ดอว์นไม่ได้คิดจะทำความเข้าใจกับเขาในเรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องเล่าให้เขาฟังว่า จริงๆแล้วซิมป์สันแทบไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เธอเลยเพราะการพยายามที่จะพบกับเขาในครั้งนี้ จุดประสงค์มันอยู่ที่เรื่องอื่นและอีกประการหนึ่ง การที่เธอจะมีหรือไม่มีเงินมันก็ไม่ใช่เรื่องสเลเตอร์จะต้องรับรู้
“การที่คุณกลับมาอีกครั้ง ก็เพียงเพราะอยากจะรู้ว่าความรักที่คุณทิ้งขว้างไว้ มันยังคงอยู่หรือเปล่าเท่านั้นเองนี่คุณคิดว่าผมยังต้องการคุณอยู่หรือไง?”
เขาสั่นศีรษะอย่างรุนแรงเพราะนอกจากจะพยายามปฏิเสธเธอแล้วก็ยังเท่ากับเป็นการปฏิเสธตัวเองด้วย
“คุณเอากลับไปเถอะทั้งเงินทั้งความรักนั้น เพราะคุณก็รู้ดีอยู่แล้วนี่ว่าจะทำยังไงกับมันต่อไป”
“สเลเตอร์นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ฉันมาพบคุณที่นี่หรอกนะ”
ดอว์นรีบกล่าวแก้ออกไปก่อนที่เขาจะผลักไสเธออย่างหมดเยื่อใยกว่านี้
“อย่างนั้นเรอะ?”
ริมฝีปากบิดเบี้ยวเยาะหยัน
“มันมีเหตุผลหลายอย่างนะที่ทำให้ฉันไม่ได้มาพบคุณก่อนหน้านี้แต่มันมีเหตุผลสำคัญอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้ฉันต้องขอพบคุณเป็นการส่วนตัววันนี้”
เธอตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงอย่างคนที่ตั้งสติได้แล้ว
“เมื่อฉันบอกคุณว่าฉันหวังว่าคุณจะไม่เจ็บช้ำกับการกระทำของฉันมากจนเกินไปนักน่ะฉันพูดจริงนะคะสเลเตอร์ แต่มันไม่ใช่เป็นเพราะว่าฉันจะกลับมาขอรักคืนหรอกเพราะก็ไม่หวังอยู่แล้วว่าเราจะกลับมารักกันได้อีกไม่หวังแม้แต่คุณจะมอบความเป็นเพื่อนให้ด้วยซ้ำ”
“ผมก็ดีใจนะที่คุณมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจนเพราะคุณเป็นคนทำลายอนาคตของเราด้วยมือของคุณเองเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน”
เขาตอบกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อย่าลืมปิดประตูก่อนออกจากบ้านด้วยก็แล้วกัน”
“เดี๋ยวสิ..”
เสียงทักท้วงนั้นทำให้สเลเตอร์ชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินตรงไปยังประตูแววบึ้งตึงฉาบขึ้นในสีหน้าและดวงตาอีกครั้ง
“มันมีอะไรบางอย่างที่ฉันจำเป็นจะต้องบอกให้คุณรับรู้ไว้ด้วย”
“ผมไม่เห็นว่าเราจะมีเรื่องอะไรที่ผมควรจะสนใจรับฟังจากปากของคุณอีก”
เขาสวนกลับมาตั้งท่าจะเดินต่อไปอีกครั้ง
“แม้แต่เรื่องลูกอย่างนั้นรึ?”
ดอว์นโพล่งออกไปและจับตามองอาการชะงักงันที่กำลังเกิดขึ้นกับเขาอยู่ก่อนที่เขาจะหันช้าๆ กลับมามองหน้าเธอ
“ที่พูดออกมาน่ะหมายความว่ายังไง?”
เขาถามเสียงกระชาก
“ฉันหมายถึงแรนดี้..ลูกชายของฉัน..เอ้อ..ลูกของเรา..”
แม้จะอึกอักอยู่บ้างแต่น้ำเสียงที่พูดก็ยังคงความสม่ำเสมอ ตั้งสติมั่นอยู่ภายใต้สายตาคมปลาบของเขา
“คุณเป็นพ่อแกค่ะ”
ความเงียบตกลงปกคลุมห้องนั้นไว้โดยที่สีหน้าของสเลเตอร์ไม่ได้คลายความสงสัยหรือหยันเยาะลงแม้แต่น้อย
“คุณนี่ไม่ได้เปลี่ยนเลยนะ”
คำพูดประโยคนั้นราวตบหน้าเธอให้ล้มคว่ำลง
“คุณใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่างเท่าที่จะหาความรู้เพื่อให้ได้ทุกสิ่งที่คุณต้องการแม้แต่ความพยายามที่จะเอาตัวผม เข้าไปผูกมัดไว้ ด้วยการอ้างว่าเป็นพ่อของลูกคุณ”
เขาส่ายหน้าอย่างดูหมิ่น
“ไม่ได้ผลหรอก”
“แรนดี้เป็นลูกคุณจริงๆค่ะสเลเตอร์”
ดอว์นยืนยันแต่สเลเตอร์เดินตรงไปยังประตูบ้านก่อนแล้ว ละดอว์นก็เร่งฝีเท้าตามไป
“คุณจะฟังฉันพูดให้จบก่อนได้ไหม..?”
ประตูบานนั้นปิดตามหลังลงพร้อมกับที่ร่างของเขาลับหายออกไป ซึ่งทำให้ดอว์นพูดค้างไว้ได้เพียงแค่นั้นได้แต่จ้องมองบานประตูอย่างตะลึงงันนึกไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อข่าวดังกล่าว จะแสดงออกอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้
ที่จริงก่อนหน้าที่เธอจะมาก็ได้เตรียมตัวพร้อมแล้วที่จะรองรับอารมณ์ของเขาไม่ว่าจะเป็นการตัดพ้อต่อว่าอย่างรุนแรง การแสดงความแค้นเคืองหรือบันดาลโทสะแม้แต่ระแวงแคลงใจก็ยังดี แต่เธอไม่ได้คาดคิดว่าสเลเตอร์จะปิดประตูใส่หน้าไม่ยอมรับฟังในสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ความรู้สึกสิ้นหวังถ่วงน้ำหนักจนไหล่ลู่ลงดอว์นหันกลับมากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่า ละอองฝุ่นลอยตัวสะท้อนอยู่ในแสงแดดที่ส่องผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างเธอจะทำอย่างไรจึงจะพิสูจน์ให้สเลเตอร์เชื่อเรื่องนี้ได้ ถ้าเขายังไม่ยอมฟังเธอจะทำอย่างไรต่อไปดี
ภายนอกนั้นเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้นได้ยินเสียงเปลี่ยนเกียร์ถอยหลัง สัญญาณที่บ่งบอกถึงความสิ้นสุดระหว่างกันได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อสเลเตอร์ขับรถออกจากบริเวณบ้านหลังนั้นไป
ดอว์นไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรต่อไปดีเธอเดินช้าไปยังประตูบานที่สเลเตอร์เดินผ่านออกไปเมื่อครู่ก่อนเสียงลูกบิดประตูดังคลิกเมื่อเธองับบานประตูให้ปิดตามหลังลง
ความคิดที่บรรจุอยู่ในสมองยามนี้พัวพันสับสนเหมือนต้นไม้ใบหญ้าที่รกเลื้อยอยู่ข้างนอกใบสีเขียวเข้มของต้นไม้ใหญ่ดูจะแผ่อาณาเขตออกไปทุกทิศทางเธอไม่อาจมองหาข้อยุติเกี่ยวกับความยุ่งยากที่เกิดอยู่ในขณะนี้ได้เลยมองไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยความราบรื่น
เธอเดินระเรื่อยโดยแทบไม่รู้สึกรู้สมกับพันธุ์ไม้ไร้ค่าที่พัวพันอยู่กับเท้าใช้ความคิดอย่างหนักก่อนจะขับรถออกมาจากที่นั่น
ริต้า เคเนดี้ได้ยินเสียงรถที่วิ่งเข้ามาตามทางวิ่ง จึงออกไปยืนรออยู่ตรงประตูหลังก่อนที่ดอว์นจะลงจากรถเสียด้วยซ้ำ นางรู้อยู่ ว่าการที่ดอว์นจะตัดสินใจอยู่คีย์เวสท์ต่อไปอย่างเป็นการถาวรหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพบปะกับสเลเตอร์ในวันนี้ดังนั้นจึงกระวนกระวายใคร่รู้ผลเร็วที่สุดอยากให้ลูกสาวและหลานชายได้อยู่ใกล้และหวังว่าทุกสิ่งจะผ่านพ้นไปด้วยดี
“เกิดอะไรขึ้น?”
ริต้าถามอย่างร้อนใจเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของลูกสาวเข้า
“แรนดี้อยู่ไหมคะแม่?”
ดอว์นถามกวาดสายตามองหาลูกชายอยู่ เพราะเรื่องที่จะเล่าให้มารดาฟังต่อไปนั้นเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากให้ลูกชายได้ยิน เธอจะต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งเสียก่อนว่าจะจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร แล้วจึงให้แรนดี้รับรู้เรื่องด้วยได้
“เห็นขี่จักรยานออกจากบ้านไปตั้งชั่วโมงแล้วละไปกับเพื่อนสองคนรุ่นราวคราวเดียวกันดูสิ..มาอยู่นี่ได้ไม่เท่าไรเลยก็มีเพื่อนฝูงตามกันเกรียวแล้ว”
น้ำเสียงของนางบอกความรักใคร่มากกว่าจะตำหนิความประพฤติของหลานชายอย่างที่พูดออกมา
“กว่าจะกลับก็คงจะโน่นแน่ะ..เวลาอาหารเย็นนั่นแหละ”
ที่จอดรถซึ่งเคยจอดอยู่เป็นประจำเกิดไม่ว่าง ตอนที่สเลเตอร์ขับรถกลับมายังโอลด์ทาวน์ซึ่งสำนักงานของเขาตั้งอยู่ในย่านนี้ คลาคล่ำด้วยนักทัศนาจร ซึ่งมีด้วยกันทุกวัย เพียงแต่สเลเตอร์ไม่สนใจกับใครทั้งสิ้นสีหน้าเครียดขรึมบ่งบอกถึงความทุกข์ในหัวใจขณะเลื่อนรถเข้าไปจอดตรงที่ว่างห่างออกไป
เขาดับเครื่องยนต์ลงความร้อนแรงในอารมณ์ดูจะพลอยสงบตามลงด้วยเมื่อเขาขับรถออกจากบ้านหลังนั้นราวจะใช้ความเร็วเป็นเครื่องช่วยให้เขาหลบหนีจากดอว์นได้เร็วที่สุดเขารู้สึกว่าถ้าขืนอยู่ต่อไปดอว์นจะต้องกลับมามีอิทธิพลต่อเขาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
นับแต่นาทีแรกที่เขาเห็นหน้าเธอความรู้สึกดั้งเดิมก็ผุดพลุ่งขึ้นในใจ รู้ดีว่าไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยเกรงจะอดใจไม่เอื้อมไปถูกเนื้อต้องตัวได้ แต่แรงเร่งเร้าในหัวใจมันก็มีพลังอำนาจกว่าความตั้งใจมาก
ความอยากรู้นั่นเองทำให้เขายอมไปตามที่นัดหมาย เขาอยากพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าบัดนี้เขาไม่ต้องการเธออีกต่อไปแล้ว แต่แรงรักก็ยังย้อนยอกเอากับเขาได้การที่ต้องพรากจากกันไปเนิ่นนานถึงสิบเอ็ดปี มันไม่ได้ทำให้ความรักที่เขามีต่อเธอคลายลงเลย
ความรู้สึกของเขาก็เหมือนกับคนที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังไม่กล้าจะจิบเหล้าอึกแรกเข้าไปสเลเตอร์โมโหตัวเองไม่น้อยที่เขาไม่น่าจะลุแก่โทสะและลงโทษเธอ ด้วยจูบแรกนั้นเลยมันเท่ากับทำให้ตัวเองถูกเกี่ยวติดเบ็ดอีกครั้ง ซึ่งทำให้สเลเตอร์ชิงชังตัวเองในเรื่องนี้เกลียดชังไปถึงเธอด้วยมันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด..เมื่อผู้ชายหลงรักผู้หญิงอย่างโงหัวไม่ขึ้นเช่นนี้
ความหงุดหงิดเคืองแค้นที่แสดงออกด้วยท่าทางเดินของเขา..สเลเตอร์ลงจากรถอย่างกระแทกกระทั้นกล้ามเนื้อทุกส่วนในเรือนกายเครียดเขม็ง เดินหน้าตาบึ้งตึงตรงไปยังอาคารที่ตั้งสำนักงาน