สัมภาษณ์คนเข้าทำงาน
โรงงานใหม่เอี่ยมอ่อง เปิดทำการในอีกสองวันให้หลังไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบใดๆก็ล้วนสั่งมาพร้อมแล้วพวกหุ่นยนต์สองตัวที่ทำงานในห้องโกดังก็เริ่มทำงานก่อนใครตั้งแต่เช้าเพื่อขนย้ายวัตถุดิบขึ้นไปแจกจ่ายให้เพื่อนหุ่นยนต์ยังห้องต่างๆที่ชั้น 2 และ 3 เมื่อของถึงมือพวกเขาก็เริ่มทำงานตามที่ได้วางระบบคำสั่งทันทีแรกๆครอบครัวของเพเนียสก็มีเดินตรวจตราทีละห้องๆบ้างแต่เมื่อเห็นว่าทำงานกันได้ดีช่วงบ่ายเลยปล่อยให้ทำงานกันได้เองแล้วค่อยตรวจดูการทำงานผ่านกล้องที่ติดไว้อีกที
เมื่อย้ายฐานผลิตไปแห่งใหม่ทำให้ห้องผลิตสินค้าเดิมว่างลง เพเนียสจึงตัดสินใจใช้ห้องนี้ทำเป็นห้องครัวแทนซึ่งก็ได้รับเสียงส่งเสริมไม่มีค้านแม้แต่คำเดียว มีครัวใหม่นอกจากจะทำอาหารกินที่บ้านแล้ว ยังเอาไว้ทำขนมส่วนของเขาขายด้วย อ้อรวมถึงเปลี่ยนห้องครัวใหม่ในไลฟ์ด้วย คนจะได้ไม่เบื่อแต่นั่นก็คงจะใช้งานได้จริงๆอีกทีในวันมะรืน เพราะต้องลงของใหม่แล้วก็ตกแต่งเพิ่ม
“ครัวใหม่ลงทุนไปเยอะเลยนะ”เพวิสว่าขึ้นเมื่อเห็นตัวเลขหลายหลักที่สรุปออกมาคร่าวๆจากน้องชายเพเนียสก็ยังคงยืนยันหนักแน่นว่าจะออกเงินเองอีกนั่นแหละ
“แต่ถ้าออกมาแล้วดีเราก็ได้ทุนคืนแล้วสามารถสร้างกำไรได้มากเลยนะครับ” เพเนียสว่ายิ้มๆห้องผลิตสินค้ามีขนาดใหญ่กว่าห้องครัวปกติ ทำให้จัดเป็นห้องครัวได้ถึงสองสามมุมแต่ละมุมจัดแตกต่างกัน จะได้เปลี่ยนฉากเปลี่ยนมุมสตรีมได้ วันนี้อยู่มุมนี้วันพรุ่งเปลี่ยนไปอีกมุมคนจะได้ไม่เบื่อ
“คิดได้แบบนั้นก็ดี”เห็นว่าน้องชายกล้าได้กล้าเสียมองเห็นถึงผลประโยชน์ในอนาคตที่ยืนยันว่าจะได้กลับมาแน่นอนก็ไม่ได้คัดค้านใดๆ
“ว่าแต่ธุรกิจใหม่ของเรานั่นนะ จะเปิดวันไหน”
“ก็เอาหลังจากที่รับพนักงานดีไหมครับ จะได้มีคนดูแล” เพเนียสตอบอย่างไม่เร่งรีบถึงตอนแรกเขาจะเป็นตัวตั้งตัวตีอยากจะเริ่มกิจการเสริมธุรกิจย่อยใจจะขาดแต่ก็ยังขาดกำลังและแรงงานคนที่จะมาช่วยจัดงานเรื่องต่างๆ
“ได้พรุ่งนี้ก็นัดสัมภาษณ์งานแล้ว หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็สิ้นเดือนแล้วเข้าเดือนหน้าก็คือเริ่มทำงานได้เลย” เพวิสว่า เขาลงรับสมัครลงในเว็บไซต์หางานไปแล้วเงื่อนไขการจ้างต่างๆนานาก็ล้วนบ่งบอกไว้อย่างชัดเจนซึ่งคนที่สมัครเข้ามาก็ล้วนมีภูมิลำเนาอยู่ในดาวทอลูนี่แหละส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์การทำงานด้วยซ้ำแต่นั่นไม่ได้เป็นข้อด้อยที่เขาจะไม่รับหรือตัดออกจากตัวเลือกแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายก็ต้องดูเป็นคนๆไปอยู่ดี
“นี่ต่อไปพี่ก็เป็นบอสแล้วนี่ครับเรียกว่าบอส หรือว่าจะท่านประธานดีล่ะครับ” เพเนียสแกล้งว่าออกมาเล่นๆ
“ไม่ใช่พี่แล้วมั้งหุ้นส่วนใหญ่คือพ่อกับแม่นะถ้าจำไม่ผิด” เพวิสเล่นตามน้ำกับน้องชายเพราะก่อตั้งบริษัทอย่างไรเสียก็ต้องจัดการเรื่องหุ้นส่วนไว้ด้วยถึงแม้นี่จะยังเป็นกิจการในครัวเรือนก็เถอะ โดยสิวัชและเพเรน่ามีหุ้นอยู่คนละ 30%ส่วนเขาและน้องชายมีอยู่คนละ 20% แต่ถึงจะกำกับไว้อย่างนั้นแต่ถึงเวลาแบ่งสันเงิน ส่วนเงินก็ยังได้เท่ากันอยู่ดีส่วนที่เหลือก็กักเก็บไว้เป็นทุนรอน ถึงจะยังไม่ได้ใช้แต่ก็ต้องกักไว้เป็นส่วนเงินฉุกเฉินแล้วก็เผื่อลงทุนในในอนาคตด้วยส่วนเงินส่วนตัวในมือของแต่ละคนนั้นดูเหมือนว่าตอนนี้เพเนียสจะมีมากที่สุดถึงแม้ว่าจะลงไปกับครัวใหม่นี้แล้วก็ตามที
“ก็ใช่นะหรือผมจะเรียกแม่ว่าท่านประธานดี” เพเนียสถามพี่ชายเอาสนุก
“ก็เอาสิ”เขาไม่ค้านยังส่งเสริมอีก คงน่ารักดี หรือไม่ก็ถูกแม่มอบมะเหงกให้สักที
ระหว่างวันเพเนียสยังคงว่างอยู่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ๆๆ จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลยเสียหน่อยต้องบอกว่าเขาอยู่ในช่วงทำการทดลองมากกว่า โดยถ้าสิ่งไหนทำออกมาได้ดีแล้วหรือสิ่งจะเป็นสินค้าก็ส่งต่อให้หุ่นยนต์รับไปจัดการต่อเขามีหน้าที่ไม่ต่างจากนักวิจัยตัวน้อยในโรงเรียนประถมทดลองทำนั่นนี่ตามสูตรที่มีสอนหรือลงไว้ในยูทูบและกูเกิลแน่นอนว่าวันนี้เขาก็มีงานใหม่ที่กำลังมอบหมายให้ตัวเองและแม่อยู่ ซึ่งวัตถุดิบที่จะใช้ก็วางอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆเขาจะทำเองคนเดียวก็ได้อยู่หรอกแต่ว่ามือเขาหรือมือแม่ไม่รู้ใครจะทำออกมาได้ดีกว่ากัน เลยชวนแม่มาทำด้วยแต่ถึงว่ามาทำด้วยกันแต่ก็คนละชิ้นนะ คล้ายๆว่าแข่งขันกันอยู่กลายๆ
“ใช้ของแค่นี้จริงหรอลูก”เพเรน่าถามอย่างไม่ไม่ค่อยจะเชื่อ ตรงหน้าเธอมี แป้งโฮลวีทและน้ำ แค่นี้!อ้อ มีอุปกรณ์ที่ใช้อีกไม่กี่ชิ้นด้วย
“ครับเขาว่ามางี้ เราก็ลองดูก่อน ไม่รู้จะได้ผลไหม” เพเนียสพยักหน้าหงึกหงักยืนยันเขาศึกษาภาคทฤษฎีมาแล้วอย่างครบถ้วน แต่ไม่รู้ว่าพอลงมือปฏิบัติแล้วจะเฟลไหม
“ลูกว่าแบบนี้แม่ก็ไม่ขัดแล้วเริ่มเลยเถอะ”
“ครับ”เพเนียสรับเสียงใสก่อนจะเริ่มอธิบายให้แม่ฟังอย่างละเอียดหนึ่งรอบพร้อมกับแผ่นกระดาษอธิบายวิธีไว้เผื่อเผลอลืมไป
เพเนียสเริ่มลงมือชั่งตวงแป้งแล้วก็น้ำสะอาดใส่ลงไปในขวดโหลแก้วที่มีฝาปิด แน่นอนว่าชั่งโหลเปล่าไว้ก่อนแล้วตามวิธีบอก ใช้แท่งแก้วคนทั้งสองส่วนให้ละลายเขาด้วยกันดีหลังจากนั้นก็ปิดฝาไว้ซะ แล้วก็จดวันเวลาที่ทำไว้ด้วยเสร็จแล้วก็เขียนชื่อเขาและแม่ติดไว้กับโหลแก้วของใครของมันแยกกันอย่างชัดเจนเก็บไว้มุมหนึ่งในครัวที่ห่างจากจุดที่มีอุณหภูมิแปรปรวน (จุดที่ความร้อนของเตาหรือว่าความเย็นจากการเปิดตู้เย็นไปถึง) เสร็จแล้ว ง่ายดายใช่ไหมล่ะ
“ง่ายแบบนี้ทำไมไม่เรียกพี่มาทำด้วยกันเนี่ย”เพวิสที่นั่งทำงานอยู่อีกมุมเห็นทั้งสองทำเสร็จแล้วในเวลาสั้นๆเลยถามออกมาอย่างนึกสนุก
“อย่าเห็นว่ามันง่ายนะครับต้องดูแลให้อาหารต่อไปอีกหลายวันเลยนะ” เพเนียสไม่คิดเช่นนั้นจากที่เขาศึกษามาแล้วและอ่านความคิดเห็นจากคนอีกมากมาย ต่างมีปัญหาแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเรื่องแป้งที่ใช้แม้แต่แป้งแบบเดียวกันแต่ต่างยี่ห้อก็ถือว่าต่างหรือน้ำก็ยังมีปัญหาได้ ไหนจะเรื่องอุณหภูมิของแต่ละที่อีกเขาจึงสรุปได้ว่าทำสิ่งนี้ไม่ต่างจากเลี้ยงเด็กตัวเล็กๆเลยที่ต้องมีป้อนข้าว(แป้ง) ป้อนน้ำ ในทุกๆวันไม่ใช่ให้ข้าวให้น้ำแบบสักแต่จะทำนะต้องเอาใจด้วย
“ดูแลอย่างกับลูกเลยแหละ”
“ขนาดนั้นเลยแล้วลูกตัวนี้ชื่ออะไร” เพวิสถามออกมา ยิ้มให้กับที่น้องชายเขาใช้คำเปรียบ
“ยีสต์ครับน้องชื่อว่ายีสต์ แรกๆจะเอาใจยากหน่อย แต่ถ้าโตพอแล้วรับรองสร้างรายได้ให้เราได้แน่นอน”เพเนียสยืนยันหนักแน่นว่าน้องคนนี้จะสร้างเงินให้บ้านเขาได้แน่ๆ
“โอ้น้องคนนี้หาเงินเก่งขนาดนั้นเลยหรือเนี่ยถ้าแบบนั้นต้องยกให้เป็นลูกชายคนโปรดเสียแล้วล่ะมั้ง”เพเรน่าได้ยินคำลูกชายว่าเช่นนั้นเลยเอ่ยปากเสริมด้วย
“ครับงั้นเรามาแข่งกันว่าใครจะเลี้ยงลูกชายคนโปรดให้โตได้ก่อนกัน”เพเนียสท้าแม่ทันทีอย่างมีไฟเป็นแรงขับเคลื่อนร่างกาย
“ได้เลย”เพเรน่าก็ยังเล่นลูกชายด้วยอยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าแป้งกับน้ำนี่ทำๆไปจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง
“งั้นก็ดีลครับ”
ห้องส่วนตัวในแฟลตฟอร์มสนทนาหนึ่งสามารถพบปะเจอคนโดยเป็นฉายภาพโฮโลแกรมได้ตอนนี้เพวิสได้เปิดขึ้นมาห้องหนึ่ง(มีค่าใช้จ่าย) ก่อนจะส่งรหัสพร้อมเวลานัดหมายเข้าห้องนี้ให้กับผู้ที่สมัครงานเข้ามาวันนี้มีนัดคนมาสัมภาษณ์งานนั่นเอง โดยจะเริ่มกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียวซึ่งกรรมการคัดเลือกก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน หุ้นส่วนทั้งสี่ของบริษัท พริทเพิลพียัมมี่ ฟู้ดส์ นั่นเอง
“สวัสดีครับผมชื่อ....”เริ่มจากคนแรกที่กรอกรหัสขอร่วมเข้าห้องสัมภาษณ์และได้รับอนุญาตเข้ามาแล้วตัวเขาที่มาแบบโฮโลแกรมที่เริ่มแนะนำตัวทันที คนแรกเป็นนักศึกษาจบใหม่จากดาวใกล้เคียงนี้เองเขาจบบัญชีซึ่งตรงกับสายงานที่บริษัทต้องการโดยตรง ซึ่งตำแหน่งงานที่โพสต์ไว้ก็มีตั้งแต่ตำแหน่งผู้จัดการ ลดหลั่นระดับลงมาในงานด้านต่างๆกันไป ด้านละคนสองคน
“จากประวัติคุณยังไม่เคยทำงานมาก่อนและงานที่นี่ก็คือไม่มีใครสอนงานให้คุณได้ด้วย คุณคิดว่าจะทำได้ไหมครับ”เพวิสถามเข้าประเด็นทันที เมื่อดูประวัติแล้วก็ธรรมดาๆ เกรดไม่ได้สูงมากไม่ใช่คนโดดเด่นอะไร แต่ก็ดูเป็นคนซื่อๆดี แต่นั่นคงดูแค่หน้าตาไม่ได้หรอก
“ช่วงที่ฝึกงานถือได้ว่าผมได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทและได้ศึกษาการทำงานมามากพอสมควรครับและในระหว่างเรียนผมเคยช่วยงานรุ่นพี่มาบ้างครับ” ชายหนุ่มตอบกลับมาทันควันเรื่องช่วยงานรุ่นพี่ที่ไม่ได้ระบุลงในนี้ก็เพราะว่าไม่มีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์แน่ชัดเขาแค่ใจอ่อนไปบ้างเมื่อถูกรุ่นพี่สาขาทักหาแล้วให้ไปช่วยงานที่คั่งค้างส่งไปทันและเขาคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้งานจริงไปด้วย ไหนจะตอนออกฝึกงานอีกถือได้ว่าได้เรียนรู้งานมากจริงๆ เพราะว่าบริษัทที่เขาเลือกฝึกงานนั้นเป็นเพียงบริษัทเล็กๆคนเลยไม่เลือกจะไปฝึกงานทำให้เขาที่เป็นเด็กฝึกคนเดียวได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างแบบเข้มข้นในเวลาที่จำกัดถึงจะเทียบไม่ได้กับประสบการณ์ทำงานจริงๆแต่นั่นก็ยังพอทดแทนได้บ้างกับเขาที่เป็นแค่นักศึกษาจบใหม่
“ครับแล้วถ้าหากที่บริษัทเกิดมีเหตุการณ์....” เพวิสก็ยังเป็นคนถามต่อไปอีกหลายคำถามก่อนจะถึงคำถามสุดท้ายอย่าง
“ที่บริษัทของเราตั้งอยู่ในสวนแล้วก็อยู่คนละเขตกับที่อยู่ที่คุณบอกไว้ ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาในการทำงานไหมครับ”คำถามนี้ต้องถามด้วย เพราะบางคนถ้าหากรู้ทีหลังว่าที่ตั้งของบริษัทอยู่กลางสวนห่างไกลความเจริญสักหน่อยถ้าไม่มีรถส่วนตัว หรือจ้างรถเข้ามา ยังไงก็มาไม่ถึงแน่
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับ”ชายหนุ่มที่มาสัมภาษณ์รีบตอบทันทีอย่างไม่ต้องคิดไม่มากความที่อยู่กับการเดินทางจะเทียบได้ยังไงกับการได้งานทำ ถึงเขตที่เขาอยู่กับที่ทำงานจะห่างเกินไปเสียหน่อยถ้าขยันหน่อยก็แค่ต้องตื่นเร็วกว่าปกติ แต่นั่นยังมีปัญหาเรื่องเวลาอีกไม่แน่เขาอาจจะย้ายไปหาที่พักในเขตนั้นที่อยู่ใกล้กับที่ทำงานเอาก็ได้ขอให้ได้งานก็พอ เพราะเงินเดือนที่ได้นั้นถือได้ว่าพอๆกับดาวระดับสูงๆเลยทั้งๆที่ค่าครองชีพของที่นี่ถูกกว่าเขาไม่ได้คิดมากกับการต้องทำงานอยู่ดาวระดับนี้อยู่แล้ว ทำงานที่ไหนก็เหมือนกันเพียงแค่ได้ค่าตอบแทนก็พอ
“ครับแล้วคุณล่ะครับ มีอะไรจะถามไหม”
และหลังจากนั้นก็ถึงคิวของคนอื่นๆที่เข้ามาสัมภาษณ์คนที่สมัครเข้าไม่ได้เยอะนัก มีแค่หกสิบกว่าคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆกับตำแหน่งที่ลงไว้หลายตำแหน่งที่น่าจะรับคนสิบกว่าคนแบบนี้ และนั่นทำให้ใช้เวลาไปแค่วันเดียวในการสัมภาษณ์งานหลังจากนั้นก็บอกเหมือนกันทุกคนว่าผลเป็นยังไงจะส่งข้อความแจ้งไปอีกครั้ง
“ผมว่าคนนี้น่าจะทำงานกับเราได้ครับ”รูปภาพพร้อมชื่อคนมากกว่าหกสิบคนถูกเรียงกันในจอก่อนจะถูกเพวิสเลื่อยรูปหนึ่งมาไว้อีกด้านเป็นการบอกว่าคนนี้เขาเลือกแล้ว
“อืมพ่อเห็นด้วยนะ ส่วนคนนี้ แล้วก็คนนี้ก็ไม่เลว” สิวัชก็เลือกคนอื่นๆตามลูกชายมาเลือกรูปคนที่เขาต้องการไปไว้อีกด้านของภาพฉายโฮโลแกรม
“แม่ว่าคนนี้ก็น่าจะทำงานด้วยนะ”แต่ละคนช่วยกันเลือก คนไหนที่หนึ่งคนเห็นว่าดีแต่อีกสามคนค้านหัวชนฝาก็จะถูกตัดออกโดยที่ไม่มีข้อแม้แต่นั่นก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นหรอกเพราะพวกเขาก็ให้เกียรติในความคิดของแต่ละคนที่มีสิทธิ์เลือกคนเข้าทำงานเช่นกันจนมาถึงตำแหน่งสุดท้ายที่ยากสุด
“แล้วสรุปเราจะเลือกใครล่ะ มาเป็นผู้จัดการ” ตำแหน่งนี้รับแค่คนเดียว แต่มีผู้สมัครเข้ามา 4คน พวกเขาต้องเลือกจากนี้
“แม่เลือกคนนี้”
“แต่พ่อว่าคนนี้เหมาะกว่านะมีประสบการณ์แล้วน่าไว้ใจได้”
“ผมว่าเหมือนแม่ครับดูแล้วน่าจะเจรจาเก่ง” เพเนียสเห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ จากนั้นทั้งสามก็หันไปขอความคิดเห็นจากเพวิสที่ยังไม่เอ่ยปากเลือกใครตำแหน่งนี้สำคัญนะ ถ้าเลือกไม่ดีได้คนที่ไม่ซื่อสัตย์มีนอกมีในกดขี่ข่มเหงลูกน้องมาก็คงจะซวยเอาและถ้าร้ายแรงมากๆอย่างหักหลังเจ้านายเอาข้อมูลไปขายให้คนอื่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่นี่แหละคือเหตุผลที่อาหารปรุงประกอบยังคงเป็นอาหารที่มีจำนวนน้อยหากินได้ยากแม้ว่าจะหลงเหลือคนน้อยนิดที่ทำเป็นแต่พวกเขาก็อยากเก็บสูตรอาหารเป็นความลับให้ได้มากที่สุดหวังพึ่งแต่หุ่นยนต์เท่านั้น แต่ก็นั่นแหละหุ่นยนต์จะทำงานทุกอย่างก็ไม่ได้อยู่ดีถึงแม้ว่าหุ่นยนต์จะทำบัญชีเป็น แต่แล้วทำไมคนยังเรียนบัญชีอยู่ล่ะ ใช่แรงงานคนยังมีความต้องการอยู่ แล้วไหนจะช่างอีกช่างซ่อมหุ่นยนต์เป็นใครล่ะถ้าไม่ใช่คนจริงๆเป็นหุ่นยนต์ก็มีแต่หุ่นยนต์ที่ซ่อมหุ่นยนต์หรือเครื่องยนต์ได้นั้นราคาสูงมากดังนั้นสุดท้ายแล้วถ้าหากทำงานเป็นสเกลใหญ่ยังไงก็ต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี ยิ่งไม่นับรวมว่าถ้าทำงานใหญ่มีความเสี่ยงสูงจะต้องมีคนช่วยทำงานอีกหรือจะหุ้นส่วนอีกล่ะ คนเราจะมีหุ้นส่วนเป็นหุ่นยนต์ไม่ได้นะ เอ๊ะหรือว่าจะมีได้กันนะ ไม่เคยได้ยินมาก่อนแฮะ
“ผมเห็นด้วยกับพ่อครับ”ด้วยสายตาสามคู่ที่กดดันมา เพวิสเลยต้องรีบบอกความคิดเห็นเขาออกมา
“นั่นก็แปลว่า 2:2” เพเนียสสรุปพร้อมลูบคางเบาๆอย่างใช้ความคิดที่เริ่มยากแล้วความคิดเห็นไม่ตรงกันยังพอมีคนอื่นเสริมหรือค้าน แต่ว่าถ้าครึ่งๆแบบนี้ คงยาก
“ไม่เห็นเป็นไรเลยเรามีบริษัทลูกเพิ่มมาอีกอย่าง ก็เลือกทั้งสองคนนั่นแหละ”เพวิสไม่คิดมากบอกสิ่งที่เขาคิดไว้ออกมาตอนแรกพวกเขาไม่ได้กำหนดเป๊ะๆซะหน่อยว่าจะรับพนักงานกี่คนและด้วยจำนวนทั้งหมดที่เลือกไว้ก็ยังอยู่ในจำนวนคร่าวๆที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
“นั่นสินะเอาตามลูกว่าก็ได้” สิวัชว่าตามลูกชาย
“งั้นก็สรุปเลยนะครับรับทั้งหมด 16 คนครับ” เพเนียสว่าขึ้นเมื่อสรุปได้แล้ว
“เดี๋ยวหลังจากนี้ผมจะส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังทุกคนเลยนะครับ”เพวิสว่าพร้อมเตรียมเปิดแท็บเล็ตขึ้นมาพิมพ์ข้อความสองแบบหนึ่งคือสำหรับผู้ได้รับเลือกเข้าทำงาน กับอีกส่วนที่ชวดได้ร่วมงานกับพวกเขา
“เอาตามที่ลูกว่าเลยก็ได้”ไม่มีใครค้านเสียงแตก พร้อมเออออไปด้วยกัน
“ครับ”เพวิสเริ่มส่งข้อความออกไปทันทีคนที่ไม่ได้งานเขาก็สั่งให้ส่งข้อความแบบเดียวกันไปถึงพวกเขาแล้วส่วนคนที่ได้งานก็ส่งข้อความเบื้องต้นแสดงความยินดีที่ได้ร่วมงานกันไปแล้วเช่นกันก่อนที่จะนัดแนะเจอกันอีกครั้งวันหลังเพื่อที่จะทำความเข้าใจในเนื้องานเบื้องต้นเซ็นสัญญา ทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ แล้วก็แจ้งกำหนดการเข้าทำงาน