เป็นเรื่องยากที่ต่งเอ้อซื่อจะตระหนักถึงสถานการณ์ของนางอย่างชัดเจนเช่นในครั้งนี้เมื่อก่อนต่อให้อิ้นถังจะเพิกเฉยต่อนางเพียงใดก็ไม่อาจทำให้นางเปลี่ยนความคิดได้แต่ยามนี้นางถูกล้อมไปด้วยศัตรูรอบด้าน ทำลายความกล้าหาญของนางลงไปเสียจนสิ้น
"หม่อมฉันถวายบังคมองค์ชายเพคะ” ต่งเอ้อซื่อรีบพาสนมชายาทั้งหมดถวายความเคารพอิ้นถังอย่างพร้อมเพรียง
“อืม”อิ้นถังตอบเบาๆเอื้อมมือไปแตะมือหว่านซีเล็กน้อยแล้วจึงไปนั่งบนเก้าอี้
"หม่อมฉันคารวะพระชายาเพคะ" หว่านซีค้อมคำนับด้วยท่าทีสง่างามก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองต่งเอ้อซื่อที่ยามนี้พอกเครื่องประทินโฉมบนใบหน้าเสียเต็มที่ แต่กลับไม่อาจปกปิดร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้านั้นได้เห็นดังนั้นแล้วรอยยิ้มของหว่านซีก็ยิ่งกดลึกลง
มองเห็นใบหน้าอิ่มเอิบดุจผลท้อของหว่านซีในใจต่งเอ้อซื่อเอ่อล้นไปด้วยความริษยา ใบหน้าพลันแข็งทื่อทว่านางไม่อาจตอบกลับหว่านซีเหมือนก่อนได้ เพราะหากนางทำพลาดอีกครั้งหนึ่ง เกรงว่าอิ้นถังคงลุกขึ้นเดินจากไปเป็นแน่
เพราะเรื่องก่อนหน้านี้ ทำให้สถานะพระชายาของต่งเอ้อซื่อสั่นคลอนเป็นอย่างมากทุกคนต่างเบิกตากว้างรอชมดูเรื่องตลกของนางกันทั้งนั้นแต่นางไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาได้สมหวังเป็นแน่แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้ที่นางจะได้รับการให้อภัยจากอิ้นถังในทันทีทว่านางก็ไม่อาจปล่อยให้เขาถึงกับดูถูกชายาเอกเช่นนางและทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะนางได้เช่นกัน
จ้าวเจียซื่อและคนอื่นๆ มองหว่านซีที่ได้รับความโปรดปรานเช่นเคย ไม่สิควรจะกล่าวว่าได้รับความโปรดปรานยิ่งกว่าเคยด้วยซ้ำ แต่หากต่งเอ้อซื่อพระชายาทนได้แล้วพวกนางยังจะทำอะไรได้อีก
"ที่ผ่านมาข้าพบเจออุปสรรค พวกเจ้าเองก็ลำบากไม่น้อยเช่นนั้นจัดงานเลี้ยงเย็นนี้เถิด พระชายาเป็นผู้เตรียมการทั้งหมดก็แล้วกัน"อิ้นถังจิบชาร้อนและหันไปหาต่งเอ้อซื่อที่นั่งอยู่ด้านข้างพร้อมบอกเสียงเรียบ
“เพคะ” ต่งเอ้อซื่อตอบรับทันทีด้วยท่าทางนบน้อม
ยามนี้ไม่ว่าอิ้นถังสั่งการอะไรมาต่งเอ้อซื่อก็จะพยายามทำให้สำเร็จลุล่วงไปอย่างเต็มกำลัง แม้จะไม่พูดถึงเรื่องก่อนแต่เพื่อรักษาสถานะของพระชายาเอาไว้ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องจัดการทุกอย่างให้ได้ดีที่สุด
หว่านซีมองอีกฝ่ายที่มีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองสีหน้าน่ารังเกียจของจ้าวเจียซื่อด้วยแววตาเย้ยหยัน
พวกนางต่างคิดว่าอิ้นถังกลับมาอย่างปลอดภัยไร้กังวล เรื่องก็คงจบลงแล้วด้วยดี แต่ความจริงแล้วด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของเขาหากเขาโกรธออกมาเสียเลยนั่นจึงหมายความว่าเรื่องจบลงแล้วจริงๆแต่ตอนนี้เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าองค์ชายกำลังเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจรอเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยสะสางในทีเดียว
แต่นางไม่จำเป็นต้องเตือนคนเหล่านี้สักนิดบางทีการรนหาที่ตายก็นับเป็นทักษะอย่างหนึ่งเช่นกันหากทำได้ดีก็เป็นคนอื่นที่ตายแทน แต่หากพลาด ก็เป็นตนเองที่ตกลงไปตาย
เมื่อออกมาจากเรือนหลักแล้ว อิ้นถังก็ส่งหว่านซีกลับไปที่เรือนชิงอี้จากนั้นไปที่ห้องหนังสือ มีเรื่องเรือนหน้าหลายอย่างที่รอให้เขาลงมือจัดการจึงต้องพักเรื่องของเรือนหลังเอาไว้ก่อนชั่วคราว
“องค์ชาย องค์ชายสี่ส่งคนมาพบท่านบอกว่ามีเรื่องจะปรึกษาด้วยจึงขอเชิญท่านไปที่จวนพ่ะย่ะค่ะ” หลินชูจิ่วเดินเข้าไปในห้องทรงงานอย่างระมัดระวังเพื่อรายงาน
ในฐานะคนสนิทของอิ้นถังหลินชูจิ่วซึ่งรับใช้เขามานานสามารถรับรู้ถึงอารมณ์โกรธของผู้เป็นนายได้เป็นอย่างดีดังนั้นเขาจึงระมัดระวังตนเองเป็นพิเศษไม่ให้กลายเป็นเหยื่อของอีกฝ่ายได้
“พี่สี่?”อิ้นถังหยุดมือที่ถือสมุดบัญชีแล้วถาม“เวลาล่ะ”
“องค์ชายสี่ทรงต้องการพบองค์ชายในตอนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”หลินชูจิ่วตอบด้วยเสียงต่ำ
อิ้นถังวางสมุดบัญชีในมือของเขา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดว่า "เตรียมม้า ข้าจะไปหาพี่สี่สักหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินชูจิ่วก็โค้งคำนับและออกไปเตรียมตัวทันที
ในตำหนักขององค์ชายสี่ ห้องหนังสือนับเป็นสถานที่ต้องห้ามเสมอ แม้แต่พระชายาและสนมชายาคนอื่นๆที่นำน้ำร้อนน้ำชามาให้ก็ทำได้เพียงหยุดอยู่ตรงหน้าประตูเท่านั้นหากไม่ได้รับอนุญาตจากอิ้นเจินก็ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้เด็ดขาด
สตรีในเรือนหลังทุกคนต่างทราบกฎข้อนี้ดี แม้ว่าจะมีคนอยากฝ่าฝืนกฎอยู่บ้างแต่หากไม่มีคำอนุญาตจากปากของอิ้นเจิน ก็ไม่มีใครขวัญกล้าพอที่จะเข้าไป
อิ้นเจินนั่งอยู่ในห้องหนังสือด้วยสีหน้าว่างเปล่าในมือของเขาถือรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยข่าวเกี่ยวกับการลอบสังหารและเนื้อหาเกือบจะเหมือนกับที่เขาคาดเดาเอาไว้แล้ว
องค์ชายใหญ่ องค์รัชทายาท และองค์ชายแปด พวกเขาทุกคนล้วนเป็นที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้นไม่นับคนที่ลงมือทำจริงๆ แม้แต่คนที่ไม่ได้ลงมือเองก็อาจยังมีส่วนเกี่ยวข้องยุยงอิ้นถังหวังเหลือเกินว่าพวกเขาจะหายไปทั้งหมด
คนของรัชทายาทคือกลุ่มที่ลงมือกลุ่มแรกแต่แล้วตอนที่พวกเขาหนีเข้าป่ากลับมีคนไล่ล่าเพิ่มอีกเป็นสามกลุ่มตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะได้รู้ตัวพวกมันครบทั้งหมดแล้ว
“องค์ชายสี่องค์ชายเก้ามาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เกาอู่หยงกล่าวด้วยความเคารพ
"อืม ให้น้องเก้าเข้ามา!" อิ้นเจินสั่งโดยไม่เงยหน้าขึ้น
“พ่ะย่ะค่ะ"
อิ้นถังเดินเข้าไปในห้องหนังสือเมื่อกวาดสายตามองหนังสือบนชั้นวางของอีกฝ่ายแล้วเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าอิ้นเจินเองก็เป็นเช่นตัวเขาทั้งคร่ำครึและไร้อารมณ์ขันโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นอิ้นถัง อิ้นเจินยกมือส่งสัญญาณให้เขานั่งลงแล้วยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาตรงหน้า
อิ้นถังหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านเนื้อหาด้านในใบหน้าหล่อเหลาที่เดิมยิ้มแย้มก็เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำราวหมึกในทันควัน
"เยี่ยม เยี่ยมมาก..." ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งอิ้นซื่อจะลงมือฆ่าเขาได้ลงจริงๆ
เดิมทีเขาคิดเพียงว่า พวกเขาไม่อาจเดินร่วมทางได้เพียงเท่านั้นแต่ยามนี้กลับเป็นว่าเขาผู้เป็นน้องชายจะไม่เคยรู้ถึงความคิดของพี่ชายคนดีของตนเองเลยสักนิดเดียว
“น้องเก้า บางอย่างบังคับให้เกิดไม่ได้" อิ้นเจินมองไปยังน้องชายอย่างใจเย็น
เมื่อเกิดมาในราชวงศ์ ความรักนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ร้องขอมาได้ยากเย็นเหลือกำลังไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างบิดามารดากับบุตร พี่น้อง สามีภรรยาหรือแม้แต่บุตรของตน สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะมีอยู่มากมายแต่กลับไม่อาจไขว่คว้ามาได้โดยง่ายเลย
"พี่สี่เรื่องมาถึงตรงนี้แล้วท่านคิดว่าข้ายังจะเรียกร้องอะไรได้อีก ความรักฉันพี่น้องหรือ"อิ้นถังในยามนี้รู้สึกว่าเขาคือคนที่น่าหัวเราะมากที่สุด
ปล่อยมันไปเสีย ที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือร้าย เขาจะลืมมันไปให้หมดสิ้นครั้งหน้าหากคนผู้นั้นกล้ายื่นมือเข้ามาอีก เขาจะทำให้รู้ว่าอ้ายซินเจวี๋ยหลัวอิ้นถังผู้นี้หาใช่คนที่สามารถรังแกได้ง่ายๆอีกต่อไป
“พี่สี่ครั้งนี้ขอบคุณท่านมาก ต่อไปหากท่านต้องการให้ข้าช่วยอะไรข้าก็ยินดี”
"เจ้าและข้าเป็นพี่น้องกัน แล้วไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นคนที่ช่วยข้าเอาไว้หรอกหรือ"ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนั้นอิ้นเจินก็พลันหลุบเปลือกตาลงเพื่อซ่อนประกายในแววตาเอาไว้มิดเม้น
หากเป็นเมื่อก่อน อิ้นเจินเพียงต้องการเป็นองค์ชายที่ดีคนหนึ่งเพื่อใช้กำลังตนเองสนับสนุนรัชทายาทอย่างเต็มที่ตอนนี้เขากลับต้องการขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด เหนือผู้คนทุกๆ คน
เมื่อก่อนรัชทายาทเคยช่วยเหลือเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดีดังนั้นเขาจึงทุ่มเททุกอย่างเพื่อผลักดันให้พี่ชายของเขาผู้นั้นได้ครองบัลลังก์ไม่ว่าจะต้องแบกความผิดหรือเป็นโล่กันภัยอย่างไรเขาก็ไม่เคยบ่นว่าแต่ตอนนี้รัชทายาทกลับลงมือสังหารเขา ลบล้างความดีทั้งหมดที่เคยทำให้แก่เขาเอาไว้ในอดีตอย่างสิ้นเชิง
ศึกชิงบัลลังก์ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วผลลัพธ์สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความสามารถมากกว่ากัน
"พี่สี่ ท่านไม่ต้องเกรงใจหรอกข้าองค์ชายเก้าผู้นี้ไม่มีข้อดีอะไรแต่เรื่องของบุญคุณความแค้นกลับยังคงเข้าใจอยู่" ไม่ว่าอิ้นเจินจะคิดอย่างไรอิ้นถังรู้เพียงแค่ว่าหากเขาเป็นหนี้ผู้ใดก็ย่อมต้องชดใช้ผู้นั้น
แม้ว่าเขาจะไม่อาจสนับสนุนอิ้นเจินได้เหมือนที่เคยทำให้อิ้นซื่อในยามก่อนแต่เขาก็จะพยายามอย่างถึงที่สุด
“เช่นนั้นต้องขอบคุณเจ้าแล้ว”
ออกมาจากจวนขององค์ชายสี่แล้วอิ้นถังที่ยังคงหดหู่อยู่ไม่คลายก็มุ่งตรงไปยังจวนขององค์ชายสิบสองพี่น้องได้พูดคุยกันอีกครั้ง แม้ว่าอิ้นถังจะไม่ได้เอ่ยปากแต่อิ้นเอ๋อเพียงดูสีหน้าพี่ชายก็พอรู้แล้วว่าเขาอารมณ์ไม่ดีนักดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าดื่มเหล้าและพูดคุยเป็นเพื่อนพี่ชายเท่านั้นดื่มไปดื่มมาก็กลับเมามายเสียได้ กระทั่งถึงตอนกลับวังอิ้นถังก็เมาจนไม่รู้ทิศเหนือใต้แล้ว
สตรีในเรือนหลังล้วนสนใจว่าอิ้นถังจะไปที่ใด เห็นเขาเมามายเช่นนี้ก็มีแต่คนอยากจะฉวยโอกาสแต่น่าเสียดายที่ต่งเอ้อซื่อเคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อนดังนั้นหลินชูจิ่วจึงไม่กล้าปล่อยให้สตรีคนใดนอกจากหว่านซีพาเจ้านายไปแน่นอนว่าหากเจ้านายเต็มใจ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง
"เหตุใดจึงเมามายได้ถึงเพียงนี้นะ”หว่านซีมองดูอิ้นถังที่เมาจนไร้สติด้วยความแปลกใจ
“เรียนชายารององค์ชายทรงหงุดหงิดอยู่บ้างจึงแข่งดื่มเหล้ากับองค์ชายสิบมาขอรับ”นี่หมายความว่าพวกเขาต่างแข่งดื่มกันจนเมามายเช่นนี้
หว่านซีพาอิ้นถังไปที่เตียง ก่อนให้หลิวชูจิ่วออกไปแล้วจึงบอกให้ทิงจู๋นำน้ำอุ่นเข้ามาให้นางจากนั้นก็ให้บ่าวรับใช้ทั้งหมดออกไปจากห้องแล้วจึงค่อยเช็ดตัวให้เขาเพียงลำพัง
เมื่อได้ยินหลินชูจิ่วบอกว่าเขาอารมณ์ไม่ดีหว่านซีเดาว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับองค์ชายแปดอีกก็เป็นได้แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะพยายามคิดหาทางทำลาย ‘สามเหลี่ยมเหล็ก’ นั่นอยู่ตลอดเวลาและแม้ว่าต่อมานางจะไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงแตกแยกกันในที่สุดแต่หากเรื่องนี้ทำให้อิ้นถังถอยห่างออกจากใจกลางการสู้รบกันได้ นางก็ยินดี
หากแต่เมื่อเห็นบุรุษผู้นี้โศกเศร้าเพราะสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์พี่น้องหว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง
แม้จะไม่ได้ต้องการขึ้นสู่อำนาจ แต่เขาก็ทุ่มเททุกอย่างเพื่อความภักดีทว่าสุดท้ายแล้ว เขามองคนอื่นเป็นพี่น้องแต่คนเหล่านั้นมองเขาเป็นพี่น้องเช่นเดียวกันหรือไม่เล่า
โชคดีที่ชีวิตนี้แตกต่างออกไปตอนนี้ดูเหมือนว่าองค์ชายแปดจะต้องทำเรื่องผิดพลาดบางอย่างจนผลักอิ้นถังให้ห่างออกไปเรื่อยๆแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หว่านซีก็ถอนหายใจเบาๆจากนั้นจึงจุ่มผ้าเช็ดหน้าในมือลงในกะละมัง บิดน้ำออก ก่อนเช็ดศีรษะ ใบหน้าและร่างกายของเขาอย่างระมัดระวัง แล้วป้อนน้ำแกงสร่างเมาเพื่อให้เขานอนหลับสบายยิ่งขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยความกังวลถึงอิ้นถังหว่านซีจึงตื่นเช้ามากกว่าเดิมก่อนสั่งทิงเสวี่ยให้ต้มน้ำแกงที่เขาชอบดื่มจากนั้นจึงไปหาหงหมินน้อยตามปกติ
สองวันหลังจากที่อิ้นถังกลับมา นางผู้เป็นมารดากลับเอาแต่สนใจอิ้นถังซ้ำยังคอยจับตาดูว่าสตรีเรือนหลังเหล่านั้นจะทำเรื่องตลกอะไรแต่นางกลับลืมนึกถึงว่าหงหมินไม่ได้เจอมารดานานแล้วนางเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายังจะจำแม่คนนี้ได้อยู่หรือไม่
"เหลียง...เหลียง..." หงหมินน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ไม่ชัดเจนพลางยื่นมือป้อมๆมาทางมารดาเพื่อขออ้อมกอดหญิงงามทันทีที่เห็น
เห็นท่าทางน่ารักใคร่ของเด็กน้อยแล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างก่อนเอื้อมมือไปอุ้มเขาขึ้นมาในอ้อมแขน จูบเขาสองครั้งพลางเอ่ยถาม“หงหมินของแม่นอนหลับสบายดีไหม!”หงหมินน้อยที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูดเอาแต่ยิ้มแป้นพลางโคลงศีรษะเล็กๆของตนเองไปมา ท่าทางไร้เดียงสานั้นทำให้หว่านซีหัวใจแทบละลาย
เมื่อหว่านซีเข้ามาพร้อมกับหงหมินในอ้อมแขน อิ้นถังก็ลุกขึ้นแล้ว หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเขาก็กลับคืนสู่ความสง่างามสดใสดังในอดีต
“องค์ชายตื่นบรรทมแล้ว!”หว่านซีกอดหงหมินแล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
อิ้นถังก้าวไปรับหงหมินมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนตนเองอาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์บิดากับบุตร แม้จะไม่ได้พบกันมาหลายเดือนแต่หงหมินก็ไม่ร้องโยเยเมื่อเห็นอิ้นถังเข้าใกล้ตนเองตรงกันข้ามเขากลับยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันน้ำนมสองซีที่เพิ่งขึ้นใหม่แล้วใช้มือน้อยๆ ทุบอกกว้างของผู้เป็นบิดา “โอ้...เหลียง...”
ชายหนุ่มมองเด็กน้อยที่อ้าปากเล็กๆ ส่งเสียงอ้อแอ้อยู่ไม่ขาดใบหน้าฉายแววตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมองกลับไปที่ใบหน้าที่มีความสุขของหว่านซีและอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ"เจียวเจียวหงหมินของพวกเราเรียกหาคนได้แล้วหรือ!”
เห็นหว่านซีผงกศีรษะ อิ้นถังก็ยิ่งดีใจใหญ่เขารีบหันกลับมาหาเด็กน้อยพลางส่งเสียงเรียกให้เขาพูดตาม “ลูกรัก เร็วเข้ารีบเรียกบิดาเร็ว
หงหมินน้อยมองอิ้นถังด้วยดวงตาเบิกกว้างเห็นเขามีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตรงหน้าก็ไม่พูดอะไรต่ออิ้นถังร้อนรนจนต้องอุ้มเด็กน้อยเดินไปมาทั่วห้อง ปากก็ร้องเรียกไม่หยุด “ลูกรักหงหมินน้อยของพ่อ เรียกบิดาเร็วเข้า เร็ว บิดา บิดา”เพื่อให้บุตรชายเรียกบิดาสักคำ อิ้นถังถึงกับลืมภาพลักษณ์ของตนเองไปจนหมดสิ้น
มองท่าทางโง่เขลาของบุรุษตรงหน้าหว่านซีไม่เพียงหัวเราะเยาะแต่ยังล้อเลียนเขาอีกด้วย“บังคับให้หงหมินพูดนั้นไม่ง่ายเลย! องค์ชายไม่รู้อะไรหม่อมฉันเกลี้ยกล่อมให้เขาเรียกหม่อมฉันว่าแม่อยู่ทุกวัน แล้วจู่ๆ องค์ชายก็จะมาบอกให้หงหมินเรียกบิดาจะง่ายเช่นนั้นได้อย่างไร”
การเกลี้ยกล่อมเด็กให้เรียกบิดามารดาไม่ใช่เรื่องง่ายในชีวิตก่อน หว่านซีไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยนางเพียงมอบหมายทุกอย่างให้เป็นเรื่องของแม่นม แต่สำหรับชีวิตนี้นางจะดูแลชีวิตของนาง ครอบครัว สามี และลูกชายของตนเองให้ดีที่สุด
อิ้นถังแสร้งมองหน้านางอย่างไม่พอใจ ก่อนเอ่ย“ข้าออกไปทำงานข้างนอกเหนื่อยสายตัวแทบขาด เจ้ากลับไม่ยอมสอนลูกให้เรียกบิดาน่าตียิ่งนัก”
หว่านซีกลอกตามองอิ้นถังแวบหนึ่ง เดินไปข้างหน้าก่อนจะนั่งลงข้างๆ เขา“หม่อมฉันอุ้มท้องอยู่ตั้งสิบเดือนลำบากลำบนคลอดเขาออกมาแล้วยังให้เขาเรียกแม่ก่อนไม่ได้อีกหรือ องค์ชายคิดว่าหม่อมฉันสบายนักหรือไหนจะต้องจัดการเรื่องใหญ่น้อยในจวน ไหนจะต้องเป็นห่วงว่าท่านจะปลอดภัยดีหรือไม่ท่านกลับมาแล้วยังแย่งเอาลูกชายข้าไปอีก ช่างไม่สงสารผู้อื่นเสียบ้างเลย!”
เมื่อคิดถึงความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงที่เพิ่งผ่านพ้น หว่านซีก็อดยื่นมือออกไปบิดเนื้อนุ่มตรงเอวของชายหนุ่มไม่ได้
อิ้นถังอ้าปากค้าง ทว่าไม่กล้าเอ่ยปากตำหนิแม้ครึ่งคำก่อนหน้านี้เรื่องราวทุกอย่างนั้นวุ่นวายจริงๆนางเองก็แบกรับทุกอย่างอยู่เพียงลำพังเช่นกัน
“เจียวเจียวโกรธแล้วหรือ”