แคว้นตี้จะมีความแต่งต่างจากแคว้นอื่นมากยิ่ง โดยเฉพาะเื่การเปิดกว้างของชายและหญิงนั้นเป็เื่ที่ยอมรับกัน ทั้งเื่การแต่งงาน บุรุษและสตรีจะแต่งงานกันเมื่ออายุสิบแปดปีหรือมากกว่านั้น ต่ำกว่านั้นไม่ได้เพราะผู้คนจะต้องได้รับการศึกษาจึงอายุสิบแปด เด็กอาจจะไม่ได้เรียนที่ตี้ซูทุกคนแต่จะมีสถานศึกษาเปิดให้เรียนตามเมืองต่างๆ เพราะฮ่องเต้องค์ปฐมกษัตริย์ได้สร้างแคว้นแห่งนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยคนที่มีความสามารถจนแคว้นตี้ดูโดดเด่นนำสมัยกว่าแคว้นอื่นยิ่งเป็เช่นแผ่นดินที่รู้สึกว่าเจริญยิ่ง
"วิชาประวัติศาสตร์ของแคว้นตี้ในวันนี้คงทำให้พวกเ้าได้รับรู้แล้วว่าแผ่นดินของพวกเราเป็เช่นนี้ได้เพราะฮ่องเต้องค์แรก พวกเ้าทั้งหญิงและชายจึงได้มีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียนที่ห้องเรียนแห่งนี้ด้วยกันอย่างไร"
"วันนี้ล่ำเรียนกันไปมากแล้ว หนังสือที่ได้รับไปก็อ่านเสียให้มากจะได้รู้เื่ราวต่างๆในอดีตจะได้นำมาปรับใช้กับยุคสมัยปัจจุบันและมันจะส่งผลไปถึงอนาคต เข้าใจหรือไม่"
"เข้าใจขอรับ"
"เข้าใจเ้าค่ะ"
อาจารย์ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์เมื่อครู่กล่าวจบก็เดินออกจากห้องเรียนรวมใหญ่แห่งนี้ไป ผู้ที่มาเรียนก็ทยอยกันออกไปเพื่อไปทานอาหารที่นำมาจากจวนของตน
"เ้าว่าฮ่องเต้องค์แรกช่างมีวิสัยทัศน์ก้าวหน้ายิ่งใช่หรือไม่"
เด็กหนุ่มผู้นั้นเอ่ยถามปู้มั่วเสวียนอย่างตั้งใจ เขาอยากได้ยินความเห็นของนาง
"ข้าก็คิดเช่นนั้น ฮ่องเต้องค์นั้นคิดได้ถูกต้องยิ่ง การจะทำให้แคว้นเจริญก้าวหน้าจะต้องมีคนที่มีความรู้ การให้การศึกษาผู้คนเป็เื่ที่ดี"
"ใช่ไหมเล่า ข้าภาคภูมิใจนักที่มีคนคิดเช่นนี้"
"เ้ากล่าวเหมือนมีคนคิดเช่นอื่น"
"ก็พวกหัวโบราณอายุเท่าเฒ่าพันปีพวกนั้นอย่างไรเล่า คนพวกนั้นคอยแต่จะลดบทบาทของสถานศึกษาทั่วแคว้นไม่ให้มีมากจนเกินไป โดยให้เหตุผลว่ายิ่งคนรู้ความมากเท่าใดยิ่งเป็อันตรายต่อความมั่นคงของแคว้นเท่านั้น "
"อาจจะจริงและอาจจะไม่จริง "
"หมายความว่าอย่างไร เ้าจะเข้าข้างพวกนั้นหรือไม่เข้าข้าง บอกข้ามาให้ชัดเจน"
"ข้าไม่ได้เข้าข้างผู้ใด แต่ข้าเพียงกล่าวในมุมมองของข้าเท่านั้น พวกที่เ้าบอกว่าหัวโบราณพวกนั้นคงมีเหตุผลที่คิดแย้งขึ้นมาด้วยกลัวความมั่นคงของแคว้นจริงพวกเขาคงมีเหตุผลในการ้าปกป้องบ้านเมืองซึ่งแิของพวกเขาคงคิดว่ายิ่งคนไม่มีความรู้ก็ยิ่งควบคุมง่าย มันง่ายต่อการปกครอง ซึ่งพวกเขายังไม่ได้มองในความเป็จริงว่าข้อดีของการที่มีคนมีความรู้มากมายในแคว้นเป็ผลดีมากกว่าผลเสีย ยิ่งมีคนที่มีความรู้มาก คนเก่งก็จะยิ่งมาก เมื่อมีคนเก่งก็จะยิ่งทำให้อาณาจักรพัฒนาก้าวหน้ากว่าแคว้นใดในใต้หล้าดังเช่นที่องค์ปฐมฮ่องเต้ทรงคิดวางแผนไว้และปรากฏให้เห็นในปัจจุบันที่แคว้นตี้แห่งนี้อย่างไรเล่า"
มุมมองของเ้าช่วยเปิดโลกข้ามากทีเดียว เมื่อก่อนข้าเพียงไม่ชอบใจที่คนหัวโบราณพวกนั้นคอยแต่จะขัดแย้งไปเสียทุกเื่ไม่เข้าใจเหตุผลของพวกเขาอย่างแท้จริงถึงฟังเ้าข้าก็ยังไม่เห็นด้วยกับคนพวกนั้นอยู่ดี
"ข้าว่าเ้าเพียงปล่อยผ่านคนพวกนั้นไปเถอะ สังคมปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าแิของฮ่องเต้องค์แรกนั้นทำให้แคว้นตี้เจริญรุ่งเรืองเพียงใด"
"ข้ารู้สึกว่าเ้าจะดูรู้เื่พวกนี้ดียิ่ง เ้าเคยอ่านมาแล้วใช่หรือไม่"
"สิ่งนี้หาอ่านได้ทั่วไป สุดท้ายก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนว่าจะมองเช่นไร "
"เช่นนั้นข้าคงต้องฟังเ้าให้มาก"
"ถูกต้อง เราต้องเป็ผู้ฟังให้มาก โดยเฉพาะพวกอาจารย์ "
"เื่นั้นข้าต้องฟังอยู่แล้ว "
ทั้งสองพูดคุยกันก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับนำอาหารที่เตรียมไว้มาทานกันบนโต๊ะ อาหารของปู้มั่วเสวียนดูแตกต่างกับอาหารของเด็กหนุ่มผู้นั้นเสียมาก
"เ้าทานอะไรน่ะ "
"อาหารข้าอย่างไร "
"ทานได้หรือ"
"ได้สิ "
เด็กหนุ่มคนนั้นมองอาหารของปู้มั่วเสวียนด้วยสายตาเวทนายิ่งเหตุใดจึงเตรียมอาหารเช่นนี้ให้นางกันดูไม่น่ารับประทานยิ่งมีเพียงข้าว น้ำซุปจืดและผักต้ม ปู้มั่วเสวียนไม่ได้คิดมากกับอาหาพวกนี้ดูก็รู้แล้วว่าถูกฮูหยินรองกลั่นแกล้งตามที่เคยเป็มา ครั้งหน้านางจะไปขอให้มารดาช่วยเตรียมอาหารให้แทนไม่ต้องไปเดือดร้อนฝ่ายนั้นอีก ปู้เฉินต่งคงได้ทานอาหารไม่ต่างจากนางเป็แน่ ไว้นางจะไปบอกให้มารดาทำอาหารเผื่อเด็กคนนั้นสักหน่อย
"มานี่เ้าทานของข้าด้วยดีหรือไม่ "
"ไม่ ข้าทานแล้วเ้าจะไม่เหลือให้ทานต่อแน่นอน "
"เ้าก็ทานให้มันพอประมาณสิ"
เด็กหนุ่มนั้นคีบอาหารให้ปู้มั่วเสวียนเองบางส่วนแล้วก็ทานส่วนของตนไปอย่างไม่สนใจนางอีก
"ขอบใจเ้า น้ำใจเ้างามสมหน้าตายิ่ง"
"ข้ามิใช่สตรีนะ เ้าต้องกล่าวว่าข้านั้นรูปงามดั่งชายชาตรี"
"จริงรึ"
"จริง!"
"อ้อ ่บ่ายเ้าจะไปเลือกเรียนวิชาใดหรือ"
"ดีดพิณ"
"แล้วจะให้ข้าไม่เข้าใจผิดได้อย่างไรกัน"
"แล้วเ้าเล่าจะลงเรียนวิชาใด"
"ต่อสู้ "
"เ้าเนี่ยนะ ข้าว่ามาเรียนพิณกับข้าเถอะ "
"เ้าหนุ่มพิณน่ะไว้เ้าค่อยมาดีดให้ข้าฟังเถอะ"
"เ้าหนุ่ม? กล้าเรียกข้าเช่นนี้ข้าก็สมควรเรียกเ้าว่าเ้าหนูดีหรือ "
"ไม่ดี ให้ข้าเรียกเ้าว่าเ้าหนูดีกว่า"
"ไม่ เ้าหนูอย่างเ้าอย่ามาแย่งชิงชื่อที่ข้าแต่งไว้ให้เ้า"
"เช่นนั้นเ้าก็เป็เ้าหนูสอง ข้าไม่ชิงกับเ้าก็ได้ เติมสองให้แล้ว"
"ข้าไม่สนทนาไร้สาระเช่นนี้กับเ้าแล้ว "
ทั้งสองทานอาหารกันเสร็จก็ไปเรียนตามที่ตัวเองเลือก แต่ไม่ทันไรเด็กหนุ่มคนนั้นก็วิ่งกลับมาหาปู้มั่วเสวียนทันที
"เ้าไปเรียนกับข้าไม่ดีกว่าหรือ "
"เ้าอยากเรียนพิณก็ไปเสียสิ ข้าไม่อยาก"
ปู้มั่วเสวียนเดินไปยังบริเวณที่มีการเรียนที่นางสนใจทันทีเด็กหนุ่มนั้นไม่กล้าเข้าไปเรียนพิณเพียงคนเดียวจึงเดินตามปู้มั่วเสวียนไปเรียนด้วยกันกับนางเสียเลย เขารู้ว่าปู้มั่วเสวียนนั้นไม่ร้ายกาจไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย นางจริงใจกับเขาที่สุดแล้ว เมื่อครู่เดินเข้าไปยังสถานที่เรียนพิณก็พบเจอสายตาทิ่มแทงของพวกสตรีที่ความคิดหยั่งไม่ถึงพวกนั้นทันที ทั้งยังมีบุรุษบางคนที่มองเขาเหมือนประเมินว่าจะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว เขาไม่ชื่นชอบคนพวกนั้นอยู่แล้วไม่สบายใจจึงกลับไปหาสหายใหม่ผู้นั้นดีกว่า