หานชีเยวี่ยปั่นจักรยานอย่างรวดเร็วตลอดทาง
สีท้องฟ้าใกล้ถูกย้อมจนมืดแล้วถ้าไม่รีบอีกหน่อย รอจนฟ้ากลายเป็มืดสนิทแล้วละก็ คนที่บ้านต้องเป็ห่วงแน่
แต่ถึงแม้พย่าามเร่งความเร็วมากเพียงใดพอใกล้ถึงชุมชน เงาของค่ำคืนก็ปกคลุมชุมชนไปแล้ว
ชีเยวี่ยเก็บจักรยานไว้ที่ทางโค้งไม่กี่ร้อยเมตรก่อนถึงชุมชนเธอหยิบกระบุงสานใบใหญ่ออกมาสะพายหลัง ชีเยวี่ยเตรียมของมาเยอะมาก
ชีเยวี่ยแบกตะกร้าสานหนักอึ้งเดินเข้าชุมชน
ยังไม่ถึงทางเข้าชุมชนก็เห็นพี่ใหญ่พี่สามและพี่สี่ั้แ่ไกล พวกเขากำลังรออยู่ที่ทางเข้าชุมชนด้วยท่าทีร้อนใจเมื่อพวกเขาเห็นชีเยวี่ย จึงรีบวิ่งเข้ามาหา
“เสี่ยวชี ทำไมน้องเพิ่งกลับมา?” หานเซี่ยงหยางพูดพลางหยิบกระบุงจากหลังชีเยวี่ยอย่างเป็ธรรมชาติ
“ไอ๊หยา น้องเอาอะไรมาเนี่ยทำไมหนักจัง?” หานเซี่ยงหยางที่ไม่ทันได้ระวังจนกระบุงเกือบหล่นจากมือลงพื้น
“เป็ของที่ใช้ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ” ชีเยวี่ยพูดด้วยรอยยิ้มพลางช่วยวางกระบุงบนหลังหานเซี่ยงหยาง
“เสี่ยวชี ฟ้ามืดแล้ว น้องกลัวหรือเปล่า?” หานซื่อหยางถามด้วยความห่วงใย
“ครั้งหน้าอย่าไปในเมืองคนเดียวอีกนะ ให้น้องหกไปเป็เพื่อน” หานซานหยางเอ่ย
เหล่าพี่ชายพร่ำบ่นด้วยความห่วงใยภายในใจชีเยวี่ยพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาและตอบรับด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่าทำเพียงแค่รับปากไปอย่างนั้นต้องไปในเมืองอีกแน่นอน และต้องไปคนเดียวด้วย ถ้าให้พี่หกไปด้วยแล้วเธอจะแอบไปตลาดมืดได้ยังไง?
ไม่นานนักเหล่าพี่ชายและน้องสาวกลับมาถึงบ้าน
หานเซี่ยงหยางวางกระบุงหนักๆ ลงจากบ่าแล้วยกมือขึ้นบีบนวดไหล่
เขามองชีเยวี่ยด้วยสีหน้าระทมเขาเดินไม่กี่ก้าวยังปวดไหล่ขนาดนี้ ชีเยวี่ยเดินมาตลอดทางไม่รู้ว่าไหล่ช้ำไปหมดแล้วหรือยัง
ชีเยวี่ยรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกพี่ใหญ่จ้องมองเธอรู้สึกผิด ของพวกนี้หนักจริงๆ ทว่าเธอเอาของพวกนี้นั้นเก็บไว้ในมิติตลอด
“พี่ใหญ่ ที่ไหล่ฉันมีตัวรองไหล่เล็กๆ อยู่ค่ะแถมฉันก็แข็งแรงด้วย”
ชีเยวี่ยแข็งแรงเป็ที่รู้กันทั้งบ้านแต่ถึงจะแข็งแรงเพียงใด เธอก็ยังเป็ผู้หญิงตัวเล็กๆ อยู่ดี!
เพื่อรอชีเยวี่ย อาหารเย็นจึงถูกเลื่อนออกไป
เมื่อเห็นชีเยวี่ยกลับมาย่าเฒ่าหานจึงเรียกทุกคนมากินข้าว
ชีเยวี่ยหยิบหมั่นโถวแป้งขาวออกมาจากกระบุง
“ย่า หนูซื้อหมั่นโถวมาจากในตัวเมืองพวกเราแบ่งกันคนละครึ่งลูกนะคะ”
ย่าหานเห็นชีเยวี่ยหยิบหมั่นโถวออกมาเป็ห่อรีบพูดว่า “หมั่นโถวต้องใช้คูปอง หลานซื้อมาได้ยังไง?”
ตอนชีเยวี่ยออกจากบ้านย่าหานให้คูปองอาหารเธอสองใบ ให้เธอซื้อข้าวกินเองในอำเภอ
“ย่าคะ วันนี้หนูไปช่วยคนในเมืองมาค่ะเขาเลยให้มาเป็ของตอบแทน”
ชีเยวี่ยคิดข้ออ้างนี้ไว้นานแล้ววันนี้เธอนำของกลับมาเยอะ ถ้าไม่มีที่มาที่ไปก็คงไม่ได้
ย่าหานเป็ห่วงว่าหลานสาวจะถูกเอาเปรียบจึงถามว่า “หลานไปช่วยใครมา เขาถึงให้หมั่นโถวหลานมาเยอะขนาดนี้?”
สมัยนี้ ไม่ว่าใครๆ ก็ไม่มีอาหารเหลือมากหรอก
ใครจะยอมให้หมั่นโถวเยอะขนาดนี้แถมยังเป็หมั่นโถวแป้งขาวอีก
“วันนี้หนูเจอคุณย่าคนหนึ่งเป็ลมอยู่ในเมืองหนูพอมีความรู้เื่การแพทย์อยู่บ้างจึงช่วยรักษาให้ ลูกชายเขารวยเลยให้เงินและคูปองหนูมาเยอะค่ะ”
“ไม่ใช่แค่หมั่นโถวนะคะยังมีของอย่างอื่นที่ยังอยู่ในกระบุงอีกด้วยค่ะ”
“เราช่วยคนถือว่าทำบุญ จะไปรับของตอบแทนจากเขาทำไม!” ย่าหานเป็คนแก่ที่มีจิตใจดีจึงเพียงขยับปากบ่นพึมพำ
“ย่า ย่าไม่เข้าใจหรอกคนรวยเขากลัวว่าคนจนอย่างเราจะเอาเื่ช่วยชีวิตมาเกาะแกะเขาเขาเลยให้ของให้เงินให้ทั้งหมดในครั้งเดียวไปเลยเพื่อตัดขาดเื่บุญคุณครั้งนี้” หานซื่อหยางอธิบายให้ย่าหานฟัง
ย่าหานฟังหลานชายพูดแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
“แบบนั้นแหละค่ะย่า เขากลัวว่าเราจะเอาบุญคุณมาอ้างหากไม่รับของเขา เขายิ่งกังวล” ชีเยวี่ยรีบกล่าวเสริม
ทุกคนในบ้านได้หมั่นโถวคนละครึ่งลูกมีเพียงย่าหานคนเดียวที่ได้หนึ่งลูก
ย่าหานจะเก็บหมั่นโถวไว้ให้ชีเยวี่ยแต่ชีเยวี่ยปฏิเสธ
“ย่าค่ะ ตอนเที่ยงหนูกินจากที่ร้านอาหารรัฐบาลจนอิ่มแล้วหมั่นโถวนี่ย่ากินเถอะค่ะ”
หลังอาหารเย็น ซย่าซิ่วเหอและพี่สะใภ้ไปล้างจานชีเยวี่ยก็นำของในกระบุงออกมาทีละอย่าง
ก่อนอื่นเธอหยิบหนังสือออกมาเป็ตั้งย่าหานถามว่า “ชีเยวี่ย หลานยังอยากเรียนอีกเหรอ? แต่หลานเรียนจบมัธยมปลายแล้วบ้านเราก็ไม่มีเส้นสายส่งหลานเข้ามหาวิทยาลัยกงหนงปิง [1] หรอกนะ!”
ในชุมชนของพวกเขาสามถึงห้าปีถึงจะมีสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยกงหนงปิงได้หนึ่งคนครอบครัวแบบพวกเขาไม่มีทางแย่งสิทธิ์ได้
ชีเยวี่ยพูดด้วยเสียงเบาว่า “ย่าคะหนูไม่ได้อยากเข้ามหาวิทยาลัยหนงปิงค่ะ แค่ได้ยินคนในเมืองพูดกันว่าอาจจะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
ย่าหานใ สอบเข้ามหาวิทยาลัยหมายความว่ายังไง?
“ต่อไปไม่ต้องมีคนแนะนำเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเหรอ?” ย่าหานถามด้วยความไม่อยากเชื่อ
ชีเยวี่ยพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ต่อไปใครสอบได้คะแนนดีก็ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยค่ะ”
ย่าหานดีใจเป็อย่างยิ่ง
“อาเยวี่ย ถ้าหลานอยากเข้ามหาวิทยาลัยก็ตั้งใจเรียนนะคนในบ้านเราเยอะแยะ ส่งเสียหลานคนเดียวได้อยู่แล้ว!”
“ย่าคะ พวกพี่ๆ เรียนเก่งกันทุกคนไม่อย่างนั้นลองอ่านหนังสือด้วยกันไหมคะไม่แน่เผื่อทุกคนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หมด”
คราวนี้ย่าหานกลับลังเลลูกหลานในบ้านเยอะขนาดนี้จะส่งเสียไหวได้ยังไง?
“ย่าคะ หนูได้ยินมาว่าเข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่เสียค่าเทอมแถมยังได้เงินช่วยเหลือด้วย มากสุดได้เดือนละสิบแปดหยวนแหนะ”
ย่าหานใจนแผ่นรองรองเท้าที่กำลังเย็บอยู่ในมือร่วงหล่นลงพื้น
สิบแปดหยวนเกือบเท่ากับเงินเดือนของกรรมกรขั้นต้นหนึ่งเดือนแล้ว ถ้ามีเงินช่วยเหลือ เด็กๆจะได้เรียนหนังสือกันทุกคน
“งั้นพวกหลานตั้งใจทบทวนบทเรียนกันนะ”
ย่าหานลั่นฆ้องตัดสินใจครั้งสุดท้ายชีเยวี่ยได้ฟังก็โล่งใจ
ไม่รู้ว่าพี่ๆ จะอยากเรียนไหม
พี่ใหญ่ปีนี้อายุยี่สิบสองแล้ว หนุ่มๆในชุมชนที่อายุยี่สิบสอง บ้างก็แต่งงานเร็ว บ้างก็มีลูกสองแล้ว
ชีเยวี่ยไม่คิดที่จะลังเลรีบเอาของมาอวดย่าหานต่อ
“คุณย่า ดูสิคะ ยังมีของดีอีกเยอะเลย น้ำตาลทรายแดง แป้งขาวข้าวสาร แป้งข้าวโพด แล้วยังมีเนื้อหมูติดมันอีกตั้งห้าจินรอเจียวให้เป็น้ำมันออกมาอีกคงพอให้พวกเรากินได้นานเลยค่ะ…”
วันนี้เป็ครั้งแรกที่เข้าเมืองชีเยวี่ยไม่กล้านำของอย่างอื่นกลับมา จึงนำกลับมาแค่อาหารคนในบ้านต่างก็ขาดสารอาหาร ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้วต้องบำรุงร่างกายกันก่อน
ย่าหานเห็นหลานสาวเอาของออกมาเยอะแยะถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เด็กคนนี้ ไปปล้นในเมืองมารึไง?
“ของพวกนี้เขาให้หลานมาหมดเลยเหรอ?”
“เขาให้เงินหนูมาห้าสิบหยวนค่ะย่า แล้วก็คูปองอีกเพียบเลย!” ชีเยวี่ยอธิบาย “คูปองมันใกล้หมดอายุแล้วหนูเลยซื้อของกลับบ้านมาหมดเลยค่ะ”
พอย่าหานได้ยินว่าได้เงินมาห้าสิบหยวนก็ใมาก
“เนื้อพวกนี้ให้แม่หลานเอาไปผัดเป็ผัดเนื้อสับจะได้เก็บไว้กินได้นานๆ คืนนี้เอาเนื้อหมูไปเจียวให้น้ำมันหมูออกมาก่อนฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ไม่ขาดแคลนน้ำมันแล้ว ข้าวสารก็เก็บไว้ ค่อยๆ กิน”
เดิมทีย่าหานยังกังวลเื่การเก็บเกี่ยวตอนนี้โล่งใจขึ้นแล้ว
เนื้อ น้ำมันและข้าวสารอีกหลายสิบจินเท่านี้ก็เหลือเฟือ
ส่วนเื่ที่ชีเยวี่ยใช้เงินย่าหานไม่ได้ซักไซ้ถามมาก เงินที่ชีเยวี่ยหามาเอง เธอไม่ได้ใช้ฟุ่มเฟือย
“ย่า วันนี้หนูขายเห็ดกับสมุนไพรได้สี่หยวนกว่าเขาให้มาห้าสิบหยวน เหลืออีกสามสิบเก้าหยวน ฝากย่าเก็บไว้ให้หน่อยนะคะ”
ย่าหานไม่รับเงิน “นี่มันเงินของหลานเก็บไว้เองเถอะ”
“คุณย่า เงินในบ้านทุกคนก็ให้ย่าเก็บไว้หมดแถมวันนี้หนูเข้าเมือง ยังเจอลู่ทางหาเงินด้วยค่ะ”
ย่าหานได้ยินชีเยวี่ยพูดถึงลู่ทางหาเงินก็รีบโบกมือปัด
“เราอย่าไปทำอะไรผิดกฎหมายนะ”
“ไม่หรอกค่ะ วันนี้หนูได้รู้จักตำรวจคนหนึ่งเขาบอกว่าถ้าเรามีของป่าอะไรก็เอาไปให้เขาได้ เขารับซื้อทั้งหมดเลย”
หานซื่อหยางสงสัย “ชีเยวี่ยน้องไปรู้จักตำรวจได้ยังไง? เขาไม่ใช่พวกหลอกลวงใช่ไหม?”
“พี่สี่ หนูไม่ได้โง่นะหนูยังแยกแยะตำรวจกับคนหลอกลวงออกอยู่”
หานซื่อหยางลูบจมูก ไม่พูดอะไรต่อ
เชิงอรรถ
[1] 工农兵大学 มหาวิทยาลัยกงหนงปิงเป็มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการให้โอกาสทางการศึกษากับกลุ่มคนธรรมดาโดยลดบทบาทของชนชั้นกลางหรือผู้มีความรู้เดิมที่ถูกมองว่าเป็ชนชั้น "ศัตรู" เช่น นักวิชาการปัญญาชนหรือขุนนางเก่าโดยกลุ่มคนธรรมดาเป็กลุ่มประชากรสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรม(1966–1976)โดยแบ่งออกได้เป็กลุ่มคน 3 ชนชั้น ได้แก่ กง(工) ชนชั้นกรรมาชีพ(คนงานในโรงงานหรือในภาคอุตสาหกรรม)หนง (农) ชนชั้นชาวนาและปิง (兵) ทหารกองทัพปลดแอกประชาชนครอบครัวตระกูลหานจัดเป็ครอบครัวชนชั้นชาวนา (农) ทำให้คนบ้านหานมีสิทธิ์ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยกงหนงปิงได้