ทุกคนรีบขยับเข้ากลาง
เสิ่นโม่จิ่นลดสายตาลงทันที ไม่มองอิฐซึ่งกำลังเคลื่อนต่อแต่จับตำแหน่งมันจากเสียงเสียดสีกับขอบการมองเห็น
'พอมอง มันขยับ'
ข้อสังเกตยังไม่พอให้รู้ว่าต้องไม่มองเลยหรือต้องไม่เชื่อสิ่งที่เห็น แต่เธอหยุดใช้กำแพงเป็หลักนำทางทันที
“อย่าขูดต่อ” เธอบอกจ้าวคุน
เขากำกุญแจดอกที่สองแน่น “ทำไมผมกำลังพิสูจน์ว่ามันเปลี่ยนรอยได้”
“แล้วพิสูจน์เสร็จหรือยัง”
“ยัง เราต้องรู้ว่ามันเปลี่ยนตอนไหน”
“มึงก็ยืนดูต่อ”
จ้าวคุนกัดฟัน เขามองรอยห้านิ้วมองผนังซึ่งเพิ่งดันตัวออกมา แล้วหันไปหาคนแรงค์ E “คุณจะฟังคนที่ยืนดูเฉยๆ หรือฟังคนที่ลงมือทดสอบจริง”
เหอเจิ้งยังไม่ทันตอบอิฐด้านหลังรอยเล็บก็ส่งเสียงกึกหนึ่งครั้ง
จ้าวคุนสะดุ้ง เขาถอยออกมาก่อนเห็นสายตาคนอื่นจับอยู่ที่กำแพงก็หยุดเท้าความกลัวซึ่งพยายามกดไว้เปลี่ยนเป็ความโมโหทันที
“กำแพงก็แค่กำแพง จะกลัวอะไรกันนักหนา”
จ้าวคุนโยนกุญแจลงพื้น ดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากมือแล้วกางฝ่ามือเปล่าตบลงบนอิฐตรงหน้า
“อย่าแตะ!” หลินเยว่ร้อง
ฝ่ามือของจ้าวคุนกระแทกกำแพงดังแปะ
อิฐใต้มือยุบลงทันทีปูนสีเทาไหลขึ้นคลุมนิ้วทั้งห้าราวกับโคลนเย็นจัด เขาสะดุ้งแล้วชักแขนกลับแต่ปลายนิ้วกลับจมลึกเข้าไปถึงข้อแรก
“อะไรวะ!”
จ้าวคุนกระชากอีกครั้งกล้ามเนื้อบนท่อนแขนเกร็งจนเห็นเส้นเอ็น เนื้อกำแพงยืดติดมือออกมาเล็กน้อยก่อนหดกลับพร้อมลากนิ้วทั้งห้าเข้าไปถึงข้อที่สอง
“ช่วยผม!”เขาใช้มือซ้ายจับข้อมือตัวเองแล้วเอนตัวหนี “ดึงผมออกไปเร็ว!”
โจวิอยู่ใกล้ที่สุดจึงคว้าชายเสื้อด้านหลังถังซินขยับตาม มือกำลังจะจับต้นแขนอีกข้างของจ้าวคุนทว่าเหอเจิ้งะโแทรกขึ้นก่อน
“อย่าจับเขา ไม่งั้นอาจถูกดึงไปด้วย!”
ปลายนิ้วของถังซินหยุดห่างจากเสื้อไม่กี่เิเส่วนโจวิชะงักค้างทั้งที่มือกำผ้าไว้แล้ว จ้าวคุนหันมามองทั้งสองคนใบหน้าซีดลงทันตา
“มึงจับแล้วก็ออกแรงสิ!”
“ผม...”
เสียงของจ้าวคุนอีกเสียงดังมาจากด้านหลังกลุ่ม
“อย่าดึง กำแพงจะกินคนที่จับด้วย!”
จ้าวคุนตัวจริงเบิกตา “ไม่ใช่กู! กูไม่ได้พูด!”
“โจวิ ปล่อยมือ...”เสียงปลอมเรียกชื่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ “มันอยู่ข้างหลังนายแล้ว”
โจวิหน้ากระตุก เขาไม่หันกลับตามเสียง ทว่าแรงในมือหายไปจนชายเสื้อเริ่มลื่นเหอเจิ้งจึงคว้าข้อมือเขาไว้แล้วดึงถอยออกมา
ทันทีที่ผ้าหลุดจากมือร่างของจ้าวคุนเซเข้าหาผนัง แขนขวาจมพรวดจากข้อนิ้วถึงข้อมือ อิฐรอบมือโป่งขึ้นโอบผิวของเขาไว้จนมองไม่เห็นรอยต่อ
เสียงร้องดังจนเสี่ยวอันสะดุ้งทั้งตัวอวี้หลานรีบดึงเด็กเข้าหาอกแล้วปิดหูไว้ แต่ดวงตาของเสี่ยวอันยังมองผ่านแขนป้าไปตรงกำแพง
“หาเชือกสิ!” จ้าวคุนใช้ส้นเท้ายันพื้น“ใครมีเชือก เอามาพันตัวผม!”
“ผมมีสายลากของ”โจวิล้วงของจากกระเป๋าด้านข้าง มือสั่นจนตะขอเหล็กกระทบพื้น“เส้นนี้รับน้ำหนักคนได้”
เหอเจิ้งรับสายมา เขาไม่แตะจ้าวคุนโดยตรงแต่โยนบ่วงผ่านด้านหลังให้คล้องรอบเอว “จับปลายไว้ อย่าเข้าใกล้ผนัง”
หลินเยว่กับโจวิรีบช่วยดึงปลายสายส่วนถังซินหยิบยันต์สีเหลืองออกจากช่องเสื้อด้านใน กระดาษบางสั่นอยู่ระหว่างนิ้ว
“ยันต์ไล่ิญญาระดับต่ำ” เธอบอก“อาจทำให้มันปล่อยเขาได้”
“ต้องแปะตรงไหน”
ถังซินมองแขนซึ่งหายเข้าไปถึงข้อมือแล้วเม้มปาก“บนผนัง หรือไม่ก็บนตัวเขา”
“งั้นอย่าเพิ่งเข้าไป” เหอเจิ้งสั่ง“ลองดึงก่อน”
อาเฉิงแทรกผ่านคนทั้งสามเขาชี้กลับไปทางด้านหลังอย่างแรง ปากขยับเร็วโดยไม่มีเสียงแล้วเสียงปลอมก็เริ่มเรียกชื่อคนอื่นตามนิ้วของเขา
“หลินเยว่...ช่วยจ้าวคุนก่อน”
“ถังซิน เธอมียันต์ไม่ใช่หรือ...”
“อวี้หลาน ถ้าเขาตายคนต่อไปอาจเป็เสี่ยวอันนะ...”
อวี้หลานกดศีรษะเด็กลงกับไหล่ทันทีถังซินกำยันต์แน่นกว่าเดิม ส่วนหลินเยว่สะดุ้งจนเกือบปล่อยสาย
เสิ่นโม่จิ่นถอยออกหนึ่งก้าวไม่ได้เข้าไปจับคนหรือเชือกการฝ่าฝืนกฎตรงหน้าเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะรู้ว่าผนังจะกินเฉพาะคนแตะหรือกินทุกอย่างที่เชื่อมต่อกับเหยื่อไปด้วย
'ช่วยได้ก็ช่วยแต่จะให้หลับตาพุ่งเข้าไปตายเพิ่ม กูไม่เอา' ความคิดนั้นเลือกให้เธอจับตาดูรอยต่อระหว่างแขนกับอิฐแทน
“ดึง!” เหอเจิ้งะโ “พร้อมกัน!”
โจวิกับหลินเยว่เอนตัวไปด้านหลังสายรัดรั้งเสื้อของจ้าวคุนแนบลำตัว เขาแอ่นหลังตามแรงดึง ไหล่ขวาถูกฉุดไปข้างหน้าส่วนเอวกับขาพยายามถอยสวนกัน
กำแพงไม่ปล่อย
เสียงดูดเปียกดังขึ้นรอบข้อมืออิฐอ่อนตัวกว้างกว่าเดิมแล้วกลืนขึ้นมาถึงกลางท่อนแขน จ้าวคุนร้องจนเสียงแตกรองเท้าหนังไถลไปตามพื้นเปียก ทิ้งรอยดำสองเส้น
“แรงอีก!”
“สายจะขาดแล้ว!” หลินเยว่ร้อง
“อย่าปล่อยกู!”
เสิ่นโม่จิ่นเห็นสีผิวตรงปลายนิ้วซีดลงก่อน ความขาวลามผ่านหลังมือและหายเข้าไปใต้แขนเสื้อเส้นเืที่ควรปูดจากการออกแรงกลับแฟบลงทีละเส้นขณะเดียวกันรอยปูนรอบแขนเปลี่ยนเป็แดงคล้ำ
ผนังไม่ได้ดึงแค่เนื้อกับเื
ไอสีขาวบางมากหลุดออกจากหัวไหล่ของจ้าวคุนมันไม่ลอยขึ้น แต่ถูกดูดเป็เส้นเข้าหาร่องอิฐ
เสิ่นโม่จิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อยพยายามจับกระแสิญญาซึ่งกำลังถูกลากออกจากร่าง
มันไหลเร็วเกินไป
“ผมไม่รู้สึกนิ้วแล้ว...”จ้าวคุนหันมาทางคนถือสาย “เหอเจิ้ง ดึงผมที ผมยังไม่อยากตาย”
เหอเจิ้งกัดฟันแล้วขยับไปช่วยจับอีกแรงเชือกตึงจนเส้นใยชั้นนอกเริ่มขาด ถังซินก้าวเข้ามาพร้อมยันต์ แต่ยังหาจุดแปะไม่ได้
อิฐชื้นข้างข้อศอกจ้าวคุนนูนออกทีละน้อยสันจมูกปรากฏก่อน ตามด้วยเบ้าตาปิดสนิทและริมฝีปากซึ่งยังติดเป็เนื้อเดียวกับผนัง
เสี่ยวอันร้องไห้ดังขึ้นจ้าวคุนเหลือบเห็นแขนของตัวเองถูกกลืนเกินครึ่ง ความกลัวฉายชัดบนใบหน้าและในจังหวะนั้นผนังก็ดึงเขาเข้าไปอีกเกือบหนึ่งคืบ
สายลากกระตุกจนหลินเยว่เกือบล้ม
สายตาของทุกคนจับอยู่บนแขนข้างนั้น ยิ่งมีคนร้องยิ่งมีคนพยายามดึง อิฐรอบตัวจ้าวคุนก็ยิ่งขยับเร็วขึ้น
'มันกินความกลัว'
เสิ่นโม่จิ่นยังไม่ทันได้ข้อสรุปดีกระแสิญญาซึ่งไหลออกจากหัวไหล่จ้าวคุนก็ขาดวูบ
หายไปจากการรับรู้ของเธอในคราวเดียว
ร่างซึ่งกำลังดิ้นชะงักเพียงเสี้ยววินาทีดวงตาของจ้าวคุนค้างอยู่ตรงเหอเจิ้ง ก่อนกะพริบขึ้นใหม่ช้ากว่าจังหวะมนุษย์ปากยังร้องคำเดิม แต่น้ำเสียงเรียบเกินไปและไม่มี่หายใจหอบ
“ช่วยผม...ดึงอีก..จับผมแน่นๆผมยังไม่ตาย...”
ความเย็นจากผนังไหลย้อนผ่านแขนของเขาแทนไอิญญาที่หายไปมันกำลังเดินทางออกมาหาคนซึ่งถือสาย
เสิ่นโม่จิ่นตวาดทันที “หยุด!ปล่อยเชือก!”
เสียงของเธอดังจนทุกคนสะดุ้งเหอเจิ้งคลายมือก่อน หลินเยว่ปล่อยตามแต่โจวิยังยึดปลายสายไว้เพราะจ้าวคุนกำลังส่ายหน้าเรียกเขา
“อย่าปล่อย...ช่วยผม...” ปูนสีเทาปรากฏบนสายตรงเอวของจ้าวคุนก่อนลามมาตามเส้นใยทีละคืบ
เสิ่นโม่จิ่นก้าวเข้าไปเหยียบกลางสายแล้วกระชากปลายฝั่งโจวิลงกับพื้นแรงสะบัดทำให้มันหลุดจากมือเขาก่อนคราบสีเทาจะมาถึงไม่ถึงหนึ่ง่แขน
ปลายสายซึ่งตกอยู่บนพื้นแข็งตัวทันทีผิวเชือกแตกเป็ร่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ คล้ายอิฐที่ถูกย่อให้เหลือเพียงขนาดนิ้วมือ
โจวิถอยกรูดไปชนเหอเจิ้ง“มัน...มันลามมาตามเชือกได้”
หน้าต่างระบบปรากฏตรงมุมสายตาของผู้เล่นทุกคน
ผู้เล่น: จ้าวคุน เสียชีวิต
ผู้เล่นปัจจุบัน: 9 คน
ถังซินมองข้อความจากนั้นหันกลับไปทางจ้าวคุนซึ่งยังดิ้นอยู่หน้ากำแพงยันต์ในมือของเธอหยุดสั่นไปชั่วขณะ
“แต่เขายัง...”
“เขาตายแล้ว” เสิ่นโม่จิ่นพูด“ที่ร้องอยู่ไม่ใช่”
ราวกับได้ยินคำพูดนั้น จ้าวคุนหยุดขอความช่วยเหลือใบหน้าซีดขาวค่อย ๆ หันมาหาเธอทั้งที่ลำตัวส่วนขวาถูกตรึงกับผนังมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนกลับเป็สีหน้าหวาดกลัวดังเดิม
“อย่าเชื่อเธอ ผมยังอยู่...ถังซินเอายันต์มาแปะให้ผมที”
มือซ้ายของมันยื่นมาด้านหน้า นิ้วทั้งห้ากางรอให้คนจับผิวจากปลายนิ้วกำลังด้านขึ้นและมีรอยต่อสีเทาแบ่งเป็ข้อเล็ก ๆ
ถังซินก้าวออกไปตามชื่อที่ถูกเรียก
เสิ่นโม่จิ่นปัดข้อมือเธอจนยันต์เกือบหลุด “อยากต่อคิวตายหรือไง”
“เขายังขยับได้ เราก็ต้องลอง...”
“งั้นมึงก็ช่วย”
ถังซินชะงัก
ร่างตรงผนังหันไปทางคนอื่นแทน “เหอเจิ้งผมยังรู้สึกตัว ช่วยดึงอีกครั้งก็พอ...โจวิ นายจับมือผมไว้ก็ได้”
อาเฉิงส่ายหน้าจนตาแดง เขาชี้ลำคอตัวเองต่อด้วยจ้าวคุน แล้วชี้ใบหน้าอิฐซึ่งนูนอยู่ข้างแขนท่าทางซ้ำไปมาจนคนที่มองอยู่เริ่มตามความหมายได้
เสิ่นโม่จิ่นมองมือที่ยื่นออกมาไม่เหลือไอของจ้าวคุนติดอยู่แม้แต่น้อยมีเพียงกลิ่นดินชื้นกับกระแสิญญาแปลกหน้าซึ่งซ่อนอยู่ใต้ผิว
เหอเจิ้งก้มมองสายลากซึ่งแข็งเป็อิฐสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จากนั้นรีบผลักโจวิกับหลินเยว่ถอยให้พ้นระยะเอื้อม
“ทุกคนถอย!”
จ้าวคุนเห็นว่าไม่มีใครเข้าใกล้จึงดิ้นรุนแรงขึ้นมันร้องไห้ เรียกชื่อพ่อแม่ เรียกเหอเจิ้งแล้วเปลี่ยนเป็เสียงผู้หญิงสูงวัยที่เคยเรียกอาเฉิง
“ช่วยแม่ด้วย...”
เสียงเด็กดังแทรกจากผนังอีกด้าน
“แม่ อย่าทิ้งผม...”
อวี้หลานสะดุ้งแต่เสี่ยวอันตัวจริงยังถูกเธอกอดอยู่ในอ้อมแขนเธอจึงก้มหน้าปิดหูเด็กแน่นกว่าเดิมและถอยตามคนอื่น
เมื่อไม่มีใครจับมือซ้ายของร่างจ้าวคุนก็กระตุกกลับ นิ้วที่กลายเป็อิฐข่วนพื้นเป็ทางสั้น ๆก่อนผนังจะกลืนขึ้นมาถึงหัวไหล่ในครั้งเดียว
ใบหน้าอิฐรอบตัวเขาลืมตาพร้อมกันเบ้าด้านในไม่มีลูกตา มีเพียงเนื้อปูนดำเปียก ริมฝีปากสามคู่ขยับเลียนคำเสียงของซากตรงกลางโดยไม่ตรงจังหวะกัน
“ผมยังไม่ตาย...”
“ช่วยผม...”
“จับมือผมไว้...”
ถังซินหน้าซีดและถอยอีกก้าวคราวนี้ไม่ต้องให้ใครเตือน
ร่างของจ้าวคุนถูกดึงผ่านอิฐเสื้อเชิ้ตจมหายตามหัวไหล่ ต่อด้วยลำคอและใบหน้าซึ่งยังอ้าปากเรียกคนปูนปิดทับจากด้านข้างจนเหลือเพียงขากับรองเท้าหนังข้างเดียวลากอยู่บนพื้น
ส้นรองเท้าครูดอิฐถี่ขึ้นสองสามครั้งก่อนปลายเท้าจะกระตุกเข้าไป รองเท้าข้างหนึ่งหลุดค้างอยู่ด้านนอก
อิฐกลับแข็งเหมือนเดิม เสียงปลอมของจ้าวคุนยังดังมาจากด้านหลังกลุ่มแทน
“ทางนี้ปลอดภัย...มาช่วยผมทางนี้...”
โจวิยืนกอดแขนตัวเองเขามองมือซึ่งเคยจับสายลากแล้วรีบเช็ดลงกับกางเกงซ้ำ ๆหลินเยว่ทรุดนั่งโดยเก็บมือทั้งสองข้างไว้บนตักส่วนเหอเจิ้งใช้เท้าเขี่ยเชือกแข็งออกห่างจากกลุ่ม
ถังซินหันมามองเสิ่นโม่จิ่น“คุณรู้ว่าเขาตายตอนไหน”
“..........”
“ทำไมไม่ช่วยั้แ่แรก”
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองยันต์ยับในมืออีกฝ่าย“มึงมียันต์ ทำไมไม่รีบใช้ล่ะ”
ถังซินกำกระดาษแน่น“ฉันไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า”
“กูก็ไม่รู้”
คำตอบทำให้อีกฝ่ายพูดไม่ออกแต่สายตาที่ยังมองมาไม่ได้ลดความรังเกียจลง
ข้อความสตรีมไหลทับกันเร็วจนอ่านแทบไม่ทัน
(สายด่าไม่พัก):มันห้ามคนอื่นช่วยแล้วปล่อยจ้าวคุนโดนกินต่อหน้าต่อตาเลยนะ
(ไข่เน่าพร้อมส่ง): ปาไข่เน่าให้มันแล้วคนแบบนี้รอดไปก็เป็ภัย
(คนดูผีมือใหม่):แต่ระบบขึ้นว่าตายทั้งที่ร่างยังพูดอยู่ ผมหลอนตรงนี้มากกว่า
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E): ถ้าไม่ปล่อยเชือกคราบอิฐคงลามถึงมือคนดึง กฎข้อสี่มีเงื่อนไขซ่อนอยู่
(คนกินแตงหน้าแถว):เสิ่นโม่จิ่นจับได้ก่อนทุกคนอีก นี่ผู้เล่นไร้แรงค์จริงเหรอ
(สายด่าไม่พัก): เก่งแล้วไง มันก็ใจดำอยู่ดี
เสิ่นโม่จิ่นเห็นเพียงตัวอักษรไม่มีไข่เน่าหรือสิ่งของลอยเข้ามาในตรอกจึงไม่รู้ว่าคนดูใช้ของขว้างใส่หน้าจอมากแค่ไหน และไม่ได้คิดจะอธิบายตัวเองให้ใครฟัง
ผู้เล่นที่เหลือกวาดตามองอิฐทุกก้อนบางคนจ้องรอยปูน บางคนไล่หาใบหน้าซึ่งอาจนูนออกมาอีก
การมองพร้อมกันทำให้แนวด้านซ้ายขยับเข้ามาครึ่งนิ้วด้านขวาตามมาอีกเล็กน้อย ส่วนผนังหลังกลุ่มนูนออกจนร่องน้ำถูกบีบแคบลง
เสียงกึกดังต่อกันสามด้าน
“ก้มหน้า เลิกจ้องกำแพง” เสิ่นโม่จิ่นบอก
“มันขยับเข้ามา!” หลินเยว่ร้อง
“เพราะพวกมึงกำลังมองมันอยู่”
เหอเจิ้งเป็คนแรกที่ลดสายตาหลังเห็นเชือกกลายเป็อิฐ เขาเพียงเม้มปากและไม่โต้แย้ง โจวิทำตาม ป้าหรงหลับตาส่วนอวี้หลานกดหน้าเสี่ยวอันไว้กับไหล่
ถังซินมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนยอมลดมือซึ่งถือยันต์ลง
แนวผนังยังไม่หยุด เพียงเคลื่อนช้ากว่าเดิม
เสิ่นโม่จิ่นััพลังิญญาในร่างพลังซึ่งเสียไปั้แ่เรียกพี่ทองมีออกมายังฟื้นกลับมาเพียงเล็กน้อยทั้งที่โลกเดิม ต่อให้ปล่อยมันเดินตามอยู่ข้างนอกทั้งวัน การพักสั้น ๆก็เพียงพอให้แรงส่วนใหญ่กลับมา
ทว่าที่นี่การเรียกพี่ทองมีออกมาเพียงชั่วครู่กลับกินพลังไปเกือบครึ่งและสิ่งที่เหลือยังถูกกดไว้ราวกับทางไหลภายในร่างตีบตัน
เธอไม่รู้ว่าใช้อะไรได้เท่าไหร่ รู้เพียงว่าของขลังชิ้นอื่นอาจเอาแรงไปมากกว่าที่เคยหลายเท่าหากหยิบของแรงเกินจำเป็ ตอนเผชิญตัวที่คุมตรอกจริง ๆ คงไม่เหลืออะไรให้ใช้
'จ้าวคุนช่วยไม่ทันแล้ว แต่ถ้าปล่อยกำแพงบีบต่อพวกที่เหลือได้ตายเพิ่มแน่'
ขณะที่ทุกคนยังสนใจรองเท้าของจ้าวคุนกับผนังซึ่งเพิ่งกลืนคนเสิ่นโม่จิ่นเบี่ยงตัวไปทางด้านซ้าย ใช้ลำตัวบังมือซึ่งสอดเข้าไปในย่ามแล้วหยิบขวดน้ำมนต์ขนาดเล็กออกมา
เธอไม่สาดทั้งขวด เพียงเปิดฝาให้น้ำแตะปลายนิ้วก่อนสะบัดไปทางแนวอิฐซึ่งไม่มีใครมองตรง ๆ
หยดแรกตกบนพื้นเปียก อีกหยดกระทบผนังและซึมหายตรงร่องปูน
สองหยดสุดท้ายทะลุอิฐเข้าไปโดยไม่มีเสียงกระทบราวกับบริเวณนั้นไม่มีของแข็งขวางอยู่
แรงิญญาใต้อกถูกดึงออกไปพร้อมกันเป็ก้อนปริมาณซึ่งหายไม่ได้เล็กตามน้ำที่ใช้ เสิ่นโม่จิ่นปิดขวดทันทีแล้วเก็บกลับเข้าย่าม
เสียงกรีดร้องต่ำดังจากหลังกำแพงเพียงวูบเดียว
ผนังฝั่งซ้ายกระแทกออกมาจากด้านในแนวอิฐสั่นต่อกันเป็่ ผงปูนร่วงลงตรงร่องน้ำก่อนแรงบีบจากอีกสองด้านจะหยุดตามไปด้วย
เหอเจิ้งหันไปหาต้นเสียงแต่เสิ่นโม่จิ่นปล่อยมือจากย่ามแล้ว ไม่มีขวดอยู่ข้างนอกให้เห็นสายตาคู่อื่นยังค้างอยู่ตรงจุดซึ่งจ้าวคุนหายเข้าไป ไม่มีใครเหลือบมาทางมือของเธอ
เกือบซวยตามคนผิดกฎไปทั้งกลุ่มยังดีที่ผีอยากกินเพิ่มจนเผยไส้ออกมาเอง
เธอมองกำแพงด้านที่น้ำมนต์ทะลุผ่านไม่จ้องตรงก้อนอิฐ เพียงจับแนวของมันจากขอบสายตา
“ของแบบนี้ อาจมองด้วยตาเปล่าไม่ได้”
คำพูดเบาจนมีเพียงเธอได้ยิน แต่..กำแพงอิฐทั้งแถบสั่นตอบพร้อมกัน