ทันทีที่เห็นจางเฉียงหยิบเหรียญที่อยู่ในปากเสี่ยวอวี่ออกมาผมก็หน้าซีดเผือด รีบพูดขึ้นทันที
“จางเฉียง! นี่...นายเอาเหรียญที่อยู่ในปากคนตายกลับมาทำไมมันไม่เป็มงคลนะ!”
แต่จางเฉียงกลับไม่ใส่ใจถือเหรียญในมือพลางพูดว่า “เจียงหนิง นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วนะ! เหรียญที่อยู่ในปากคนตายแล้วจะยังไง ของที่พวกขายของเก่าขายโดยเฉพาะของจากสุสานน่ะยิ่งแพง!”
ผมอยากจะพูดเตือนเขาต่ออีกสองสามคำ แต่จางเฉียงกลับสะดุ้งเฮือกอย่างรุนแรง
เขาหันไปมองนอกห้องพักด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะถามผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “นาย...นายได้ยินไหม เหมือน...เหมือนมีคนเรียกชื่อฉันอยู่?”
เห็นท่าทางจริงจังของเขาผมจึงลองตั้งใจฟังอย่างละเอียด
แต่ในทางเดินเงียบสนิทผิดปกติแม้แต่เสียงฝีเท้าก็ไม่มี จะมีใครเรียกชื่อเขาได้ยังไง
“ไม่เห็นได้ยินอะไรเลย!” ผมส่ายหน้า
แต่จางเฉียงกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ได้ยินจริงๆ ที่สะพานเสี่ยวไป๋นั่นไง!”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘สะพานเสี่ยวไป๋’ ผมก็ถึงกับอึ้งไป
หอพักของพวกเราอยู่ห่างจากสะพานเสี่ยวไป๋ในมหาวิทยาลัยอย่างน้อยก็หลายร้อยเมตร
แม้จะะโผ่านเครื่องขยายเสียงเราที่อยู่ในหอพักก็ไม่น่าจะได้ยิน
“ไกลขนาดนั้น นายจะได้ยินจริงเหรอ”
ผมไม่เชื่อและเริ่มสังเกตจางเฉียงอย่างละเอียด
เขาดูไม่ปกติเลย ใบหน้าซีดเหงื่อไหลไม่หยุด
“จางเฉียง นายดูหน้าซีดนะ เป็อะไรหรือเปล่า หรือไม่สบายตรงไหน”
จางเฉียงไม่ได้ตอบทันที เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตูมองออกไปข้างนอกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาพูดว่า “ก็จริง ไกลขนาดนั้น น่าจะฟังผิดไปเอง
“อาจเพราะตอนวิ่งกลับมาฉันออกแรงมากไปเลยน้ำตาลในเืตก...ช็อกโกแลตบนโต๊ะนาย ฉันกินละนะ ขอเติมพลังก่อน”
ยังไม่ทันที่ผมจะตอบตกลงจางเฉียงก็แกะกระดาษห่อช็อกโกแลตตรงหน้าผมออกและกินเข้าไปทันที
แต่ถึงอย่างนั้นสีหน้าของเขาก็ยังดูไม่ดีเท่าไร
ผมถามย้ำว่าเขาไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า พร้อมกับเตือนเขาอีกครั้งให้รีบเอาเหรียญไปใช้
แต่จางเฉียงก็ยังไม่ใส่ใจ เขายืนยืดเส้นยืดสายอยู่ตรงหน้าผมแล้วบอกว่า “ไม่เป็ไรหรอก ฉันไม่ได้รู้สึกอะไร”
จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “เหรียญน่ะ พรุ่งนี้เช้าค่อยเอาไปซื้อโจ๊กละกันฉันไม่กลัวหรอกว่าคนตายเคยคาบไว้”
พอเขาพูดมาถึงขนาดนี้ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
จางเฉียงทำตัวเหมือนคนเพี้ยนเดินไปเดินมาในห้องพักอยู่หลายรอบ ก่อนจะพูดว่า “ง่วงแล้ว จะนอนละ”
เขาไม่ล้างหน้าแปรงฟันอะไรทั้งนั้นตรงไปที่เตียง ห่มผ้า แล้วนอนนิ่งไม่ขยับอีกเลย
ในห้องพักมีแค่ผมกับเขาสองคน
หลังจากจางเฉียงหลับสนิทแล้วทั้งที่ผมยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยู่ก่อนหน้า ไม่นานก็เริ่มง่วงขึ้นมาทันที
เปลือกตาหนักอึ้งจนควบคุมไม่อยู่สุดท้ายผมก็ผล็อยหลับไป...
กลางดึก ผมรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาที่แผ่นหลัง
ข้างหูเหมือนจะมีเสียงแปลกๆ แว่วเข้ามา
“ฮืด...
“ฮืด...
“ฮืด...”
เสียงนั้นไม่ดังมากแต่ฟังดูเหมือนเสียงหายใจเข้าลึกๆ และยาวนาน
ทุกครั้งที่ได้ยินมันเหมือนเสียงสุดท้ายของคนใกล้หมดลมหายใจ เสียงนั้นหนักและกดดันอย่างบอกไม่ถูก
ผมเอียงตัวเล็กน้อยอย่างสะลึมสะลือพลางค่อยๆ ลืมตาขึ้นเพื่อดูว่ามันคืออะไร...
ทันใดนั้นผมเห็นใบหน้าใหญ่ขาวซีดปรากฏขึ้นตรงหัวเตียงของผม ปากมันอ้ากว้างหายใจแรงจนได้ยินเสียง “ฮืด...ฮืด...ฮืด...” ชัดเจน
ผมใจนเผลอร้อง “อ๊าก!” ออกมาเสียงดัง
ผมดีดตัวขึ้นจากเตียงทันทีก่อนจะถอยกรูดไปจนชิดผนัง
ยังไม่ทันที่ผมจะตั้งสติใบหน้าขาวนั้นเองก็สะดุ้งใเหมือนกัน ก่อนจะรีบถอยออกไปพร้อมพูดว่า “เจียงหนิง! ฉันเอง...ฉันเอง จางเฉียง!”
พอได้ยินแบบนั้น ผมจึงค่อยๆ ตั้งสติได้
ด้วยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาผมเห็นได้รางๆ ว่าใบหน้าขาวซีดนั้นคือ...จางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมเอง
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกแต่ในใจก็ยังสั่นสะท้านไม่หาย
“จางเฉียง! นายเล่นอะไรของนายเนี่ย! กลางดึกไม่นอนดันมาโผล่หัวข้างเตียงฉันแล้วหายใจเสียงดังแบบนี้ ฉันใแทบตาย!”
จางเฉียงหัวเราะแหะๆพลางลูบหัวตัวเองด้วยท่าทีเขินๆ ก่อนจะพูดว่า “ขอโทษนะ เจียงหนิงนายฉีดน้ำหอมอะไรหรือเปล่า ฉันว่ากลิ่นมันหอมดีเลยอดใจไม่ไหวต้องก้มไปดมใกล้ๆ สองสามที...”
พูดจบ จางเฉียงก็เหมือนจะห้ามตัวเองไม่อยู่หายใจเข้าลึกๆ ใกล้ตัวผมอีกครั้ง
ผมมองจางเฉียงที่ทำท่าทางแปลกๆพลางะโด่าออกไปทันทีว่า “น้ำหอมบ้านนายสิ! นายบ้าหรือไง จะมาดมกลิ่นตัวฉันทำไม ไปให้พ้นเลย!”
พฤติกรรมของเขาทำให้ผมทั้งพูดไม่ออกและเริ่มโมโห
แต่จางเฉียงกลับทำหน้าตาเหมือนคนถูกต่อว่าจนรู้สึกผิดพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ ว่า “ไม่ให้ดมก็ไม่เป็ไรหรอก...”
“งั้นขอยืมผ้าห่มนายหน่อยละกัน คืนนี้อากาศมันหนาวจะตายไม่รู้เป็บ้าอะไรถึงได้เย็นขนาดนี้...”
ผมไม่อยากสนใจเขาอีกต่อไปจึงหยิบผ้าห่มบางๆ โยนไปให้ตรงหน้า
ผมไม่ได้รู้สึกหนาวเลยแถมยังรู้สึกร้อนนิดๆ ด้วยซ้ำ
จางเฉียงรับผ้าห่มไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะพูดขอบคุณผมสองสามครั้ง
จากนั้นเขาก็สูดหายใจแรงๆที่ผ้าห่มผมอีกสองที
“หอมจริงๆ เลย”เขาว่า ก่อนจะกลับไปที่เตียงของตัวเอง
เขาห่มผ้าบางสองผืน นอนหันหน้าเข้ากำแพงซึ่งหันหลังให้ผมแล้วเหมือนจะหลับไป
แต่สิ่งที่ผมได้ยินกลับเป็เสียงหายใจเข้าเท่านั้น...ไม่ได้ยินเสียงเขาหายใจออกเลย
ผมกลับไปนอนที่เตียงอีกครั้ง พยายามนอนต่อ
แม้จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยู่พักหนึ่งแต่ไม่นานความง่วงหนักหน่วงก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้งจนผมต้านไม่อยู่
พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเป็เวลาห้าโมงเย็นแล้ว ทั้งที่เมื่อคืนเข้านอนเร็วมากแท้ๆ
แต่ถึงจะนอนเยอะมากผมก็ยังรู้สึกง่วงอย่างบอกไม่ถูก เหมือนร่างกายยังไม่ตื่นเต็มที่
มองไปรอบๆ ห้องพัก จางเฉียงหายไปแล้วเหลือเพียงผมอยู่คนเดียวในห้อง
ผมหาวหวอดแล้วลุกออกจากเตียง
หลังล้างหน้าแปรงฟันและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จผมเตรียมจะไปที่โรงอาหารเพื่อหาอะไรกิน
ผมรู้สึกว่าเื่ของเสี่ยวอวี่ทำให้ทั้งจิตใจและร่างกายของผมเหนื่อยล้าถึงได้หลับเป็ตายแบบนี้
ผมไม่อยากคิดถึงเื่นั้นอีกแล้วพยายามบอกตัวเองว่าการที่เสี่ยวอวี่ปรากฏตัวขึ้นเป็เพียงประสบการณ์แปลกประหลาดครั้งหนึ่งในชีวิต
ไม่ว่าจะเป็ซอมบี้หรือผีผมก็หวังว่าเธอจะได้พักผ่อนอย่างสงบในเร็ววัน
ส่วนเื่อื่นๆนั้นเกินกว่าที่ผมจะเข้าใจได้ และผมเองก็ไม่มีทางตามหาความจริงทั้งหมดได้
สิ่งที่ผมอยากทำตอนนี้คือกลับไปใช้ชีวิตนักศึกษาแพทย์อย่างเงียบสงบ และในอนาคตเป็หมอที่ดีคนหนึ่ง
เมื่อปรับจิตใจให้สงบได้แล้ว ผมถอนหายใจยาวก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ผมยื่นมือออกไป หัวใจของผมก็เต้นวูบแรงจนรู้สึกได้ และมือที่เอื้อมออกไปก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
ความรู้สึกหวาดกลัวอันกดดันเหมือนครั้งก่อนกลับมาอีกครั้ง
เพราะผมพบว่า...ช็อกโกแลตที่จางเฉียงกินไปเมื่อวานตอนนี้มันกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ วางอยู่ข้างโทรศัพท์ของผม
และที่น่ากลัวกว่านั้นบนช็อกโกแลตยังมีเหรียญปีสองพันสิบแปดวางทับไว้...