“ท่านปู่ข้าคงต้องตายแน่ๆ เ็ปไปหมดแล้ว” ด้วยความสงสารชายชราทำอะไรไม่ถูก จึงส่งพลังที่ตนเองมี เข้าไปช่วยเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ
แต่…นั้น กับเพิ่มความเ็ปให้กับดวงจิตของเด็กหญิง
“อ๊ากกก! กรี๊ดดดด!”
เสียงที่กรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ดวงจิตของเด็กน้อย ถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเสี้ยวจิต จุดเล็กๆ เท่านั้น ก่อนจะล่องลอยหายไป
“เซียวเหยา! ปู่ขอโทษ! ข้า้าจะช่วยเ้า แต่ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้”
“ดวงจิตเด็กน้อยผู้หนึ่ง ที่หลงเข้ามากินของเซ่นไหว้ และคอยช่วยเหลือผู้อื่นเสมอมา ในเวลาไม่นานนี้ ที่นี่มีแต่คนรู้จัก ของเซ่นไหว้มาไม่ขาดแม้สักวันเดียว”
“สิ่งที่ปู่้าจะช่วยเ้าได้ เพื่อให้หลุดพ้นจากการเ็ป มีอย่างเดียวสร้างรูปปั้นขึ้น แล้วให้มนุษย์มากราบไหว้บูชา กลิ่นธูปเทียนนี้จะช่วยเ้า แม้ว่าจะอยู่ภพภูมิที่ไหนก็ตาม” รูปปั้นเด็กน้อยวัยห้าขวบ คือสิ่งที่ชายชราคิดได้ ในตอนนี้ และจะสร้างให้ได้ แม้จะไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้วก็ตาม
กลางป่าหุบเขาเทวา ที่อยู่ของสัตว์อสูรในแดนมนุษย์
ชายหนุ่มในชุดแดงขลิบดำถือพัดสีดำ ที่มีลวดลายั เขาเป็เ้าของใบหน้า ที่ใครเห็นก็ต้องอิจฉา ทั้งหญิงและชาย ท่าทางเขาเหมือนหนุ่มสำราญ ไม่สนใจใคร
“ไม่ได้แวะมาที่นี่นาน ทำไมไข่ถึงมีสีออกแดง แล้วกลิ้งไปมาแบบนั้น หรือว่ากำลังเจ็บป่วยไม่สบาย” เขาก้มหยิบไข่ถึงมา พิจารณาดู
“ไข่ใบนี้ช่างร้อนยิ่งนัก ผ้าที่คลุมให้หลุดไปหมดแล้ว หรือว่าเ้าจะป่วยจริง” คิดได้ทั้งนั้นชายหนุ่มจึงส่งพลัง เข้าไปในไข่งู
“อืม! ได้ผลหยุดดิ้นแล้ว นอนอยู่ในรังของเ้าไปก่อน ข้ายังมีธุระต้องไปที่อื่น ไว้วันหน้าข้าจะมาดูใหม่ หวังว่าเ้าจะออกจากไข่ แล้วมีกลิ่นหอมเหมือนตอนนี้น่ะ ย้ายเข้าไปไว้ในถ้ำดีกว่า เดี๋ยวไม่สบายอีก!”
เขาวางไข่ลงอย่างเบามือ ไว้ในรังเอาผ้าคลุมไว้ ก่อนจะเดินจากไป
ดินแดนบน์
เหวินฟู่ผู้คุมกฎ ได้รับรู้ถึงเื่บางอย่าง ที่เขาทำผิดพลาดไป คือไล่ตามสามคนพ่อแม่ลูก จนเป็เหตุให้ทั้งสองโยนลูกของตัวเอง ลงไปยังโลกเบื้องล่าง
“ถ้าถูกจับได้ ก็แค่ถูกลดตบะการบำเพ็ญเพียรลง ส่วนลูกก็ไม่ได้ถูกสังหารทิ้ง อย่างมากก็จับให้ไปอยู่ที่โลกเซียน หรือว่าพวกเขาจะใ ถึงกับโยนลูกทิ้ง”
“ไม่น่าจะเป็ไปได้! ถ้ากลัวก็ต้องอุ้มลูกไว้แนบอก ใก็แค่โยนลูกไปข้างหน้า ไม่ใช่ใช้พลังที่มี โยนลูกออกไปไกลขนาดนั้น แล้วคำสั่งจากสภา์มันคืออะไร” เหวินฟู่นั่งพูดกับเสือดำตัวใหญ่ สัตว์อสูรของเขา
กาลเวลาผันผ่าน วันแล้ววันเล่า เหมือนกระแสน้ำที่ไม่เคยไหลกลับ ใบไม้เปลี่ยนสีจากสีเขียวชอุ่ม เป็สีเหลืองทองและร่วงลงลงสู่พื้น เป็สัญญาณบอกว่าฤดูกาลได้พัดผ่านไปอีกครั้ง
หนึ่งพันปีต่อมาที่แดนมนุษย์ นับั้แ่มีไข่ตั้งอยู่ในรังงู
แสงสีทองที่ฉาบทับท้องฟ้า เป็สัญญาณบอกว่า กาลเวลาได้หมุนเวียนมาจุดเริ่มต้น ที่งดงามอีกครั้ง แต่…มีมุมหนึ่งที่แสงเข้าไม่ถึง
ท่ามกลางหุบเขาอสูรที่มืดมิด เต็มไปด้วยไอหมอกพิษ มีเพียงถ้ำลึกแห่งหนึ่ง ที่เหล่าสัตว์ร้ายต่างไม่กล้ากล้ำกราย ภายในถ้ำนั้น มีซากเปลือกสีนวลของไข่ขนาดใหญ่แตกกระจาย อยู่บนกองใบไม้แห้งกลางถ้ำ
และกลางโถงถ้ำ เด็กสาวในชุดสีเหลือง นั่งขดตัวอยู่ท่ามกลางฝูงงูนับร้อย ที่เลื้อยผ่านกายของนางไปมาอย่างเป็มิตร พวกมันต่างเฝ้ามอง
เซียวเหยาในวัยสิบสี่ปีลืมตาขึ้น ดวงตาของนางเหมือนเปลี่ยนสีได้ เดี๋ยวดำเดี๋ยวสลับเป็สีอำพัน
‘ที่นี่คือที่ไหนกัน หรือว่าเรากลับมาที่รังไข่ เรามีร่างกายเนื้อแล้ว อย่างนั้นหรือ’ นางพูดพร้อมกับยกมือขึ้นมาดู และมองไปรอบตัว เปลือกไข่ที่แตกอยู่บนพื้น
‘ข้าโตแล้ว! เราอยู่ในไข่นั้นนานเท่าไหร่ ตอนนั้นที่เราเจ็บหนัก แล้วดวงจิตก็ลอยมาอยู่ในไข่ ด้วยความเจ็บป่วย และทุกข์ทรมาน จนกระทั่งรู้สึกว่ามีพลังถูกส่งมาจากข้างนอก ช่วยให้ความเ็ปหายไป แล้วเราก็เหนื่อยจนหลับ’
‘ตื่นมาอีกทีหนึ่ง ข้าก็โตแล้ว!’
‘ทำไมถึงรู้สึกเจ็บที่หน้าอก’ นางยกมือขึ้นกุมหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ มันไม่ใช่อาการเจ็บป่วย แต่เหมือนกับมีบางสิ่ง ที่กำลังดิ้นรน จะออกมาจากข้างในร่างกายของนาง
‘มีสิ่งใดที่อยู่ในนี้กัน ทำไมถึงรู้สึกร้อนรุ่มราวกับไฟเผา’ มีเกล็ดสีทองจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นที่ลำคอและข้อมือ ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว โดยที่นางไม่ได้สังเกตเห็น
“หิว…ข้าหิวเหลือเกิน” เสียงของนางแหบแห้ง เมื่อเปล่งเสียงออกมา
“โอ๊ย! อะไรที่วิ่งวนอยู่ในหัวข้า?” ในหัวกลับมีเสียงสะท้อน ของอักขระโบราณนับหมื่นตัว วิ่งพล่านไปมา
ทันใดนั้น… แสงสีทองเจิดจ้า พุ่งทะลุออกมาจากกลางอกของนาง! แสงนั้นพุ่งแรงจนทำให้ฝูงงูรอบกาย ทั้งหลายต่างหมอบกราบชูคอขึ้นรับไอเทพ ที่แผ่ออกมา
‘นี่คือแสงอะไร ถึงได้สว่างจนแสบตาแบบนี้’ ’
มันคือคัมภีร์ที่ไร้ตัวตนเล่มหนึ่ง ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเซียวเหยา มันขยับหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าไปมา ก่อนจะหยุดตรงที่หน้าหนึ่ง ซึ่งสลักคำว่า ‘จุติ’
ในพริบตานั่นเอง กลิ่นหอมประหลาด ที่คล้ายดอกไม้์ผสมกับกลิ่นเทพ ก็พุ่งกระจายออกจากปากถ้ำ ข้ามผ่านหุบเขาอสูร และลอยสูงขึ้นไปจนถึงชั้นฟ้า
บนวิมานเทพผู้คุมกฎ
ชายวัยกลางคนในชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน ที่กำลังถือม้วนคัมภีร์ ตรวจสอบความเรียบร้อยของชาว์ ถึงกับชะงักกะทันหัน เขาขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเ็าจ้องมองไปยังโลกเบื้องล่าง
“กลิ่นอายเทพบริสุทธิ์… เหตุใดจึงไปปรากฏอยู่ ในป่าอสูรแดนมนุษย์กัน?” เขาวางคัมภีร์ลงด้วยมือที่สั่นเทา
“หรือว่าสิ่งที่ข้าทำพลาดไปเมื่อสิบสี่ปีก่อน ของแดน์ จะยังไม่จบลง!”
ขณะเดียวกัน ที่ยอดเขาแดนเทพอสูร…
ชายหนุ่มผมยาวสีดำขลับในชุดสีแดงเพลิง กำลังนั่งไขว่ห้างโยนเนื้อไก่หยกเข้าปาก เขาหยุดกึก พร้อมกับยกยิ้มเ้าเล่ห์ที่มุมปาก ดวงตาสีแดงทับทิมเป็ประกายตื่นเต้น
“ในที่สุด…กลิ่นหอมที่เข้าเฝ้ารอ ก็ส่งกลิ่นหอมออกมาจากไข่เสียที ถึงเวลาที่ข้าคนนี้ จะได้เห็นงูน้อยแล้ว”
ชายหนุ่มสะบัดพัดในมือหนึ่งครั้ง ร่างของเขาคล้ายมีหมอกดำปกคลุม เขาเดินทางด้วยอาวุธเวท มุ่งหน้าไปยังรังงู ที่แสงสีทองกำลังเจิดจ้า ท้าทายกฎ์
“หิวอะไรอย่างนี้! ต้องไปหากินผลไม้ก่อนแล้ว” เซียวเหยาวิ่งออกจากถ้ำ ด้วยความไวเพราะความหิว วิ่งไปตามทางที่พอจำได้ ว่ามีต้นไม้อยู่
“ตอนนี้ข้ามีร่างจริงแล้ว ต้องชิมผลไม้ที่อยู่ในป่านี้”
“แหวะ! ลูกก็งามสีก็สวยรสชาติไม่อร่อยเลย ของเซ่นไหว้ยังอร่อยกว่าเสียอีก ยังมีอีกหลายที่ในป่านี้”
“นี้เ้ากำลังหา ผลไม้ที่อร่อยอยู่หรือ ข้ารู้ว่ามันอยู่ที่ไหนตามข้ามา” เ้าของเสียงเล็กแหลม คือนกน้อยขนสีชมพูอ่อน ขนที่หน้าอกมีสีขาว
“โอ้! สีของเ้าช่างสวยจังนกน้อย เ้ารีบบินนำทางข้าไปเลย มันอยู่ตรงไหน” นางวิ่งตามนกน้อยไป อย่างไม่ลดละ เพราะความหิว
นกน้อยพาเข้าไปในพื้นที่สีเขียวเข้ม กว้างประมาณยี่สิบหมู่เท่านั้น
“ผลไม้มีเยอะเลย ขอบใจเ้ามาก นกน้อย!” นางไม่สนใจสิ่งใดอีก รีบปีนขึ้นไปเก็บผลไม้กิน
“อร่อย กรอบหวานแล้วก็หอมด้วย อย่างนี้สิ ค่อยน่ากินหน่อย”
“นกน้อยแล้วเ้าไม่กินรึ หรือว่าผลใหญ่เกินไปเ้ากินลำบาก มาข้าแกะให้” เซียวเหยา ยื่นผลไม้ที่บิเป็ชิ้นเล็กน้อย ให้กับนกน้อยได้กิน
ป่าสีเขียวที่เซียวเหยาเข้ามา เหมือนเป็สถานที่ลับ กลิ่นหอมที่ติดตัวถูกปิดกั้น ไม่มีหลุดรอดออกไปจากป่า และมีสมุนไพรบางตัวที่อยู่ในป่านี้ สามารถกักเก็บกลิ่นได้ดี
“ดูเหมือนที่นี่ จะทำให้กลิ่นตัวของข้าหายไป ดีจังเลยกลิ่นมันแรงไป” นางนั่งกินผลไม้ อย่างมีความสุข
เพราะกลิ่นที่หายไป ทำให้คนที่ตามกลิ่นมา เจอแต่ซากไข่ในถ้ำเท่านั้น ไม่สามารถตามกลิ่นต่อไปได้อีก
เซียวเหยา เดินเที่ยวกินผลไม้ในป่า อย่างเพลิดเพลิน โดยมีนกน้อยสีชมพู บินวนเวียนอยู่ข้างกาย
“ป่าสีเขียวตรงนี้ ตอนข้าเป็ดวงจิตทำไมถึงไม่เห็นกันนะ วิ่งเล่นอยู่ในป่าตั้งนาน แต่ทำไมถึงไม่มีสัตว์อสูรอยู่ในนี้กัน”
“ข้าไม่รู้สัตว์พวกนั้น ทำไมไม่กล้าเข้ามาในป่านี้ มาถึงแค่ทางเข้าก็พากันกลับแล้ว ต้องไปถามพวกมัน”
“พวกมันอาจจะชอบกลิ่น สมุนไพรในนี้ก็ได้ ไม่มีอสูรก็ดีแล้ว จะได้ไม่มีใครแย่งกินผลไม้”
เซียวเหยาเดินในป่า ปีนต้นนั้นทีต้นนี้ที จนรู้สึกหิวน้ำ
“นกน้อยเ้าเห็นน้ำอยู่ตรงไหนบ้าง ข้าเริ่มหิวน้ำแล้ว”
“มีอยู่ข้างใน ตามข้ามา!” เซียวเหยาวิ่งตามนกน้อย มาจนถึงลำธารเล็กใส ที่ไหลรินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“น้ำใสมากมันไหลออกมาจากรากไม้ อืม! รสชาติดี ไม่เหมือนน้ำเปล่าธรรมดาเลย เสียดายไม่มีอะไรมาใส่ อย่างนี้ถ้าข้าหิวก็ต้องวิ่งมาที่นี่ใช่หรือไม่นกน้อย”
“ข้าก็ทำแบบนั้น เวลาหิวน้ำข้าก็จะบินมากินที่นี่”
“จะหาอะไรมาใส่น้ำดี ข้ามีแต่สองมือเท่า ที่ออกมาจากไข่ ดีที่เนื้อตัวมีเสื้อผ้าห่อหุ้ม ไม่อย่างนั้นข้าคงจะวิ่งตัวเปล่าเปลือย ในป่าเป็แน่”
“ใครบอกว่าเ้ามีสองมือ เ้ายังมีพลังในตัว ไม่อย่างนั้นคงไม่วิ่งในป่าได้ ปีนเก็บผลไม้ที่ต้นสูงได้”
“ก็พอมีอยู่บ้าง แต่ยังไม่มากพอ ที่จะเสกสิ่งของมาใส่น้ำได้”
“ของที่จะเอามาใส่น้ำ จะว่ามีก็มีอยู่นะ มีผลที่พอจะใส่น้ำได้ มันห้อยโตงเตง อยู่ตามเครือเถาวัลย์ ลูกที่แห้ง ตัดแล้วน่าจะใส่น้ำได้ เ้ามีพลังก็เสริมเข้าไป แค่นี้น่าจะใช้ได้แล้ว ไปดูกันไหมมันอยู่ไกลถึงสุดเขตป่าสีเขียวเลย”
“ไปสิข้าสนใจ! ไม่รู้ว่าต้องอยู่ในป่าอีกนานเท่าไหร่!”
“ข้าคงกลับไปในแดนมนุษย์ไม่ได้แล้ว มันไกลมาก ตอนนั้นข้าเป็ดวงจิตที่ล่องลอย เดินทางได้ไว แค่กำหนดจิตเท่านั้น แต่ถ้าให้เดินทางด้วยเท้าคงใช้เวลาเป็ปี กว่าจะเดินทางออกจากป่าอสูรที่กว้างใหญ่ไปได้”
นกน้อยบินทำทางพาเซียวเหยา เดินลึกเข้าไปในป่า ติดกับเขาลูกใหญ่
“นี่มันคือผลน้ำเต้า มันน่าจะใส่น้ำได้นั่นแหละ ข้าขอเลือกดูก่อน”
“เ้าเลือกธรรมดา อาจจะได้ลูกไม่ดี ให้ใช้พลังที่มีเลือก!”
เซียวเหยาก้าวถอยออกมา ส่งพลังจากฝ่ามือเข้าไปที่ผลน้ำเต้า หมุนวนไปรอบๆ มีลูกน้ำเต้าลอยขึ้นมาหลายลูก แต่ไม่ได้หลุดจากขั้ว จนมีลูกหนึ่งที่มีพลัง ลอยสูงขึ้นหลุดออกจากขั้ว แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง
“เ้าใช่ไหมที่มีพลังเยอะกว่าใครในต้น?” เซียวเหยาจับน้ำเต้า ส่งพลังไปทำความสะอาดข้างใน และตัดจุกออกเสริมพลังเข้าไป เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็นออกมาข้างนอกได้ แล้วใส่น้ำได้จำนวนเยอะ
“เรียบร้อยแล้วนกน้อย เรากลับกันเถอะ แถวนี้ติดกับเขาไม่มีอะไร กลับไปกลางป่ากันเถอะ รอให้ข้าพักผ่อนจนมีแรงแล้ว ค่อยหาทางออกจากป่ากัน”
เซียวเหยาใช้ชีวิต อยู่ในป่าสีเขียวได้เจ็ดวัน จนรู้สึกว่าพลังในตัวเริ่มคงที่แล้ว หลังจากที่่แรก สะเปะสะปะไปหมด ไหนจะกลิ่นที่กระจายไปทั่วป่า ตอนนี้แทบไม่มีแล้ว แสงสีขาวที่มีตามลำตัวก็หายไป
“นกน้อยเดินทางออกจากป่าสีเขียวกันเถอะ ข้ารู้สึกสบายตัวดีแล้ว เราต้องหาทางออกจากป่า ไม่อย่างนั้นข้าต้องกลายเป็คนป่า ไปทั้งชีวิตแน่ แต่…ถ้าเ้าไม่อยากไปก็ไม่เป็ไร ข้าจะหาทางเดินไปเอง”