ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 ศิษย์แห่งศากยะ

           ร่างของเขามาถึงพร้อมกับเสียงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างยิ่งของร่างกาย ไม่เช่นนั้นด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงเช่นนี้ กายเนื้อย่อมไม่อาจทานทนได้

            มนุษย์พิเศษที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ต่างก็เผยสีหน้ายินดี ยอดฝีมือมาช่วยแล้วบางทีจะได้มีชีวิตรอดออกไปจากเขานี้เสียที

            “ท่านอาเชียนเยี่ย (พันใบไม้)”เจียงลั่วเสินแย้มเยื้อนทักทายผู้ที่เพิ่งมาถึง

            ผู้มาใหม่อายุประมาณสี่สิบปี ร่างสูงปานกลางผิวสีเหลืองนวลเปล่งประกายเรืองรอง ถึงแม้หน้าตาธรรมดา หากพิจารณาดูแล้วย่อมไม่ใช่คนทั่วไปตาทั้งคู่เป็นประกายแวววาว

            ผิวกายของเขาเปล่งแสงเรืองรอง เป็นที่ดึงดูดความสนใจจนผู้คนต่างก็มองข้ามหน้าตา

            “ยอมให้พวกเจ้าเข่นฆ่าสัตว์กลายพันธุ์ได้ แต่ไม่ให้ข้าตอบโต้เช่นนั้นจึงจะไม่อำมหิตอย่างนั้นสิ?” น้ำเสียงงูขาวเย็นชา มันม้วนขดร่างเป็นภูเขางูก้มลงมองผู้มาใหม่

            “เจ้าดูเถิด ป่าเขาแห่งนี้ย้อมไปด้วยเลือดมนุษย์พิเศษผู้ไม่รู้เรื่องราวเท่าไรที่สิ้นใจหากสัตว์กลายพันธุ์กลับตายไปไม่กี่ตัว ยังไม่เรียกว่าอำมหิตอีกหรือ?” เชียนเยี่ยเอ่ยปาก

            “ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกมนุษย์ใช้ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์ปีกเป็นอาหารดับความหิวโหยหากคิดกันจริงๆ แล้ว ใครกันแน่ที่อำมหิต?” งูขาวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            เชียนเยี่ยขยับปาก หากก็ยากจะตอบโต้

            เขาเป็นมนุษย์ อีกฝ่ายเป็นสัตว์ หากย้อนมองต่างมุมแล้วถูกผิดชั่วดียากจะแยกแยะ

            “เจ้าเป็นศิษย์แห่งศากยะ ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณทุกชีวิตเท่าเทียมกัน ไยกล้าวางท่าทรงคุณธรรม มาตำหนิติเตียนผู้อื่น?” งูขาวย้อนถามน้ำเสียงราบเรียบ

            เบื้องหลัง พวกมนุษย์พิเศษต่างก็นิ่งอึ้ง งูตัวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เสียด้วยขนาดศิษย์แห่งศากยะปรากฏตัว ยังถูกมันย้อนสั่งสอนเสียนี่

            เชียนเยี่ยขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เจ้าคิดสังหารผู้คน ใจข้าหวาดหวั่นอย่างยิ่งจึงรุดมายังเขาไท่หังซานเพื่อห้ามปราม”

            “จากครั้งโบราณกาล ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อผู้เข้มแข็ง ผู้ชนะคือผู้ที่ปรับตัวได้พูดไปแล้ว นี่คือกฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายที่สุด และโหดร้ายที่สุดเช่นกัน”วาจาของงูขาวราบเรียบอย่างถึงที่สุด

            “พวกมนุษย์มักจะเล่นนอกกฎเกณฑ์มาแต่ไหนแต่ไร แต่บัดนี้มันต่างไปแล้ว”งูขาวพูดอย่างเรียบง่าย

            คนมากมายแตกตื่นตกใจ อนาคตในภายภาคหน้าย่อมเกิดการพลิกผันอย่างใหญ่หลวง!

            “ต้องทำอย่างไร เจ้าจึงจะรามือ?” เชียนเยี่ยเอ่ยถามเขารู้สึกแปลกๆ งูขาวตัวนี้เยือกเย็นเกินไป

            “ไม่สังหารให้หลาบจำ แล้วจะหวั่นเกรงได้อย่างไรเรื่องฆ่าล้างเมืองไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!” งูขาวตอบอย่างเย็นชาเสียงสะท้อนไปทั่วอาณาบริเวณ

            การเจรจาล้มเหลว เชียนเยี่ยชักสีหน้าสองมือประสานไม่มีทางอื่นแล้วได้แต่เปิดศึก

            งูขาวเองก็ขยับตัว ทั่วร่างสาดแสงสีเงิน หางยาวหนาสะบัดอย่างแรงประหนึ่งสายน้ำตกสีเงินถั่งเทเข้าหาเชียนเยี่ย

            เชียนเยี่ยตอบโต้ว่องไว เพียงก้าวย่างก็ทะยานไปไกลเกือบร้อยเมตรเข้าที่กำบัง

            ตึง!

            แผ่นดินแตก รอยแยกสีดำลามขยาย นี่มันหายนะชัดๆไม่มีใครที่ไหนสามารถต้านทานได้

            “โครม!”

            วินาทีต่อมา เชียนเยี่ยทะยานข้ามไป กำหมัดวัชระ ร่างสะท้อนแวววามดุจโลหะรวดเร็วอย่างยิ่ง เขาพุ่งโจมตีหนักหน่วงจากทางด้านข้างของงูขาว

            งูขาวไม่หลบ มันกวาดร่างเข้าชนกับเขา

            เสียงตูมดังขึ้น สนั่นอย่างกับเสียงของกลองยักษ์ดังสะท้อนโค้งฟ้าหนักหน่วงทรงพลัง สะท้านไปทั่วทิศ

            เสียงตึงดังขึ้น เชียนเยี่ยกระเด็นออกไป สีหน้าแตกตื่นระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้มือขวามีเลือดไหลรินง่ามมือฉีกขาดด้วยถูกแรงกระแทกจากร่างงูขาว

            “ข้านึกว่าเป็นศิษย์แห่งศากยะเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วเสียอีก” งูขาวเอ่ยน้ำเสียงค่อนข้างผิดหวัง ส่ายหัวแล้วเอ่ยว่า “คิดดูแล้วก็เป็นไปไม่ได้”

            “ผู้เข้าถึงแก่นแท้แห่งพระพุทธองค์ ล้วนแล้วเป็นศิษย์แห่งศาสดา”เชียนเยี่ยกล่าว

            “สิ่งที่เรียกว่าแก่นแท้ จริงๆ แล้วหมายถึงวิธีการรับมือของศากยะล่ะสิแต่ว่า เจ้ายังห่างไกลนัก” งูขาวเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา

            โครม!

            มันฉกลงทันที ปากเปล่งแสงสีเงิน พลังร้ายกาจเป็นอย่างยิ่งต้นไม้ใบหญ้ากระจัดกระจาย พื้นดินถล่มทลายโดยพลัน

            เชียนเยี่ยหลบ ไม่กล้าเข้าต้าน

            เขามีความเร็วไม่ธรรมดา กระโดดขึ้นลงไม่กี่ครั้งก็ถึงยอดเขาแห่งหนึ่งหลบพ้นการโจมตีอันดุเดือดของงูขาว

            โครม!

            งูขาวรวดเร็วว่องไวประหนึ่งกำลังโบยบิน พอพ้นแนวป่าก็ถึงตัวร่างอันใหญ่โตขดพันภูเขา หัวมหึมาพุ่งฉก เตรียมจะเขมือบเชียนเยี่ย

            ตึง!

            เชียนเยี่ยออกหมัดต้าน ทั่วร่างเปล่งแสง ทว่าที่สุดก็ยังถูกกระแทกกระเด็นสู้แรงของงูขาวไม่ได้แม้แต่น้อย

            เสียงแกรกดังขึ้น ภูเขาขนาดย่อมลูกนั้นถูกงูขาวรัดจนแหลกพละกำลังของมันช่างน่ากลัว ออกแรงเพียงนิดเดียวก็อย่างกับว่าบินทะยานออกจากตรงนั้นก็ไม่ปาน

            งูขาวทะยานไล่ตามเชียนเยี่ยไปในอากาศอย่างกับมังกร

            โฮก!

            เชียนเยี่ยคำรามกึกก้อง ดุดันดั่งราชสีห์ คลื่นสีทองพุ่งออกจากปากสั่นสะท้านไปทั่วหมู่เขา นี่เป็นการจู่โจมทางคลื่นเสียงอย่างหนึ่ง

            งูขาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไล่ตามอย่างไม่ลดละ

            เสียงฟึ่บดังขึ้น อย่างรวดเร็ว ร่างงูอันใหญ่โตพุ่งทับร่างของเชียนเยี่ยกระแทกเข้ากับภูเขา เสียงดังสนั่น

            โครม!

            ละอองฝุ่นท่วมฟ้า ภูเขาถูกกดจมลงดิน งูขาวกระแทกเชียนเยี่ย บดขยี้อย่างแรงภูเขาทั้งลูกแตกกระจาย ก้อนหินปลิวว่อน

            ตึง!

            เงาคนผู้หนึ่งหลุดออกมาจากภูเขาที่พังถล่ม พุ่งตัวออกไปไกล

            เชียนเยี่ยทุลักทุเล ไม่อาจต้านทาน

            งูขาวคลายตัวออกจากบนเขานั้นออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ประหนึ่งว่าพุ่งบินออกไป ไล่ตามเชียนเยี่ยอีกครั้ง

            ร่างกายอันใหญ่โตขนาดนั้น กลับเปี่ยมไปด้วยพละกำลังดีดตัวเพียงครั้งเดียวก็ไปไกลร้อยโยชน์พันโยชน์ยามทะยานอยู่กลางอากาศช่างน่ากลัวอย่างยิ่ง

            เชียนเยี่ยสบถเบาๆ ร่วงลงในเขา จากนั้นเขาประสานอินอย่างต่อเนื่องแสงสว่างบาดตาเปล่งประกาย พุ่งเข้าโจมตีส่วนหัวของงูขาวที่ฉกเข้ามา

            งูขาวอ้าปาก ปล่อยแสงสีเงินเจิดจ้าพุ่งเข้าหาเชียนเยี่ย

            ระเบิดรุนแรงดังสนั่น เชียนเยี่ยเสียหลัก ร่างปลิวตามแรงกระแทกเขาไม่ใช่คู่มือ

            เวลานี้เอง งูขาวสะบัดหาง ด้วยความเร็วทะลุกำแพงเสียงรวดเร็วจนอากาศระเบิดกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วขุนเขา

            เปรี้ยง!

             หางงูหนาขาวราวกับหิมะฟาดเข้าใส่ร่างของเชียนเยี่ยจนเขากระอักเลือดคำโตร่างถูกเหวี่ยงเหมือนกระสุนปืนใหญ่พุ่งเข้ากระแทกเข้ากับหน้าผาห่างออกไป

            หน้าผาถึงกับปริแตก เขาร่วงลงสู่เบื้องล่าง

            ฟึ่บ!

            งูขาวว่องไวอย่างยิ่ง พุ่งตามไปติดๆ ลำตัวขดม้วนกอดรัดอย่างแรง

            หินผาถูกร่างงูกระแทกกระจุย เชียนเยี่ยกลับพลิกตัวพลิ้วตามแรงเขาอ้าปากกู่ร้องยาวนาน หมัดขวาส่องแสงเหวี่ยงอย่างแรงไปที่ลูกตาข้างหนึ่งของงูขาว

            งูขาวไหวหัวเบาๆ มันหลบพ้น

            เชียนเยี่ยทะยานขึ้นฟ้า หลบหลีกก้อนหิน

            ด้านหลัง ก้อนหินกระจัดกระจาย หินผาล้มครืน งูขาวคลายตัวมันทะยานไล่ตามไปอีกครั้งด้วยความเร็วอันน่ากลัว ผู้คนต่างรู้สึกสิ้นหวัง

            “นี่มัน...”

            เหล่ามนุษย์พิเศษต่างก็ขนลุก เชียนเยี่ยแข็งแกร่งอย่างยิ่ง พละกำลังเช่นนี้ไม่ใช่คนชัดๆ หากก็ยังไม่แกร่งพอที่จะต่อกรกับงูขาว

            ศิษย์แห่งศากยะก็ยังไม่อาจรับมือได้ ไม่สามารถสยบงูขาวได้เลย

            แต่ว่า ผู้คนต่างก็เข้าใจได้ ศิษย์แห่งศากยะหาใช่คนโบราณเมื่อกว่าสองพันปีก่อนไม่หากเป็นเพียงแค่คนในยุคปัจจุบันเท่านั้น

            “นอกเสียจากว่าพระพุทธจะคืนชีพไม่อย่างนั้นแรงคนไม่อาจกำราบงูขาวตัวนี้ได้” บางคนพึมพำ

            แน่นอนว่า คำพูดนี้ไม่ได้นึกไปถึงอิทธิปาฏิหาริย์อื่นใด หากหมายถึงพวกบันทึกต่างๆในหนังสือประวัติศาสตร์

            กล่าวกันว่า องค์ศากยมุนีครั้งเยาว์วัย ทรงพลังมหาศาล สามารถทุ่มคชสารได้ดังนั้นภายหลังจึงมีเรื่องเล่าขานต่างๆ นานา สุดท้ายก็กลายเป็นตำนาน

            ทุ่มช้างตัวใหญ่ออกไปไกลเป็นร้อยเมตร มันเป็นพลังอย่างไหนกันนะ?

            “จะว่าไป ท่านเชียนเยี่ยผู้นี้ก็เป็นเพียงมนุษย์พิเศษคนหนึ่งเหมือนกับที่พวกเราเป็นนั่นแหละ” มีคนเอ่ย ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ววิ่งออกจากเขางูขาว

            ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในชั่วเวลาอันสั้น ผู้คนต่างไม่คาดคิดว่าแม้แต่ศิษย์แห่งศากยะก็ไม่อาจต้านทานได้พวกเขาหาใช่คู่มือของงูขาว

            ฟึ่บฟึ่บฟึ่บ...

            เหล่ามนุษย์พิเศษต่างก็วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว ใครมันจะไปกล้าอยู่ดูต่อล่ะที่เชียนเยี่ยมา ก็เพื่อเปิดทางรอดให้พวกเขา ตอนนี้ไม่เผ่นก็เป็นไอ้งั่งแล้ว

            สัมผัสของฉู่เฟิงเฉียบคม รู้แต่แรกว่าเชียนเยี่ยไม่อาจต่อกรได้เขาเป็นคนแรกที่ออกตัวเสียด้วยซ้ำ ไม่มีทางต้านทาน แถมช่วยอะไรก็ไม่ได้วิ่งหนีคือทางเดียวเท่านั้น จะอยู่รอความตายไม่ได้

            “ตึง!”

            บนเขา เชียนเยี่ยซวนเซถล่าถอย เขาโดนแสงสีเงินพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้งทั่วร่างเต็มไปด้วยเลือด แสงเรืองรองที่อาบร่างอับแสงลง

            ทุกครั้ง เขาล้วนโดนกระแทกตัวปลิวออกไปร่วมสิบถึงร้อยเมตร หากเป็นคนอื่นคงร่างเละเป็นโคลนไปแล้ว แต่ว่าร่างกายของเขาทนทายาดอย่างยิ่ง

            “ตามตำนานที่เล่าขาน พระพุทธองค์ทรงพละกำลังมหาศาลฝีมือแค่นี้ของเจ้าเรียกได้ว่ายังห่างไกลนัก” งูขาวเอ่ยปากการโจมตีเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ

            ตึงตึงตึง...

            เชียนเยี่ยถูกฟาดตัวลอยอย่างต่อเนื่อง ถูกทุ่มลงยอดเขากระแทกเข้ากับหน้าผา ยากยิ่งที่จะต่อกรหากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่แคล้วต้องตายอย่างแน่นอน

            “เจ้ามีสัมผัสปาฏิหาริย์ สามารถหลบจรวดนำวิถีได้แต่แรก เหตุใดจึงยังฝืนรับ?”เชียนเยี่ยถาม ฟองเลือดกบปาก

            เขากำลังกังวล เป็นเพราะเมื่อประมือกันแล้วเขาจึงรู้ว่างูขาวตัวนี้ร้ายกาจเพียงใด ไม่เพียงแต่มีพละกำลังมหาศาลหากยังว่องไวอย่างน่าตกใจ

            นอกจากนี้ มันมีสัมผัสปาฏิหาริย์ สามารถหลบหลีกภยันตรายได้

            “ก็แค่ลองดูสักหน่อย ว่ากายเนื้อของข้าจะทานทนอาวุธหนักได้กี่มากน้อย”งูขาวตอบ น้ำเสียงน่าฟัง หากกลับทำให้เชียนเยี่ยตัวสั่นเทา

            งูขาวตัวนี้ต้องคิดการใหญ่อยู่เป็นแน่ จึงกล้าเสี่ยงเช่นนี้

            “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

            งูขาวไม่สนใจ เริ่มออกแรงเปิดฉากสังหาร รังสีอำมหิตแผ่ซ่านบรรยากาศทั่วเขาไท่หังซานพลันหนาวเยือก

            “หนีโว้ย!”

            เหล่ามนุษย์พิเศษตะโกน วิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต

            งูขาวไม่ตามไล่ล่า

            งานนี้โหดสุด มนุษย์พิเศษจากสี่ห้าพันคน มีเหลือรอดชีวิตออกมาได้เพียงพันคนโดยประมาณ

            สุดท้ายยังมีระเบิดทิ้งลงเขาไท่หังซานแต่งูขาวนั้นหายตัวไร้ร่องรอยไปนานแล้ว

            เชียนเยี่ยเป็นหรือตายกลับกลายเป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้ มนุษย์พิเศษต่างก็ไม่มีใครเห็นเขาออกมา

            ฉู่เฟิงวิ่งตะบึงมาตลอดทาง ว่องไวปานสายฟ้าจนห่างออกมาจากเทือกเขาอันน่าสะพรึงกลัวนั่นแล้ว จึงหาที่ปลอดภัยเปลี่ยนชุดแล้วกลับเข้าบ้านอย่างไร้สุ้มเสียง

            “งูขาวโผล่ออกมาอย่างนี้ ที่นี่ไม่ปลอดภัยเสียแล้ว” เขากะจะเผ่นหนี

            แล้วหวงหนิวไปไหนแล้วล่ะ? ไม่รู้มันเป็นอย่างไรบ้างฉู่เฟิงเป็นห่วงมันอยู่หน่อยๆ

            ทันใดนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางสวน ที่นั่นมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น