ข้างๆ กันนั้นแม่นมผู้ปกติเคร่งครัดในธรรมเนียมกำลังดูแลนางอยู่บนใบหน้ากลับปรากฏแววตาอ่อนโยนซึ่งหาได้ยากยิ่ง
ไม่นาน อันซิ่วเอ๋อร์ก็กินบะหมี่จนหมดชามพลางยื่นชามให้แม่นม "ข้ากินหมดแล้วท่านแม่นมรีบไปทำของท่านเถอะ เดี๋ยวข้าดูไฟให้"
แม่นมรีบปฏิเสธ"ไม่ได้นะเจ้าคะ จะให้ฮูหยินมาทำได้อย่างไรกัน? ฮูหยินไปนั่งผิงไฟหน้าเตาเถอะ เรื่องพวกนี้บ่าวทำเองได้"
"ไม่เป็นไร ข้าทำที่บ้านจนชินแล้วอย่างไรเสียข้าก็เป็นแค่หญิงบ้านนอกที่ไม่เป็นที่พอใจของใครต่อใคร ในใจพวกเขาข้าอาจจะสู้ป่านเซี่ยก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ" อันซิ่วเอ๋อร์ฝืนยิ้มแต่แววตากลับซ่อนความขมขื่น
"ฮูหยินอย่าไปฟังคนพวกนั้นพูดจาเหลวไหลเลยเจ้าค่ะ" พอแม่นมเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ท่าทางเช่นนี้ก็ปลอบโยนว่า "อันที่จริง พวกนั้นน่ะเทียบกับพวกเราชาวบ้านแล้ว ก็แค่เกิดมาบนกองเงินกองทองเท่านั้นถ้าให้ไปเกิดในตระกูลยากจนเหมือนฮูหยิน บางทีอาจจะสู้ฮูหยินไม่ได้ด้วยซ้ำ"
"ยิ่งกว่านั้นการแต่งงานก็เหมือนการเกิดใหม่ของผู้หญิง ถ้าชาติกำเนิดครั้งแรกไม่ดีการเกิดครั้งที่สองนี่แหละที่ต้องเลือกให้ถูก ส่วนพวกที่เกิดครั้งแรกมาดีแล้วพอเห็นคนอื่นได้ดี ก็ต้องออกมาขัดขวางเป็นธรรมดาพวกนั้นมันทนเห็นใครได้ดีกว่าตัวไม่ได้"
อันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งเคยได้ยินแนวคิดเช่นนี้เป็นครั้งแรกนับว่าฟังดูแปลกใหม่ นางพอฟังเข้าหูอยู่บ้าง แม่นมผู้นี้พูดมีเหตุผลดีแค่ฟังไปสองสามประโยค จิตใจก็พลอยดีขึ้นไม่น้อย
นางนั่งลงหน้าเตา หยิบเหล็กคีบไฟคีบฟืนสองท่อนใส่เข้าไปในเตาอย่างคล่องแคล่ว ไฟจึงลุกโชนขึ้นทันทีไม่นานน้ำก็เดือด แม่นมใส่เส้นบะหมี่ลงไปต้มจนสุก แล้วคีบออกมาใส่เต้าเจี้ยวโปะด้านบน เป็นอันเสร็จสิ้นมื้ออาหารง่ายๆ
"นี่กินได้หรือเจ้าคะ?" ตอนที่แม่นมยื่นบะหมี่ให้ ป่านเซี่ยก็อดบ่นไม่ได้
"กินแล้วไม่ตายก็กินเข้าไป!ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน!" แม่นมจ้องเขม็งรู้สึกว่าสาวใช้คนนี้นับวันยิ่งเหลวไหลกันไปใหญ่! ฮูหยินยังชมว่าอร่อยแต่ป่านเซี่ยกลับมาพูดว่า ‘นี่กินได้หรือ?’
"ข้ากินก็ได้เจ้าค่ะ ข้ากินก็ได้"ป่านเซี่ยทำปากยื่น แต่ก็ยอมรับชามบะหมี่ไป
บะหมี่ดำๆ เช่นนี้ นางไม่เคยกินมาก่อนถึงนางเป็นแค่บ่าว อาหารอาจไม่ดีเท่าเจ้านาย แต่ก็ไม่เคยแย่ขนาดนี้
อีกอย่างปกติฮูหยินสั่งอาหารมาทีไรก็สั่งเผื่อเสมอ พอกินไม่หมด ก็จะแบ่งให้พวกบ่าวในฐานะบ่าวคนสนิท นางก็มักจะเป็นคนจัดการแบ่ง โดยทั่วไปนางจะเลือกของที่ชอบไว้ก่อนแล้วค่อยแบ่งให้คนอื่น
"จริงๆ บะหมี่อร่อยออกนะ ป่านเซี่ยเจ้าทำท่าแบบนี้ ท่านแม่นมเห็นเข้าจะเสียใจนะ" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเบาๆ
"ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะว่าผิด"ป่านเซี่ยถือตะเกียบ คีบบะหมี่กินช้าๆ พูดตามตรงรสชาติก็ไม่ได้แย่อะไร เพียงแต่สภาพมันเป็นแบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนถูกกดดันอย่างไรไม่รู้
อย่างไรก็ตาม เพราะหิวมานานสุดท้ายนางก็กินจนหมด
แม่นมบอกให้ไปล้างชามนางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ยอมเอาน้ำไปล้างชามเงียบๆ ที่มุมหนึ่ง
"คืนนี้หนาวขนาดนี้ข้าว่าเรานอนในครัวกันดีกว่า" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพลางยิ้ม"อย่างน้อยที่นี่ก็มีไฟ ในห้องนอนนั่นหนาวจะตาย"
"ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะ!" ป่านเซี่ยยกมือสนับสนุน นางก็รู้สึกว่าในห้องทั้งมืดทั้งไม่มีตะเกียง
"นอนในห้องนั่นแหละ ปลอดภัยกว่าเดี๋ยวข้าก่อเตาถ่านให้" แม่นมกล่าว
"ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านแม่นมแล้ว"อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า อันที่จริงนางพูดไปอย่างนั้นเองได้นอนบนเตียง ใครจะอยากนอนพื้นกัน
"เป็นหน้าที่ของบ่าวเจ้าค่ะ"แม่นมตอบ ในยามนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอันซิ่วเอ๋อร์ดูเหมือนจะใกล้ชิดกันมากขึ้นถนัดตา
เมื่อก่อนเพราะท่านเป็นคนสอนธรรมเนียมให้อันซิ่วเอ๋อร์อันซิ่วเอ๋อร์จึงเคารพท่าน แต่ไม่สนิทสนม แต่พอต้องมาตกระกำลำบากด้วยกันความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เปลี่ยนไป
"จริงสิท่านแม่นม อยู่กับท่านมานานข้ายังไม่เคยถามชื่อท่านเลย" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างเขินๆ
เมื่อก่อนนางยอมรับเรื่องที่ทางจวนจะส่งคนมาสอนธรรมเนียมให้แม้ภายนอกจะดูเหมือนเห็นด้วยและตั้งใจเรียน แต่นางก็ไม่ได้ชอบใจนักจึงไม่ได้ใส่ใจแม่นมเท่าไร ตอนนั้นนอกจากเรื่องธรรมเนียมแล้วพวกนางแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย
ทว่าในยามนี้ข้อดีของแม่นมผู้นี้กลับปรากฏชัดเจน นางเคร่งครัดธรรมเนียมก็จริงแต่ก็จงรักภักดีต่อนาย เมื่อเทียบกับป่านเซี่ยที่ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจนักแล้วท่านแม่นมนับว่าเอาใจใส่กว่ามาก
"บ่าวแซ่ฟู่เจ้าค่ะ" แม่นมตอบ "ส่วนชื่อตัวไม่ต้องพูดถึงหรอกเจ้าค่ะ คนแก่ใกล้ลงโลงแล้ว"
"แม่นมฟู่เมื่อก่อนข้าอาจเคยล่วงเกินท่านไปบ้าง ขอท่านอภัยให้ข้าด้วย" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว
"ฮูหยินท่านพูดเช่นนี้ก็เท่ากับทำร้ายบ่าวแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินดีต่อบ่าวมากแล้วอย่างน้อยก็ไม่เคยดุด่าว่าตีเลย วันธรรมดามีของดีอะไร ก็ยังนึกถึงบ่าวบ่าวซาบซึ้งใจมาก" แม่นมฟู่กล่าว
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปตอนนั้นนางเพียงแต่ให้ของตามมารยาทเพราะเห็นเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เจาะจงให้เพราะเป็นท่าน แต่เรื่องนี้นางคงไม่แก้ตัวอะไรแล้วพอได้พูดสิ่งที่ค้างคาใจออกไป นางก็สบายใจขึ้นมาก
"ถ้าท่านไม่ทิ้งข้าข้าก็จะไม่ทิ้งท่าน" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว "ข้าจะดูแลท่านไปตลอดชีวิต"
"ขอบพระคุณฮูหยินที่เมตตาเจ้าค่ะ"แม่นมฟู่คำนับอันซิ่วเอ๋อร์อย่างซาบซึ้ง ที่นางติดตามอันซิ่วเอ๋อร์ยอมมาสอนธรรมเนียมให้ อันที่จริงก็หวังจะมีที่พึ่งพิงในบั้นปลาย นางไม่ได้แต่งงานไม่มีลูกหลาน อันซิ่วเอ๋อร์ยังสาว หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดีชีวิตแก่เฒ่าของนางก็มีหลักประกันแล้ว
แม้ตอนนี้จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแต่ในใจแม่นมฟู่ นี่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว พวกนางแค่ติดกับดักของอูซื่อเดี๋ยวจะต้องมีคนมาช่วยแน่นอน
แม่นมฟู่ผ่านโลกมามากแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่นางก็ไม่ได้หวั่นกลัวแม้แต่น้อยใบหน้ายังคงสงบนิ่ง ท่าทีของนางส่งผลต่ออันซิ่วเอ๋อร์และป่านเซี่ยทำให้ทั้งสองค่อยๆ คลายกังวลกับสภาพที่เป็นอยู่ และเริ่มมองโลกในแง่ดีขึ้น
หาเตาถ่านไม่ได้ จึงใช้อ่างทองแดงแทนใส่ขี้เถ้าร้อนๆ ลงไป ตามด้วยถ่านร้อนๆ จากเตา วางไม้ฟืนสองท่อนจุดไฟไว้ด้านบนแม้จะมีควันบ้าง แต่อย่างน้อยก็พอให้ความอบอุ่นได้
แม่นมฟู่ยกอ่างไฟไปไว้ในห้องนอนส่วนตัวเองก็กลับไปรื้อของในห้อง หาอยู่นานจึงเจอชุดเครื่องนอนเก่าๆ ชุดหนึ่งเอามาปูบนพื้น ทำเป็นที่นอนชั่วคราวของตนเอง
กลางคืน อันซิ่วเอ๋อร์นอนบนเตียงส่วนแม่นมฟู่กับป่านเซี่ยนอนข้างอ่างไฟ เพราะในห้องมีไออุ่นจากอ่างไฟจึงไม่หนาวนัก แต่การต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้ก็ทำให้นางข่มตาหลับแทบไม่ได้
จางเจิ้นอันก็นอนไม่หลับเช่นกันเมื่อรอจนเย็นย่ำอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังไม่กลับมา เขาพลิกตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกพรวดขึ้นมา สั่งให้คนไปตามทหารยามเฝ้าประตู อีกทั้งสั่งให้หาจิตรกรฝีมือดีให้รีบวาดภาพทหารองครักษ์คนนั้นให้เสร็จภายในคืนนี้
ทหารองครักษ์ผู้นี้เข้าออกจวนได้ตามใจชอบต้องเป็นคนของสกุลจางแน่ๆทหารยามเฝ้าประตูบอกว่าในมือเขามีป้ายประจำตัวขององครักษ์สกุลจาง
การหาคนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยากจางเจิ้นอันถือภาพวาดไปถามหัวหน้าหน่วยองครักษ์ สอบถามไม่นานก็ได้ความอย่างรวดเร็ว
เขาชื่อเว่ยอวี้ชิงเป็นองครักษ์ในสังกัดสกุลจาง ไม่ได้มีหน้าที่ขนส่งสินค้าวันธรรมดาทำหน้าที่ลาดตระเวนภายใน ดูแลความปลอดภัยของจวน
พอได้ชื่อเขาจางเจิ้นอันก็ส่งคนไปตามหาทันที แต่เมื่อไปถึงที่พัก เว่ยอวี้ชิงก็หนีไปนานแล้วทหารองครักษ์ที่ไปตามหา กลับพบถุงหอมปักลายดอกไม้ตกอยู่ในห้องพัก
ทหารองครักษ์นำถุงหอมใบนั้นมามอบให้จางเจิ้นอันจางเจิ้นอันมองดูถุงหอมซึ่งปักลายดอกบัวคู่เหมือนจริง เมื่อพลิกไปด้านหลังก็เห็นบทกวีบทหนึ่งปักไว้
"เพียงวันหนึ่งมิคิดถึงขมวดคิ้วนับพันครั้ง…"
เขาลูบรอยปักนั้นปลายเส้นด้ายทุกเส้นงอนขึ้นเล็กน้อยจางเจิ้นอันจำได้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์มีลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าเขียนอักษรหรือปักผ้าตอนจบฝีเข็มหรือปลายพู่กันจะงอนขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าถุงหอมนี้เป็นฝีมือนางส่วนบทกวี ก็เป็นบทที่เขาเคยบอกนางตอนจากกัน
ถุงหอมปักลายดอกบัวคู่ความหมายนั้นสื่อชัดเจน จางเจิ้นอันกำถุงหอมในมือแน่น โบกมือไล่คนอื่นออกไปสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
นางไปอยู่ที่ไหนกันแน่?ทำไมทิ้งถุงหอมใบนี้ไว้? เว่ยอวี้ชิงคนนี้ก็เดินป้วนเปี้ยนอยู่ในจวนเสมอหรือว่า...นางกับเว่ยอวี้ชิงมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกัน?
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างสิ้นแรงเขาเชื่อใจนาง แต่ถุงหอมใบนี้...จะอธิบายว่าอย่างไร? เขาไม่กล้าคิดต่อเพราะยิ่งคิดก็ยิ่งน่ากลัว
"ได้ยินข่าวรึยัง? เมียบ้านนอกที่คุณชายใหญ่แต่งเข้าจวนน่ะ หนีตามองครักษ์ไปแล้ว!"
"ไม่จริงน่า!คุณชายใหญ่ดีกับนางจะตายไป นางทำแบบนี้ได้ยังไง?"
"ใครจะไปรู้? หญิงบ้านนอกนี่นาจะไปรู้ความคิดได้ไง? แต่ได้ยินมาว่าองครักษ์คนนั้นหน้าตาหล่อเหลาส่วนคุณชายใหญ่ของเราน่ะ ถึงจะหน้าตาดี แต่ปกติทำหน้าเคร่งขรึมถมึงทึงน่ากลัวจะตาย องครักษ์คนนั้นทั้งหล่อทั้งปากหวาน พอถูกเป่าหูเข้าหน่อยก็หนีตามไปแล้วล่ะสิ"
"ช่างไม่รู้จักบุญคุณคน!"
สาวใช้สองคนยืนซุบซิบกันอย่างออกรสอยู่ใต้ชายคาไม่รู้ตัวเลยว่าจางเจิ้นอันกำลังเดินมาทางนี้ พอเงยหน้าขึ้นอีกทีจางเจิ้นอันก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นมาสาวใช้ทั้งสองหันขวับไป พอเห็นว่าเป็นจางเจิ้นอัน ก็ตกใจแทบสิ้นสติ"คุณชายใหญ่! พวกบ่าว..."
"ไปหาผู้ดูแลกฎแล้วรับโทษซะ!บ่าวปากพล่อยเช่นพวกเจ้า สกุลจางไม่ต้องการ! ให้เขาเรียกนายหน้ามารับตัวพวกเจ้าไปข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเจ้าในจวนนี้อีก!" จางเจิ้นอันพูดเพียงไม่กี่คำก็ตัดสินชะตาพวกนางราวกับส่งลงนรก
บ่าวที่ถูกเจ้านายหมายหัวเช่นพวกนางเมื่อถูกขายออกไปแล้ว ย่อมไม่มีจุดจบที่ดี ทั้งสองรีบคุกเข่าลงอ้อนวอนแต่จางเจิ้นอันกลับทำเหมือนมองไม่เห็น เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะสนใจ
สาวใช้สองคนนี้ จางเจิ้นอันไม่คุ้นหน้าไม่ใช่บ่าวที่ปรนนิบัติอันซิ่วเอ๋อร์ อีกอย่างวันธรรมดาอันซิ่วเอ๋อร์ก็เอาแต่อยู่ในเรือนสดับไผ่ ไม่ค่อยได้ออกไปไหนบ่าวจำนวนมากในจวนจึงไม่เคยเห็นหน้านางด้วยซ้ำ แต่กลับปล่อยข่าวลือกันไปทั่ว