารกับตั้งชื่อมันเท่านั้น” ผมปฏิเสธเธอไป
“หา!? แบบนั้นก็ถือว่าเป็เ้าของไม่ใช่เหรอ” เธอเท้าเอวแล้วสวนกลับมา
“ถ้าจะมองว่าแบบนั้น...ก็ถูกครับ ถ้ายังไงผมขอโทษแทนเ้าหมานี่แล้วกันครับ” ผมก้มหัวขอโทษเธอไป
“อะ!โอ้!...อือ” เธอเหมือนจะสงบลง
จากนั้นเธอก็บินมาหาเ้าเคอรี่ แล้วชี้หน้าบอก
“คราวหน้าก็อย่าพุ่งมาขย้ำคนอื่นแบบนี้อีกนะ เ้าหมาบ้า”
โฮ่ง! เคอรี่ตอบกลับ
สถานการณ์ดูสงบแล้ว
“ว่าแต่คุณคือใครครับ...เป็แฟรี่ใช่มั้ยครับ” ผมถามเธอ
“อื้อ!! ฉันเป็แฟรี่ ชื่อว่า ทิงค์!” แฟรี่ทิงค์ เท้าเอว ยืดอก (ที่น่าจะคัพซี) แล้วแนะนำตัวเอง
“ทิงค์...มาตามหาปีเตอร์แพนเหรอครับ” ผมถามออกไปเพราะชวนให้นึกถึงนิทานเื่หนึ่ง
“ปีเตอร์? ใครล่ะนั่น?” แฟรี่ทำหน้าฉงนสงสัย ถามกลับ
“...ไม่มีอะไรครับ อย่าใส่ใจเลย” ผมตอบกลับหน้าตาเฉย
“ยอดเลย! ฉันเพิ่งเคยเจอแฟรี่ตัวจริงนี่แหละ เคยเห็นแต่ในนิทาน” แองจี้ตาเป็ประกาย
“ยอดใช่ม้า! ฮะฮะฮะ...” ทิงค์ดูท่าทางภูมิใจ
“แฟรี่ปกติอยู่ในป่าแถบนี้เหรอครับ” ดูท่าเธอจะหัวเราะไม่หยุด ผมจึงถามเธอออกไป
“อ้อ เปล่าหรอก ที่นี่มีแค่ชั้น” ทิงค์ยิ้มตอบ
“เหรอครับ ผมเคยอ่านเจอว่า แฟรี่อาศัยรวมกันที่ทางหมู่เกาะแถบตะวันออก เป็เื่จริงหรือเปล่าครับ”
“อ๋อ ถูกแล้ว!! เกาะฟราเรน พวกเราอยู่ร่วมกันกับพวกเอลฟ์น่ะ”
[เกาะฟราเรนเหรอ เคยเห็นอยู่ในแผนที่ทวีป ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของแผนที่เลย รู้ว่าเป็ที่อยู่ของเอลฟ์ แต่เพิ่งรู้ว่าแฟรี่ก็ด้วย]
“แล้วทำไม แฟรี่อย่างคุณถึงมาอยู่ในป่าทางตะวันตก เกือบสุดขอบทวีปแบบนี้ล่ะครับ”
“เหตุผลง่ายๆ นั่นก็เพราะ ฉันเป็แฟรี่พเนจรไงล่ะ” ทิงค์เอามือทาบอก แล้วเชิดหน้าภูมิใจ
“แฟรี่พเนจร?...แสดงว่า แฟรี่มักมีพฤติกรรมท่องเที่ยวไปเรื่อยเหรอครับ”
“เปล่า มีแค่ฉันคนเดียว” เธอก็ยังยิ้มภูมิใจอยู่
“...”
[อ้อ แฟรี่ขาจรนี่เอง]
ผมหันไปมองที่เคอรี่ ที่กำลังแลบลิ้น แฮ่ก แฮ่ก
[เพราะแบบนั้นเ้าเคอรี่เลยถูกชะตาด้วย]
แล้วหันกลับไปจ้องแฟรี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
[ก็ร่อนเร่พเนจรเหมือนกัน]
“ว้าว...สุดยอดเลยนะครับ” ผมกล่าวชมไปตามมารยาท
“ฮิฮิ ขอบใจมาก”
[ดูท่าค่อนข้างบ้ายอสินะ]
“ขอถามเหตุผลได้ไหมครับ ว่าทำไมถึงมาพเนจรแบบนี้”
“อือ...พวกเธอรู้จักนิทานเื่ ‘เ้าชายโอปิเตอร์กับแฟรี่คาร์เนเลีย’ ไหม”
[นิทานที่เล่าให้ไฮคริคฟังเื่แรกเลย]
“ครับ รู้จัก ที่เป็เื่ของเ้าชายตกหลุมรักแฟรี่ใช่มั้ยครับ”
“อื้อๆ เื่ราวมันเป็แบบนี้...”
แล้วทิงค์ก็เริ่มเล่านิทานฉบับเต็ม [โดยที่ไม่ได้ขอ]
กาลครั้งหนึ่ง
มีเ้าชายรูปงามองค์หนึ่ง แห่งอาณาจักร เรกตัส นามว่า โอปิเตอร์ เคอร์เตียส เรกตัส รู้จักกันในนาม เ้าชายโอปิเตอร์
เ้าชายทรงปรีชาสามารถทั้งเพลงดาบ การศึก และการเมือง เหนือสิ่งอื่นใด คือทรงมีจิตใจที่เมตตาและอ่อนโยน จึงเป็ที่รักใคร่ของประชาชน
ในวันหนึ่ง พระาาได้กำหนดคู่อภิเษกสมรสของเ้าชายให้ ซึ่งเป็เ้าหญิงจากอาณาจักรใหญ่ข้างๆชื่อ อาณาจักรอซิน่า
ทั้งาาและเ้าชายต่างรู้ดีว่า การอภิเสกครั้งนี้จะทำให้อาณาจักรและปวงประชาของตนรุ่งเรือง
ทางฝั่งอาณาจักรเรกตัสยื่นสู่ขอไป แต่ทางอาณาจักรอซิน่าของเ้าหญิง เฮลเรีย อซิน่า ยื่นเงื่อนไขมา ให้ไปกำจัดจอมปีศาจร้ายที่เป็อริกับอาณาจักรมาช้านานซะก่อน
เ้าชายไม่ขัดข้อง ทรงจัดเตรียมยุทโธปกรณ์ครบครัน ทั้งชุดเกราะ ดาบ และสัมภาระอาหาร ควบม้าคู่ใจออกเดินทาง ผ่านป่าเขาลำเนาไพร ไปยังูเาไฟ ที่เป็ที่ตั้งปราสาทจอมมาร
ระหว่างทาง เ้าชายพบแฟรี่สาวตนหนึ่งเข้า เห็นเธอกำลังถูกสมุนปีศาจทำร้าย จึงเข้าไปช่วยเหลือ และได้ทราบว่าเธอตนนี้ เป็แฟรี่ที่ออกเดินทางพเนจรไปทุกหนแห่ง
เ้าชายยื่นไมตรีจิตร แบ่งปันอาหารให้ ทั้งสองจึงเป็สหายกัน
แฟรี่นามว่า คาร์เนเลีย ลิลลี่ฟ็อก
ทั้งเ้าชายโอปิเตอร์และแฟรี่คาร์เนเลีย ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการเป็เวลาหลายราตรี
จนเมื่อมาถึงปราสาทจอมมาร ทั้งสองก็ร่วมมือกัน
ด้วยเพลงดาบของเ้าชาย และเวทย์มนต์ของแฟรี่ ทั้งสองทำให้จอมปีศาจสิ้นท่า ล้มตายลงในที่สุด
ชัยชนะตกเป็ของทั้งสอง
ทั้งคู่กลับไปยังอาณาจักรเรกตัส เ้าชายได้อภิเษกสมรสกับเ้าหญิงเฮลเรียแสนงาม สมปรารถนา
แต่แล้วก็มี สมุนปีศาจที่เหลือรอดมาล้างแค้นเ้าชาย ด้วยการสาปใส่เ้าหญิง มีผลให้เ้าหญิงจะเสียชีวิตยามรุ่งสางมาถึง
แฟรี่เห็นเ้าชายทุกข์โศก จึงอาสาช่วยชีวิตเ้าหญิงให้
“เ้าจะทำได้อย่างไร คาร์เนเลีย?”
“ช่วยชีวิตนาง ด้วยชีวิตข้า”
“ไม่นะ! ทำไมล่ะ ทำไมเ้าต้องช่วยข้าถึงเพียงนี้!?”
“เ้าไม่รู้จริงเหรอ ตลอดที่ผ่านมายังไม่รู้อีกเหรอ”
แฟรี่บินไปยังใบหน้าของเ้าชาย แล้วจุมพิตที่ริมฝีปากของพระองค์
จากนั้นนางจึงร่ายเวทย์ถอนคำสาป ด้วยการสละชีวิตตนเอง
คำสาปถูกถอน
แฟรี่ร่วงหล่น
เ้าหญิงฟื้นคืน
และแล้ว อาณาจักรที่ผนวกรวมกันก็รุ่งเรือง ทุกคืนวันมีแต่งานเลี้ยงฉลองแสนหรรษา
แต่เ้าชายกลับตรงกันข้าม
ทรงมีแต่ความหม่นหมอง แม้จะมีเ้าหญิงสุดงดงามเคียงข้าง ตนก็ยังรู้สึกว้าเหว่ ราวกับว่าอีกครึ่งของตนเองหายไป
จนในที่สุดก็เข้าใจ ถึงเสียงหัวใจของตนเอง
เ้าชายทรงอ้อนวอนต่อทวยเทพ ยื่นชีวิตตนเองให้ แลกกับคืนชีพแฟรี่ที่ตนรักกลับมา
“ตัวข้าได้รับจากนางมากมายเหลือเกิน”
ทวยเทพประทับใจกับความซื่อสัตย์ในหัวใจของเ้าชาย และด้วยวีรกรรมความดีที่สั่งสมมาทั้งหมด
เทพจึงเมตตา คืนชีพแฟรี่คาร์เนเลียให้ โดยไม่ขอสิ่งใดแลกเปลี่ยน
เ้าชายทรงสละยศถาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สมบัติทั้งหมด และออกไปใช้ชีวิตเคียงคู่กับแฟรี่ที่ตนรักกันสองคน ตราบจนสิ้นอายุขัย...
จบบริบูรณ์
“เื่ก็เป็แบบนี้แหละ...” ทิงค์กล่าวหลังเล่านิทานจบ
[ก็บอกแล้วนะว่ารู้จัก ยังไม่ได้ขอให้เล่าเลย] ผมคิดในใจ
“ฮีก...ดีจริงๆ” แองจี้ซับน้ำตาหลังฟังจบ
“ขนาดนั้นเลยเหรอ” ผมถามแองจี้
[จะว่าไปพวกเด็กผู้หญิงก็ท่าทางชอบเื่นี้กันมาก โดนขอให้อ่านให้ฟังเป็ประจำ]
“ก็มัน...”
“เนอะ ดีมากเลยใช่มั้ยล่ะ เพราะเื่นี้แหละ เลยทำให้ฉันออกเดินทางไง” ทิงค์บอก
“ออกตามหาเ้าชายสินะครับ...แต่มันก็เป็แค่นิทานนี่นา”
“อือ เพราะแบบนั้น ร้อยปีแรกที่เดินทางจึงรู้สึกผิดหวังน่าดู แต่พอหลังจากนั้นมันก็เกิดติดใจ เลยเลิกเดินทางไม่ได้ ได้เห็นแต่สิ่งใหม่ๆ มันสนุกกว่าอยู่บนเกาะเยอะเลย”
“ร้อยปีเหรอ!? แฟรี่มีอายุขัยกันเท่าไหร่ครับเนี่ย”
“ทั่วไปก็ราวๆ พันปีล่ะนะ”
[นานมาก แล้วเอลฟ์ที่โดดเด่นเื่อายุขัยยืนยาวล่ะ]
“แล้วเอลฟ์ล่ะครับ”
“อือ...น่าจะราวๆ 1,500 ปีล่ะมั้ง”
[รู้สึก คนในโลกนี้อายุมากสุดอยู่ที่ 150 ปี นั่นหมายความว่า เอลฟ์อายุยืนยาวกว่ามนุษย์ 10 เท่าสินะ]
“คุณทิงค์อายุเท่าไรแล้วครับ”
“ฮึ! คงคิดว่าฉันจะแก่มากละสิ เสียใจด้วย ยังเพิ่ง 274 ปี เองจ้ะ ยังเป็สาววัยรุ่นอยู่เลย”
ทิงค์โพสท่าชูสองนิ้ว ขยิบตา แล้วทำปากจู๋ให้ดูชม
[อือ...เหมือนเราจะใช้ ‘มาสเตอร์มายด์’ อ่านใจแฟรี่ได้ เลยรู้ว่าไม่ได้โกหก แถมยังได้รู้ว่า เธอคนนี้เป็คนไม่คิดอะไรเยอะซะอีก]
“หรือก็คือ...เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย แล้วก็มาพักอยู่ที่นี่ ป่าของเมืองโคเวอร์ชั่วครู่ใช่มั้ยครับ”
“แม่นแล้ว พักผ่อน หย่อนใจ พร้อมกับแต่งเพลงไปพลางๆอยู่ที่นี่มาเกือบ 2 ปีละ”
“เพลงเหรอครับ”
“ช่าย...อ้ะ จริงด้วย”
ว่าเสร็จ ทิงค์ก็บินลงไปหยิบเครื่องดนตรีขนาดเล็กพอดีกับตัวเองขึ้นมาจากบนพื้น คงทำหล่นตอนเคอรี่เข้ามาตะครุบ แล้วก็คุยเพลินจนลืมไปเลยสินะ
“ด้วยเ้านี่แหละ”
เครื่องดนตรีนั้นคือ ลูท
เครื่องสายคล้ายกีตาร์ มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์ ส่วนคอเป็แผ่นแบน สายดีดมี 21 สาย
“ลองฟังดูนะ” แล้วทิงค์ก็เล่นเพลงเองแบบปุบปับโดยที่ไม่มีใครขอ
พอเล่นไปไม่ทันไร
โฮ่ง!
เ้าเคอรี่ก็พุ่งเข้าไปตะครุบทิงค์อีกเหมือนตอนแรก
“อ้ะ เ้าบ้า! บอกแล้วไง!”
[แบบนี้นี่เอง เคอรี่คงตามเสียงลูทของทิงค์มา แล้วคงติดใจมากด้วย]
ผมคิดว่าปล่อยไว้คงไม่เป็ไร
จึงลองเดินสำรวจสวนกลางดงไม้นี้เล่น
แม้ส่วนใหญ่จะเป็ต้นไม้ที่รู้จักได้ในโลกเก่า แต่ก็มีบางต้นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
อย่างต้นไม้ขนาดเล็กที่คล้ายปะการังสีน้ำเงิน
พุ่มไม้ที่ใบคล้ายกับพวงองุ่นสีม่วงเข้มขนาดใหญ่
ตอไม้ขนาดใหญ่รูปกระสวย สีแดงมีจุดสีม่วงและมีรูเต็มไปหมด ผมลองมองเข้าไปก็เห็นเหมือนข้าวของเครื่องใช้สำหรับคนขนาดเล็ก เก้าอี้ โต๊ะ เสื้อผ้าแขวนอยู่ กาน้ำ แก้วน้ำ นี่คงเป็รูพักอาศัยของทิงค์สินะ
พอมองอ้อมไปก็เห็นดงดอกไม้แปลกตา เป็ดอกไม้ที่เหมือนทำจากคริสตัลเรืองแสงสีฟ้า รูปร่างคล้ายดอกเดซี่ แต่มีขนาดใหญ่กว่า ใบของมันคล้ายปีกผีเสื้อ ดอกนี้ขึ้นเรียงกันเป็ทางยาว
[ยังมีเื่ที่เราไม่รู้อีกเยอะเลย]
ผมคิดแบบนั้น และเดินตามแนวของดอกไม้พวกนี้ไป
[!?]
และพบเข้ากับ ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ผมรู้จัก
ต้นนี้มีใบขนาดใหญ่ รูปคล้ายหัวใจ สีเขียวเข้ม ขอบใบเป็หยักรูปฟันปลา ลำต้นสูงประมาณ 3 เมตร ถ้าสังเกตจะเห็นเหมือนขนเล็กๆขึ้นอยู่ตามใบและลำต้น
[ทำไมถึงขึ้นในภูมิภาคหนาวแบบนี้ได้กัน?] ผมคิดแบบนั้น
“นี่!! อย่าเข้าไปใกล้ต้นนั้นจะดีกว่านะ”
เสียงของทิงค์ะโมาจากข้างหลังผม
ผมหันไปหาเธอแล้วยิ้มตอบ
“ผมรู้แล้วครับ”
ผมเดินกลับไปหาทั้งสอง
เ้าเคอรี่กำลังนอนหมอบกับพื้น ทิงค์นอนดีดลูทอยู่บนหัวเ้าหมา ส่วนแองจี้กำลังเก็บดอกสโนว์ดรอปมาทำเป็ช่ออยู่
[สงบศึกกันแล้วเหรอ]
พอผมกำลังเดินเข้าไปใกล้
อยู่ๆเ้าเคอรี่ก็ทำจมูกฟึดฟัด หูผึ่ง ลุกขึ้น แล้วรีบวิ่งไปยังช่องกำแพงต้นไม้ที่ลอดเข้ามา
ทิงค์ที่โดนสะบัดตกโวยวายยกใหญ่
แองจี้ที่เห็นดังนั้น จึงทิ้งช่อดอกไม้แล้วรีบวิ่งตามไป
[เอาอีกแล้วเหรอ คึกคัก สมเป็หมาไซบีเรียน ฮัสกี จริงๆ]
ผมบ่นแบบนั้น แล้วหันไปหาทิงค์ที่กำลังลอยอยู่
“ถ้างั้นวันนี้ พวกผมขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณทิงค์”
“โอ้ ว่าแต่ยังไม่ได้ถามชื่อพวกเธอเลยนี่นะ”
“จริงด้วย พวกผมเสียมารยาทเอง ผมชื่อ โยฮัน ส่วนเด็กหญิงคนนั้นชื่อ แองจี้ ครับ”
[คิดว่าสำหรับเผ่าพันธุ์ุ์แล้ว ชื่อเต็มยศแบบขุนนางคงไม่สำคัญอะไร เพราะสังคมไม่เหมือนกัน]
“อื้อ จำได้ละ ชั้นคงอยู่ที่นี่อีกซักพัก ไว้ว่างๆมาเที่ยวเล่นก็ได้นะ”
“ได้ครับ”
แล้วผมก็วิ่งออกมา
จากสวนดอกไม้กลางป่า ที่พักผ่อนของแฟรี่พเนจร ทิงค์ผู้นี้