สาวใช้ทะลุมิติ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 40 อยากทำอะไรที่ชอบไหม

            “ลูกสะใภ้ หนูทำบัญชีได้ละเอียดมากเลยนะ” แม่หวังชมลูกสะใภ้ของตนพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

            “เพราะคุณแม่ทำของเดิมไว้ดีแล้วต่างหากล่ะคะ หนูแค่ดูจากของเดิมที่คุณแม่ทำเอาไว้เท่านั้นเอง” หลินถิงถิงพูดอย่างถ่อมตัว

            “ตอนนี้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองมัวแต่สนุกกับงานใหม่ของพวกเขา แล้วหนูล่ะจ๊ะ หนูไม่อยากทำงานที่หนูชอบต่อไปแล้วหรือ แม่เห็นขนมที่หนูทำออกมา ทั้งหน้าตาและรสชาติ แม่ว่าถ้าทำออกมาขายคงมีลูกค้ามาต่อแถวซื้อไม่น้อยเลยล่ะ”

            “หนูเคยมีความคิดนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้หนูอยากช่วยงานคุณแม่และศึกษาธุรกิจเราให้ดีเสียก่อน”

            “ที่แม่ถามเพราะแม่ไม่อยากให้หนูมาเสียเวลาทำงานพวกนี้กับแม่ ยังไงแม่ก็มีผู้ช่วยทำงานพวกนี้อยู่แล้ว หนูอยากไปเรียนเพิ่มเติมไหมล่ะ เจ้าใหญ่เขาอยากเรียนรอบค่ำ หนูสามารถไปเรียนพร้อมกับเขาได้ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเด็กๆ แม่จะดูแลให้ หนูมีอะไรก็บอกกับแม่ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจนะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน” แม่หวังบอกหลินถิงถิง เพราะนางเห็นว่าลูกสะใภ้เหมือนมีบางอย่างอยู่ในใจ

            “คุณแม่คะ ถ้าอย่างนั้นตอนกลางวันหนูขอไปเรียนตัดผ้าได้ไหมคะ ตอนเย็นค่อยไปเรียนรอบค่ำกับพี่อี้ฉือ”

            “จะมีปัญหาอะไรล่ะจ๊ะ พวกเราสนับสนุนหนูเต็มที่” แม่หวังมองหน้าลูกสะใภ้แล้วยิ้ม “หนูอยากเปิดร้านตัดผ้าเป็นของตัวเองหรือ”

            “ตอนนี้ธุรกิจเสื้อผ้ากำลังมาแรง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายพวกเขาก็จะพิถีพิถันเรื่องการแต่งตัวมากขึ้น แต่เพราะร้านเสื้อส่วนใหญ่สั่งซื้อเสื้อจากโรงงานโดยดูตัวอย่างจากแบบเสื้อที่โรงงานเป็นคนออกแบบ ดังนั้นในตลาดจึงมีเสื้อผ้าแบบเดียวกันอยู่มากมาย แต่ถ้าเราสามารถออกแบบและส่งให้โรงงานตัดเสื้อตามแบบของเราเองได้ เสื้อผ้าของเราก็จะไม่เหมือนกับของที่อื่น และต่อให้ในอนาคตจะมีคนเลียนแบบสินค้าของเราออกมา เราก็จะออกแบบสินค้าใหม่ล่วงหน้าก่อนพวกเขา ร้านเสื้อของเราก็จะนำหน้าคนอื่นอยู่ตลอด และนอกจากนั้นหนูยังอยากทำห้องเสื้อของตัวเองเพราะดึงลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา คือกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อ โดยห้องเสื้อของเราจะรับออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าตามความต้องการของแต่ละคน โดยหนูจะเพิ่มงานปักที่หนูชำนาญเข้าไปในเสื้อผ้าพวกนั้นด้วย เพื่อให้เสื้อผ้าแต่ละตัวมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนที่สวมใส่ก็จะมีความรู้สึกว่าเสื้อผ้าของตัวเองมีเพียงชิ้นเดียวและไม่เหมือนใคร”

            “ถิงถิง! หนูคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาได้ยังไง ถ้าแม่ไม่รู้มาก่อนว่าหนูกับเจ้าใหญ่เรียนมาถึงแค่ชั้นมัธยมต้น แม่คงคิดว่าพวกเธอเรียนสูงกว่านั้นแล้วนะ” แม่หวังพูดอย่างชื่นชม

            “หนูแค่ลองวิเคราะห์ดูเท่านั้นเองค่ะ” หลินถิงถิงพูดเขินๆ 

            “หนูกับเจ้าใหญ่มีความสามารถมากเลยนะ ดูอย่างเจ้าใหญ่สิ แม่กับพ่อเคยฟังเขาอธิบายเรื่องสวนที่เขาทำ เขาปลูกทั้งผลไม้ ธัญพืช แล้วก็ข้าว แล้วนี่เขายังขยายที่ดินทำฟาร์มเลี้ยงไก่ หมู แล้วก็ปลาอีกนะ น่าเสียดายที่เมื่อก่อนแม่ไม่มีโอกาสส่งเสริมเขาให้ดีกว่านี้” แม่หวังพูดเสียงเศร้าเมื่อนึกถึงอดีตที่ตนเองไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูลูกชายคนโต

            “เพราะพี่อี้ฉือเคยทำงานตรงนั้นมาก่อน เขาถึงรู้ว่าควรจะปลูกหรือเลี้ยงอะไรที่ตรงตามความต้องการของคนเมือง แต่คุณแม่ไม่คิดว่าที่พี่อี้ฉือคิดเรื่องอย่างนี้ออกมาได้ ก็เพราะเขามีเลือดของนักธุรกิจอย่างคุณพ่อคุณแม่อยู่ในตัวของเขาหรอกหรือคะ” หลินถิงถิงพูดให้กำลังใจแม่สามี

            “หนูช่างเป็นเด็กที่นึกถึงใจคนอื่นจริงๆ” แม่หวังมองลูกสะใภ้อย่างถูกใจ

     

             ในขณะที่แม่สามีและลูกสะใภ้กำลังปรึกษาเรื่องธุรกิจของตัวเอง ฝั่งคุณพ่อหวังและลูกชายทั้งสองคนก็กำลังปรึกษาเรื่องแผนงานของตัวเองอยู่เช่นเดียวกัน

            “เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เดิมร้านค้าปลีกและร้านค้าส่งของพวกเราจะขายเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ตอนนี้ตลาดและความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยนไป รวมถึงการเปิดเสรีทางการค้าของเราก็มีมากขึ้น ลูกคิดว่าเราควรจะขยายธุรกิจของเราออกไปดีไหม” พ่อหวังถามความเห็น

            “ผมเคยคิดว่าเราควรสร้างห้างสรรพสินค้า แต่นั่นจะเป็นการลงทุนที่มากเกินไป อีกอย่างถึงแม้คนส่วนใหญ่จะกล้าจับจ่ายใช้สอย แต่เพราะการเปิดเสรีทางการค้าเพิ่งเริ่มมาได้ไม่กี่ปี ผู้คนอาจจะยังไม่ชินที่จะเข้าไปใช้บริการกับสถานที่แบบนั้น ผมก็เลยคิดว่าร้านที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ก็เพียงพอแล้ว เพียงแต่เราต้องหาสินค้าอย่างอื่นเข้ามาเสริมให้มันดูหลากหลายขึ้นเท่านั้นเอง” หวังลู่เสียนเสนอความคิดของเขา

            “ผมเห็นด้วยกับน้องนะครับ ร้านค้าของเรามีสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันขายอยู่เกือบครบแล้ว ตอนนี้เรายังจะเพิ่มสินค้าเกษตรเข้าไปทั้งจากที่เราผลิตเองและที่เรารับซื้อ สินค้าเหล่านี้ก็แทบจะครอบคลุมกับความต้องการของลูกค้าทั้งหมดแล้ว แต่ผมเห็นว่าปักกิ่งเราอยู่ไกลจากทะเล ถ้าเราเพิ่มอาหารทะเลเข้ามาขายด้วยก็น่าจะดี เน้นไปที่อาหารทะเลตากแห้ง มันน่าจะง่ายต่อการขนส่งและการเก็บรักษา” หวังอี้ฉือเสนอความคิดของตัวเองออกมาเช่นกัน

            “พ่อดูสิครับ เพิ่งเข้ามาช่วยงานได้ไม่นาน พี่ใหญ่ก็มองธุรกิจต่างๆ ออกมาได้ชัดเจนแล้ว ไม่เสียแรงที่เป็นลูกหลานนักธุรกิจตระกูลหวัง” หวังลู่เสียนชมพี่ชาย

            “ถ้าคุณปู่ของพวกแกยังอยู่ คงจะดีใจไม่น้อยเลยล่ะ” พ่อหวังกล่าวถึงพ่อตัวเองอย่างระลึกถึง

            “เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตอบแทนคุณปู่ด้วยการทำกิจการของคุณปู่ให้รุ่งเรืองต่อไปยังไงล่ะครับ” หวังอี้ฉือบอกกับพ่อและน้องชาย

            “เจ้าใหญ่ ถ้าลูกเริ่มเรียนภาคค่ำแล้วลูกสะใภ้ล่ะ เธอจะอยากไปเรียนกับลูกไหม” พ่อหวังถามอย่างนึกได้

            “ก่อนหน้านั้นเคยคุยกันแล้วครับ เธอก็อยากไปเรียนกับผมเหมือนกัน แต่เธอบอกว่าอยากจะศึกษาและช่วยงานคุณแม่ให้คล่องเสียก่อน”

            “แม่เขามีผู้ช่วยอยู่แล้ว ไม่ต้องไปห่วงเรื่องนั้นหรอก ถ้าเธออยากไปเรียนก็ให้เธอไป”

            “ผมจะกลับไปคุยกับเธออีกทีครับพ่อ” หวังอี้ฉือตอบรับ

            พ่อหวังมองหน้าลูกชายทั้งสองคนอย่างภาคภูมิใจ เขานึกอยู่ในใจว่าเขาช่างโชคดีที่ลูกชายคนโตไม่ได้นึกโกรธตนเองและภรรยากับเรื่องราวในอดีต และรู้สึกขอบคุณลูกชายคนเล็กที่ไม่ได้สร้างปัญหา ตรงกันข้ามหวังลู่เสียนกลับรักและเคารพพี่ชายของตัวเองมาก พ่อหวังบอกกับพ่อของตัวเองในใจ

            ‘คุณพ่อครับ ผมและหลานชายของคุณพ่อจะทำให้ธุรกิจของเราก้าวหน้าต่อไปอย่างที่คุณพ่อหวังไว้นะครับ”

    คล้ายกับเรื่องสาวใช้ทะลุมิติ (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน