“อวิ๋นเหมย สิ่งที่เ้ากำลังกระทำอยู่มิใช่เพียงเพื่อดินแดนของเราเท่านั้น ทว่ายังเพื่อตัวของเ้าเองด้วย สำหรับสตรีอย่างเรา สิ่งที่เฝ้าโหยหามากที่สุดมิใช่อำนาจ หรือเงินทอง หากแต่คือครอบครัวที่อบอุ่นและพยานรักตัวน้อยๆ การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างท่ามกลางมหาจักรวาลมิใช่หนทางที่ประเสริฐนัก” อวิ๋นหยาง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าเข้าใจแล้วท่านน้า ข้าจะทำให้ดีที่สุดในฐานะว่าที่ผู้นำแห่งดินแดนมารล่ม์ และถ้าหากข้ามีบุตร ข้าก็จะทำหน้าที่มารดาให้ดีที่สุดเช่นกัน” อวิ๋นเหมย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมื่ออวิ๋นหยางได้ยินเช่นนั้นใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นเล็กน้อย นางได้ดูแลอวิ๋นเหมยมาั้แ่ยังเยาว์ เด็กน้อยในวันนั้นที่เอาแต่ร้องไห้ขอให้ตนอยู่เป็เพื่อนเล่น วันนี้กำลังจะได้แต่งงาน หัวอกผู้เป็น้าไฉนเลยจะไม่ยินดี
“เอาล่ะไปกันเถอะ” อวิ้นหยาง ยกมือที่ผิวพรรณดูผ่องใสขาวนวลราวกับเด็กสาวแรกรุ่น ทั้งที่นางมีอายุยืนยาวไม่ต่ำกว่าหมื่นปีแล้ว
ม่านข้ามมิติที่เชื่อมต่อไปยังท้องพระโรงของดินแดนเทพนภาพลันสั่นะเืระคนบิดเบี้ยว เมื่อขบวนแถวของเหล่าตัวตนระดับ ปราณเทพลิขิตฟ้า ปรากฏกายขึ้นพร้อมกันมากกว่าสองพันชีวิต! กลิ่นอายพลังมหาศาลมืดฟ้ามัวดินนี้ ประกอบด้วยผู้าุโ 1,567 ท่านที่มีปราณยุทธแก่กล้าในระดับเทพลิขิตฟ้า อีก 233 ท่านผู้เข้าใกล้แก่นแท้แห่งเทพเซียนวิถีฟ้า และอีก 200 ท่านที่พลังเทพเทพเซียนวิถีฟ้าอันลุ่มลึกถึงขีดสุดจนยากจะหยั่งถึง! นี่ยังไม่นับรวมผู้ฝึกยุทธแดนมารล่ม์คนอื่น ๆ อีกนับล้านชีวิต หากรวมพลังของมหาเทพเดินดินทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ย่อมสามารถบดขยี้ดินแดนอื่นให้แหลกลาญเป็จุณได้นับล้านดินแดน!!
“เมื่อเหล่าผู้าุโทุกท่านพร้อมแล้ว... เชิญ!” อวิ๋นหยางเอ่ยเสียเย็น ผู้าุโดินและผู้ฝึกยุทธรุ่นเยาว์ต่างก็พากันเดินเข้าม่านมิติไป เหลือเพียงอวิ๋นเหมยกับอวิ๋นหยาง “เหตุใดเ้ายังลังเลเื่อันใดอยู่อีก?” อวิ๋นหยางเอ่ยขึ้นอีกครา อวิ๋นเหมยชะงักอยู่เล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตอบ “มิมีอันใด” จากนั้นทั้งสองก็ก้าวข้ามผ่านม่านมิติไป
เมื่อผ่านม่านมิติมาแล้วบรรยากาศกลางท้องพระโรงพลันเงียบสงัด เหลือเพียงอวิ๋นเหมยและอวิ๋นหยาง ส่วนผู้าุโทั้งและคนอื่น ๆ ได้เข้าไปนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เหล่าผู้ร่วมงานต่างตกตะลึงจนดวงิญญาแทบหลุดลอยจากร่าง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าราวกับสองเทพธิดาจากสรวง์ชั้นเก้าจุติลงมายังโลกมนุษย์ อวิ๋นเหมยนั้นงดงามที่สุดหาที่ใดเปรียบ ทว่าความงามของอวิ๋นหยางก็มิได้ด้อยไปกว่ากันแม้แต่น้อย ผ่านไปชั่วครู่ ทุกคนในงานถึงเริ่มได้สติกลับคืนมา
“นะ นะ นี้ ใช่มนุษย์จริงๆใช่ไหม?” ผู้คนในงานต่างพากันส่งเสียงด้วยความตื่นตะลึง
“เหตุใดภรรยาข้าถึงไม่งดงามเช่นนี้บ้า..” บุรุษผู้หนึ่งได้ตัดเพ้อออกมายังไม่ทันสิ้นคำ "เพี๊ยยย" เสียงตบดังสนั่นลั่นท้องพระโรง แน่นอนว่ามันคือฝีมือของภรรยาบุรุษผู้นั้น ”ทำไม? ข้าไม่งดงามเท่านางแล้วทำไม ฮ้ะ !! ?” บุรุษผู้นั้นหน้าถอดสีทันควัน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่นท้องพระโรง
“นะ... นี่คือนาง... สตรีที่ข้าจะแต่งงานด้วยใช่หรือไม่” จิ่นลี่เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ เพราะเบื้องหน้าคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมาตลอดชีวิต
“ใช่แล้ว นี่คือว่าที่จักรพรรดินีแห่งดินแดนมารล่ม์” จิ่นเลี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขาเห็นท่าทีประหม่าของจิ่นลี่จึงกล่าวต่อ “ว่าที่องค์จักรพรรดิ หลังจากแต่งงานกับนางแล้ว ข้าขอให้ท่านรักนางเพียงคนเดียวเท่านั้น ห้ามออกไปเที่ยวเล่นกับสตรีนางอื่นอีก” จิ่นเลี่ยนกล่าวเช่นนี้เพื่อความปรองดองของทั้งสองดินแดน
จิ่นลี่ตอบกลับอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า “แน่นอน! ข้าจะรักนางเพียงคนเดียวและจะไม่ข้องแวะกับสตรีนางใดอีก ข้าจะใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อนางผู้เดียวเท่านั้น!!”
“ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ทั้งเ้าสาวและเ้าบ่าวต่างอยู่ตรงหน้านี้ จะรอสิ่งใดอยู่อีก... เริ่มพิธีได้!” เสียงของจิ่นเล่ยดังขึ้น หลังสิ้นเสียงกัมปนาทนั้น เสียงอวยพรก็ดังสนั่นไม่ขาดสาย ผู้คนมากมายนำของขวัญแต่งงานมหาศาลมามอบให้ มีทั้งยาวิเศษ อาวุธเทวะ และอาภรณ์ชั้นเลิศ ประเมินมูลค่ามิได้ งานมหาอภิเษกดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็ม! เมื่อสิ้นสุดงาน ผู้คนจึงเริ่มทยอยกลับพรรคของตน
“ฮ่าฮ่าฮ่า ถึงเวลาที่เ้าสาวและเ้าบ่าวจะเข้าสู่เรือนหอแล้ว!” จิ่นกวางเอ่ยด้วยเสียงหัวเราะก้อง คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของ อวิ๋นหยาง หลวนซาน หลวนคุน จิ่นเล่ย และจิ่นเลี่ยน พากันทำสีหน้าเ็าไร้อารมณ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต่างเคยยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่เห็นด้วยกับแผนการรวมดินแดนครั้งนี้
********************************************************
ณ เรือนหอ
“เ้าช่างงดงามยิ่งนัก ภรรยาข้า... ไม่สิ องค์จักรพรร... ไม่ ๆๆ อวิ๋นเหมย จะเป็ไรไหมหากข้าจะเรียกเ้าว่า อวิ๋นเหมย” อวิ๋นเหมยเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็หัวร่อออกมาเบา ๆ ครั้งหนึ่ง “ในเมื่อเราตบแต่งเป็สามีภรรยากันแล้ว มีเหตุผลใดที่ท่านจะเรียกชื่อข้ามิได้?” จิ่นลี่ตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะพลันได้สติ
“อวิ๋นเหมย เ้างดงามจริง ๆ ข้าไม่อาจหักห้ามใจได้อีกต่อไป... ได้โปรดให้กำเนิดบุตรแก่ข้าสักคนได้หรือไม่” อวิ๋นเหมยมิได้ตอบกลับ นางเพียงหลับตาและพยักหน้าเบา ๆ ครั้งหนึ่งเท่านั้น จิ่นลี่ย่างเท้าเข้าสวมกอดและจูบนางอย่างอ่อนโยน ประสบการณ์ด้านสตรีของเขานั้นโชกโชนเหลือหลาย
“ข้าจะทำอย่างอ่อนโยนที่สุด... ข้าจะทำให้เ้าจดจำคืนนี้ไปจนวันตาย” จิ่นลี่ฉีกชุดเ้าสาวของอวิ๋นเหมยออกทันที เผยให้เห็นสัดส่วนที่งดงามพิสุทธิ์ หน้าอกตั้งตระหง่านรูปทรงสมบูรณ์หาที่ใดเปรียบ ร่างของอวิ๋นเหมยสั่นเทิ้มเล็กน้อยเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่นางเปลือยกายต่อหน้าบุรุษ จิ่นลี่ใช้มือลูบไล้ไปตามสัดส่วนร่างกาย เพียงครู่เดียวก็จดจำทุกส่วนสัดของนางได้จนสิ้น
“อ๊า..” เสียงครางเบา ๆ ของอวิ๋นเหมยกระตุ้นโสตประสาทของจิ่นลี่จนยากจะระงับ
“อวิ๋นเหมย ขะ.. ข้าทนไม่ไหวแล้ว” จิ่นลี่นำพานางไปสู่ความสุขสมเป็ครั้งแรก ตอนนี้นางขัดขืนอยู่บ้างเพราะจิ่นลี่ได้กลายเป็อสูรร้ายบ้าราคะไปเสียแล้ว แต่นางมิอาจขัดขืนได้จึงต้องจำยอม ความเ็ปจากการที่เยื่อพรหมจรรย์ขาดสะบั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเสียวซ่านที่ไม่เคยััมาก่อน จิ่นลี่ใช้เวลาทั้งหมดกับนางจนถึงรุ่งสาง
“อวิ๋นเหมย เราคงต้องทำแบบนี้กันต่ออีกหน่อย เพราะข้าอยากให้เ้ามีบุตรเร็ว ๆ” จิ่นลี่กระซิบข้างหูนางอย่างแ่เบา ก่อนที่ทั้งสองจะหลับพักผ่อนท่ามกลางอ้อมกอดที่อ่อนโยน
กาลเวลาล่วงผ่าน...
เดือนที่สองของการแต่งงาน ภารกิจเพื่อการกำเนิดบุตรยังคงดำเนินต่อไป
เดือนที่สี่ อวิ๋นเหมยเริ่มตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน
เดือนที่ห้า... เดือนที่เจ็ด... เดือนที่สิบ...
และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันที่อวิ๋นเหมยคลอดบุตร “ขอแสดงความยินดีด้วยองค์จักรพรรดิ ท่านได้บุตรชาย!” เ้าโอสถหลวงเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี
“นี่เื่จริงหรือ? ลูกชายข้า! ฮ่าฮ่าฮ่า! ลูกชายของข้า!” จิ่นลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและเปี่ยมด้วยความสุขท่วมท้น “นี่อวิ๋นเหมย เ้าได้ยินหรือไม่ว่าเราได้บุตรชาย”
“บุตรชายของเรา... เขาดูแข็งแรงดีหรือไม่?” เสียงของอวิ๋นเหมยฟังดูอ่อนแรงยิ่งนัก
“เ้าพักผ่อนเสียเถอะ ตอนนี้ทุกอย่างไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้ว ข้าจะดูแลเขาเองจนกว่าเ้าจะฟื้น” เมื่อสิ้นคำกล่าวของจิ่นลี่ อวิ๋นเหมยก็ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้า ๆ