บทที่ 31 ยังถือว่าตนเองเป็คนตระกูลฉินอีกหรือ (รีไรต์)
เหตุใดแม่เฒ่าฉินจึงแข็งกร้าวเช่นนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ
บิดาของแม่เฒ่าฉิน มีลูกสาวเพียงสองคนคือ ลูกสาวคนโต ฉินชุนหลาน และลูกสาวคนรอง ฉินชุนอวิ๋น เพื่อไม่ให้ตระกูลฉินขาดผู้สืบสกุล จึงต้องแต่งงานแบบฝ่ายชายเข้าบ้านฝ่ายหญิง ให้ลูกหลานใช้แซ่ฉิน
ในตอนนั้นเพื่อไม่ให้ลูกสาวทั้งสองบาดหมาง เขาจึงได้ทุ่มเงินสร้างบ้านอิฐหลังนี้ขึ้นมา และเพื่อความยุติธรรม เขายังได้เชิญผู้คนมาเป็พยาน แบ่งบ้านหลังนี้ให้ลูกสาวทั้งสองคนละครึ่ง
รวมถึงนาข้าวสามสิบหมู่*[1] และที่ดินบนูเาสิบหมู่ ก็แบ่งให้คนละสิบหน้าหมู่และห้าหมู่ตามลำดับ
ทั้งหมดนี้ ผู้าุโและมิตรสหายได้ร่วมเป็พยาน โดยแต่ละคนจะได้รับหนังสือรับรองไว้เป็หลักฐาน
ต่อมาแม่เฒ่าฉินได้ติดตามสามีไปหาญาติพี่น้องที่ชายแดน และตั้งรกรากอยู่ที่นั่น นางรู้ดีว่าชีวิตนี้อาจไม่ได้กลับมาอีก ด้วยความปรารถนาดีต่อน้องสาว นางจึงบอกกับน้องสาวว่า ให้ถือว่านางได้แต่งออกไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านล้วนยกให้น้องสาวดูแล
ทว่าทั้งหมดนี้เป็เพียงคำพูดที่พี่น้องพูดกันปากเปล่าเท่านั้น ส่วนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองต่าง ๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ในตอนนั้นเพื่อให้น้องสาวมีชีวิตที่ดีขึ้น นางจึงให้น้องสาวนำที่ดินสิบห้าหมู่ของนางไปให้ผู้อื่นเช่า แล้วนำเงินมาใช้จ่ายในบ้าน
นอกจากนี้ ในหนังสือรับรองได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บ้านหลังนี้เป็ของสองพี่น้องตระกูลฉินหรือลูกหลานของพวกเขาเท่านั้น
บ้านหลังนี้จึงเป็ของแม่เฒ่าฉินอย่างแท้จริง
อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งที่เป็ของนาง
แม่เฒ่าฉินกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มีความคิดที่จะแย่งชิงบ้านเลย พวกเขาเพียงแค่้ามาพักอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น
ตัวนางเองก็มีเงิน ค่าใช้จ่ายระหว่างทางส่วนใหญ่ก็ออกโดยหมอหลี่และเฉินฮั่นหลิน เงินหนึ่งพันตำลึงที่ได้จากการขายโสมแทบไม่ได้ใช้เลย
อีกทั้งยังมีเล่อเหนียง หนูน้อยนำโชคอยู่ด้วย นางจึงไม่กังวลเื่เงินทองเลยแม้แต่น้อย
ในชนบทแบบนี้ เงินสองร้อยตำลึงก็สามารถสร้างบ้านที่สะดวกสบายได้แล้ว
แต่เดิมนางวางแผนจะสร้างบ้านหลังหนึ่งที่นี่ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่
ใครจะคิดว่าพอนางกลับมาก็ได้ยินข่าวว่าน้องสาวเสียชีวิตแล้ว น้องเขยไม่เพียงแต่พูดจาร้ายกาจกับพวกเขา ยังไล่หลานชายออกจากบ้าน และตัดญาติขาดมิตรกับพวกเขาอีกด้วย
แม่เฒ่าฉินที่เป็คนอารมณ์ร้อน ยิ่งเห็นสภาพน่าสงสารของหลานชายและการตายอย่างเป็ปริศนาของน้องสาว ยิ่งทำให้นางโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ
แม้ไม่คิดถึงตนเอง แต่นางก็ต้องทวงความเป็ธรรมให้หลานชาย นำบ้านหลังนี้กลับคืนมา
แม้ต้องเผาบ้านทิ้ง ก็จะไม่ยอมปล่อยให้ชายหญิงคู่นั้นได้อาศัยอยู่
อย่างไรเสียในมือนางก็มีเงินทองอยู่ ถึงเวลาสร้างบ้านใหม่ก็สร้างทีเดียวสองหลังก็สิ้นเื่ ด้วยเหตุนี้นางจึงเอ่ยถามฉินเฉิงอันว่า ‘ผู้าุโสามยังอยู่หรือไม่’
โชคยังดีที่ผู้าุโสามยังอยู่ เพียงแต่แก่ชรามากแล้วแทบไม่ได้ออกไปไหน
นางจึงให้เหล่าซานกับเหล่าซื่อเข้าอำเภอไปเชิญพยานอีกคน ส่วนฉินเฉิงอันให้ไปเชิญผู้าุโสาม
ส่วนตัวแม่เฒ่าฉินเองนั้น พาลูกหลานบุกไปที่บ้านหลังนั้นโดยตรง!
เื่ราวเื้ัเหล่านี้ หยางผิงไม่มีทางล่วงรู้
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สร้างบ้านเสร็จ ในตอนที่ทำการรับรองหนังสือนั้น น้องสาวของนางยังไม่ได้เจอกับหยางผิงเลย
และบิดาของนางได้กำหนดไว้ก่อนสิ้นใจว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งเื่บ้านในอนาคต เมื่อลูกหลานของลูกสาวทั้งสองมีความสามารถแล้วให้ทางหมู่บ้านเป็ผู้ขายบ้านหลังนี้ แล้วแบ่งให้สองพี่น้องคนละครึ่ง เพื่อใช้เป็ทุนในการสร้างเนื้อสร้างตัวของลูกหลานต่อไป
เื่นี้นอกจากพยานแล้ว ก็มีเพียงพี่น้องทั้งสองและฉินเซียงสามีของแม่เฒ่าฉินกับศิษย์น้องอย่างหวังโซ่วเซิงเท่านั้นที่รู้
ดังนั้นหยางผิงจึงคิดว่า หากฉินชุนอวิ๋นตาย บ้านหลังนี้ก็จะตกเป็ของเขา
ส่วนฉินชุนหลานได้แต่งงานออกไปแล้ว ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับบ้านหลังนี้อีก
ดังนั้นในสายตาของหยางผิง การที่แม่เฒ่าฉินมาที่นี่จึงไม่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้เมื่อเฉียนเหมยเห็นผู้าุโสามหรือผู้นำตระกูล นางจึงวิ่งเข้าไปร้องไห้คร่ำครวญ
“หยางผิง เฉียนเหมย พวกเ้ามีอันใดก็พูดมา อย่าเข้ามาใกล้นัก ข้าแก่แล้วทนไม่ไหวหากพวกเ้าจะเข้ามาโถมตัวใส่”
ผู้าุโสามถือไม้เท้าถอยหลังสองก้าว เอ่ยบอกด้วยสีหน้าเ็า
ตามธรรมเนียมแล้ว หยางผิงได้แต่งเข้าตระกูลฉิน ตามลำดับแล้ว เขาควรเรียกหยางผิงว่าหลานเขย
แต่หลังจากชุนอวิ๋นตายได้ไม่ถึงเดือน หยางผิงก็แต่งงานใหม่กับเฉียนเหมย แล้วยังขับไล่เฉิงอันออกจากบ้าน ปล่อยให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง
ในสายตาของเขา หยางผิงไม่ใช่คนในตระกูลฉินอีกต่อไป เพียงแต่เฉิงอันยังเด็ก ต่อให้เขาไปทวงของที่ควรจะเป็ของเฉิงอันคืนมา เฉิงอันก็คงรักษาไว้ไม่ได้ เขาจึงได้แต่พูดจาดูถูกหยางผิง ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลเท่าใดนัก
แต่ตอนนี้ฉินชุนหลานกลับมาแล้ว นางต้องทวงความเป็ธรรมให้หลานชายอย่างเฉิงอันเป็แน่
“ท่านผู้นำตระกูล โปรดให้ความเป็ธรรมกับพวกข้าด้วย พวกมันเป็โจร บุกเข้ามาในบ้านของข้า แล้วยังทำร้ายพวกข้าจนาเ็”
“บ้านหลังนี้เป็ของข้า พวกมันร้ายกาจนัก ไม่ฟังเหตุผลใด ๆ บุกเข้ามาทำร้ายร่างกาย แล้วยังจะไล่พวกข้าออกไปอีก”
“ท่านดูสิ พวกมันทำร้ายเปียวเอ๋อร์ของข้า ข้า้าให้พวกมันขอโทษและชดใช้ค่าเสียหายให้ข้า ไม่งั้นอย่าหวังว่าเื่นี้จะจบง่าย ๆ!”
“หากท่านไม่จัดการ ข้าจะไปร้องทุกข์ที่หน้าศาล ขอความเป็ธรรมจากใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม!”
เฉียนเหมยนั่งร้องไห้โวยวายราวกับจะสื่อว่า หากไม่ให้ความเป็ธรรมกับนาง นางจะตายตรงนี้ให้ดู
นางแอบชำเลืองมองผู้าุโสาม ในใจก็ด่าทอตาแก่คนนี้ ทำไมทุกครั้งที่เขาเจอนางถึงทำท่าทางรังเกียจเช่นนี้ ทำเหมือนนางไม่อยู่ในสายตา ทั้ง ๆ ที่นางก็แต่งเข้าตระกูลฉินแล้ว ก็นับว่าเป็คนตระกูลฉินเหมือนกัน แต่นี่อะไรกัน ตาแก่คนนี้ยังทำราวกับนางเป็ตัวอะไรก็ไม่รู้ ช่างหยิ่งยโสโอหัง
ถ้านางไม่ขู่สักหน่อย ตาแก่นี่คงเข้าข้างพวกโจรแน่!
“เ้าจะไปฟ้องก็ไปสิ ไปหาท่านนายอำเภอให้เขาตัดสิน ข้าแก่แล้ว จัดการไม่ไหวหรอก”
“ชุนหลาน พวกเ้าคุยกันต่อเถอะ ตาแก่อย่างข้าหูตาฝ้าฟาง มองไม่ค่อยจะเห็น จัดการเื่เช่นนี้ไม่ไหวแล้ว!”
ชายชราจ้องมองเฉียนเหมยอย่างไม่พอใจ แล้วเดินจากไป
อย่าคิดว่าเขาแก่แล้วจะไม่รู้ความหมายแฝงในคำพูดของนาง
ชายชรารู้ดีว่าบ้านหลังนี้เป็ของพี่น้องตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินก็มีส่วนแบ่งด้วย ต่อให้เฉียนเหมยจะไปฟ้องที่ศาล คนที่เสียเปรียบก็คือพวกเขาเอง
ปีนี้เขาอายุแปดสิบปีแล้ว เดิมทีเขาก็เป็ผู้าุโอยู่แล้ว บัดนี้อายุก็มากขึ้น คนในหมู่บ้านจึงถือว่าเขาเป็ผู้มีคุณธรรมและเป็ที่เคารพนับถือ เป็เสาหลักของหมู่บ้าน
เฉียนเหมยผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ กล้าใช้คำพูดมาข่มขู่เขา นางไม่คิดบ้างหรือว่าตนเองเป็ใคร
ฉินฟู่หลินเห็นว่าผู้าุโสามกำลังจะจากไป เขาจึงเดินตามหลังไป
เขามีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้เป็เพราะผู้าุโสามช่วยชีวิตไว้ กอปรกลับเื่ชั่วร้ายหยางผิงทำแต่ละวัน เขาทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว
ตอนนี้ฉินชุนหลานกลับมาแล้ว ยังจะให้ชายชราตัดสินอีก เขาไม่เข้าไปซ้ำเติมก็ถือว่าเป็บุญแล้ว
“พี่ชุนหลาน พวกท่านคุยกันต่อเถอะ ข้ามีเื่ต้องไปทำ”
ฉินฟู่หลินเอ่ยอีกสองสามประโยค จากนั้นก็เดินจากไป
“ท่านผู้นำตระกูล ท่านอย่าเพิ่งไป ข้าแต่งเข้าตระกูลฉินแล้วก็นับว่าเป็คนตระกูลฉิน เื่นี้ท่านจะนิ่งเฉยไม่ได้!”
หยางผิงเห็นว่าผู้าุโสามกำลังจะไป จึงรีบเข้าไปขวาง
เขารู้ดีว่าหากผู้าุโสามไม่จัดการ พวกเขาต้องถูกโจรพวกนี้รุมทำร้ายจนตายแน่
หยางผิงหันไปถามฉินฟู่หลินต่อ
“อีกอย่าง ในฐานะที่เ้าเป็หัวหน้าหมู่บ้าน เ้าจะปล่อยให้คนนอกบุกเข้ามาทำร้ายชาวบ้านเช่นนี้หรือ”
คำพูดของหยางผิงทำให้ฉินฟู่หลินหยุดชะงัก เขาแค่นเสียงเอ่ยถามอย่างเ็าว่า
“หยางผิง เ้ายังถือว่าตนเองเป็คนตระกูลฉินอีกหรือ”
[1] 1 หมู่ = 666.67 ตารางเมตร