ตอนที่รู้สึกตัวอีกครั้ง เด็กสาวััถึงพื้นที่กำลังโคลงเคลงไปมา มู่เชียนลืมตาขึ้นพลางมองไปรอบด้าน นางกำลังนอนอยู่ในรถม้าขนาดใหญ่ ปราณในร่าง..ยามนี้ถูกอักขระเวทย์ขั้นสูงสะกดไว้มิอาจนำออกมาใช้ได้ ที่สำคัญตรงหน้านางไม่ไกล ‘เทียนหง’ ผู้นั้นก็อยู่ในรถม้าด้วย
บุรุษผู้นั้นกึ่งนั่งกึ่งเอนในอิริยาบทค่อนข้างผ่อนคลาย เขาใช้มือข้างหนึ่งรองศีรษะไว้ ขณะจ้องมองเด็กสาวที่หลับสนิทอย่างเพลินตา เมื่อเห็นนางฟื้นขึ้นและมองมาก็ส่งยิ้มบางเบาให้นางแทนการทักทาย
มู่เชียนนึกทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้าครู่หนึ่งก่อนจะฝืนลุกนั่ง ดวงตาสีน้ำตาลหลุบลงมองมือสองข้างด้วยท่าทางเฉยชา ทั้งที่ใจของนางยังคงสั่นไหวกับรอยยิ้มเทพเซียนนี้อย่างน่าโมโห
‘น่าตายนักถูกเขาหลอกมาขายแล้ว ยังจะเพ้ออะไรอยู่ได้ !!! ’ มือเล็กสองข้างใต้แขนเสื้อกำหมัดจิกฝ่ามือแน่นด้วยความโกรธตนเอง อากัปกิริยานี้ย่อมไม่พ้นไปจากสายตาผู้ที่กำลังจ้องมอง
“ยามนี้เราอยู่นอกเมืองหนาน เ้าหลับมาหนึ่งวันแล้ว ส่วนจะไปที่ใด.. เ้าก็คงเดาได้”
มู่เชียนเงยหน้าขึ้น มองสบดวงตาสีเทางดงามนั้นครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงนิ่ง
“ให้ข้าทำงานรับใช้ต้าเยว่ทั้งที่ไม่เต็มใจ…หากข้าคิดทรยศ ท่านไม่กลัวว่าจะเป็การชักศึกเข้าบ้าน ไม่กลัวองค์าากล่าวโทษหรือ ?”
“พระองค์ไม่คิดมากหรอก…” เสียงทุ้มเอ่ยเบาสบาย
มู่เชียนเห็นชายผู้นี้ไม่แม้แต่จะหยุดคิดก็บอกปัดออกมาง่ายๆ ไม่ทราบเพราะาาแห่งต้าเยว่จิตใจกว้างขวาง หรือเขาคิดว่าเด็กอย่างนางไม่มีปัญญาก่อเื่ใหญ่โตกัน
‘หึ…น่าจะเป็อย่างหลัง !’ เด็กสาวพ่นลมหายใจก่อนจะตวัดสายตาหนีไปอีกทาง ท่าทางเช่นนั้นทำให้ดวงตาของเยว่เทียนหงยิ่งเปล่งประกายสนุกสนาน
‘อืมม...ไม่ได้รู้สึกสบายใจเช่นนี้มานานแล้ว’ ร่างสูงคลี่ยิ้มบาง ผ้าเช็ดหน้าสีขาวเนื้อดีผืนหนึ่งปรากฏขึ้น เขาหลุบตาลงพับผ้าในมือเป็ทบเล็กๆอย่างตั้งใจ
“อีกไม่นานเสี่ยวจิ้งของข้าก็จะปรากฏตัวแล้วนะ” เสียงใสเอ่ยคล้ายข่มขู่ แต่คนตรงหน้ากลับไม่มีทีท่าหวาดเกรง
“ก็แค่สัตว์อสูรขั้นมหายุทธ์เท่านั้น ขอเพียงพ้นจากรัศมีภูติพฤกษาไป ข้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว”
‘จริงสินะ เสี่ยวจิ้งเคยบอกว่าปราณของคนผู้นี้สูงถึงขั้นเหนือยุทธ์ ฝีมือของเขาเสี่ยวจิ้งคงทำอะไรไม่ได้ ที่สำคัญ…ดูเหมือนในตัวเขาจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เสี่ยวจิ้งหวาดกลัวด้วยซ้ำ! ’ ใบหน้าเล็กเริ่มเคร่งเครียดเมื่อพบว่าไม่อาจหาทางหลบหนีจากสถานการณ์นี้ไปได้
ดวงตาสีเทามองสำรวจเด็กสาวอีกครั้ง จากที่คนของเขาสืบมา นางเป็เพียงคุณหนูตระกูลผู้พิทักษ์ที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่เห็นค่า กระทั่งวันหนึ่งได้สัตว์อสูรร้ายกาจ และแสดงพร์ด้านปราณยุทธ์ออกมา จึงค่อยได้รับความสำคัญจากพวกปลิ้นปล้อนในตระกูล
ครั้งแรกที่รับรู้.. เยว่เทียนหงรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างหนัก เด็กคนนี้เป็ผู้มีพร์ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ทั้งยังมีจิตใจดีงามทำให้เขารู้สึกถูกชะตากับนางมาก เพื่อเป็การตอบแทนน้ำใจ เดิมทียังคิดจะมอบตำแหน่งสำคัญในราชสำนักให้ด้วยซ้ำ... คิดไม่ถึงนางยัง้าจะกลับไปรับใช้ตระกูลบัดซบนั่น
‘นางยังเด็กอาจไม่รู้จักเลือกสิ่งที่ดีให้กับตนเอง ต่อไปหากดูแลอย่างดีย่อมสามารถเปลี่ยนใจนางได้’ เยว่เทียนหงคิดแล้วก็แปลกใจตัวเอง ไม่รู้เหตุใดยามอยู่ใกล้นางเขาจึงอารมณ์ดีนัก ข้อยกเว้นมากมายถูกนำมาใช้กับคนตรงหน้า ทั้งที่หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่น... กล้าปฏิเสธความ้าของเขาคงถูกเขาฆ่าตายอย่างอนาถไปนานแล้ว !
นับแต่กระจกรัตติกาล จิตใจของเขาก็ถูกกัดกร่อนด้วยปราณชั่วร้ายของมันมาโดยตลอด สิ่งที่ผู้อื่นเห็นคือ นิสัยที่เคยอ่อนโยนมีเมตตากลับเปลี่ยนเป็เ็าและโหดร้าย … แท้จริงมีเพียงเยว่เทียนหงที่รู้ว่า ตนเองต้องใช้พลังใจมากมายเพียงใดเพื่อต่อสู้กับปราณบ้าคลั่งโหดร้ายที่พยายามกลืนกินจิตใจเขาอยู่ตลอดเวลา !!!
อารมณ์และความรู้สึกในด้านลบถูกทวีคูณขึ้นหลายเท่า ทุกครั้งในยามต่อสู้เขาััได้ถึงความปรารถนาจะทำลายล้าง หลายครั้งที่ควบคุมความ้านั้นไม่อยู่จนเกือบจะคลุ้มคลั่ง !!
แม้ในสถานการณ์ปกติ..พายุแห่งความมืดในตัวของเขาไม่เคยหยุดพัก ไม่มีสักขณะจิตที่เขาจะปล่อยวางความระมัดระวังในตัวเองลงได้... ชีวิตดั่งสายพิณที่ถูกขึงตึงแน่นแถมยังมีมีดคมกริบจ่ออยู่้านั้นเป็เช่นไร ชีวิตที่ไม่รู้ว่าวันใดจะต้านทานปราณมืดเหล่านี้ไม่ไหวและสูญเสียความเป็ตัวเองไป …จนวาระสุดท้ายที่ต้องปล่อยให้กระจกรัตติกาลกลืนกินเช่นอดีตาาทั้งหลาย…
อยู่กับความรู้สึกเช่นนี้นับสิบปี.. เยว่เทียนหงยังคงสติไว้ได้ก็สมควรขอบคุณฟ้าดินแล้ว
กระทั่งวันที่ได้พบมู่เชียน... เพียงแค่สบตาเขาก็ััได้ถึงความสงบในจิตใจที่ห่างหายไปนาน... ยิ่งอยู่ใกล้กันความฝืนทนความระมัดระวังใดก็ล้วนไม่จำเป็อีกต่อไป…รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าแทบตลอดเวลานี้ เป็หลักฐานยืนยันว่า…
บางอย่างในตัวนางสามารถสยบปราณชั่วร้ายในร่างของเขาได้…!!
“พาข้าไปต้าเยว่…ท่านอาจเสียใจภายหลังนะ ! ” เด็กสาวเอ่ยเสียงขุ่นอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ ภารกิจหลักของนางคือการทำลายกระจกรัตติกาลสมบัติของแคว้นต้าเยว่ หากอำนาจของกระจกหายไป แคว้นของเขาอาจถึงขั้นล่มสลาย คนผู้นี้ยืนกรานจะพานางไปนั่นคือฆ่าตัวตายชัดๆ
ได้ยินเด็กสาวข่มขู่ครั้งแล้วครั้งเล่า เยว่เทียนหงจึงคิดกลั่นแกล้งให้ปากเล็กๆนั่นสงบลงบ้าง เขาเอื้อมมือไปดึงร่างบางเข้ามาใกล้อย่างถือวิสาสะ รับรู้ถึงกระแสอบอุ่นที่แล่นวาบผ่านเข้ามาก็ยิ้มพึงพอใจ
ไม่สนการดิ้นรนของนาง มือข้างหนึ่งยึดใบหน้าเล็กมอมแมมของนางเอาไว้ แล้วค่อยๆใช้ผ้าเช็ดหน้าทำความสะอาดคราบเปื้อนบนแก้มใสออกอย่างแ่เบา ดูแลทะนุถนอมราวกับนางเป็สมบัติล้ำค่าที่หายาก…
เป็สมบัติล้ำค่าของเขา…
“ข้ายินดีทดลองดู” เสียงทุ้มเอ่ยท้าทาย ดวงตาสีเทาที่มองมานั้นเปล่งประกายทรงอำนาจและเผด็จการยิ่ง
มู่เชียนใจเต้นแรงขึ้นกว่าทุกครั้ง ใบหน้าเล็กร้อนฉ่าด้วยความใกล้ชิดที่ได้รับ เด็กสาวสะบัดหน้าออกจากการยึดกุมของเขาทั้งพยายามรั้งตัวออกห่าง ทว่าชายหนุ่มไม่ยินยอมให้นางทำเช่นนั้น รอยยิ้มหล่อเหลากว้างขึ้นขณะที่ประกายสีเทายิ่งวาววับ แรงยึดที่ใบหน้านางแรงขึ้นอีกคล้ายฝ่ายตรงข้ามอยากเอาชนะ กระทั่งปราณกดดันยังถูกปล่อยออกมา ทำให้นางขยับตัวไม่ได้ ได้แต่เบิกตามองเขาััใบหน้าของตนตามใจ ...ต่อเมื่อเห็นว่าใบหน้าเล็กใสสะอาดดีแล้ว จึงค่อยปล่อยนางเป็อิสระ
หลุดจากพันธนาการ มู่เชียนก็ตะเกียกตะกายถอยหลังไปจนสุดรถม้า ใบหน้าเล็กแดงก่ำ สีหน้าทั้งเขินอายและโกรธเกรี้ยวนั้นทำให้เยว่เทียนหงส่งเสียงหัวเราะเบาๆออกมา แสงสีเทาในดวงตาคู่นั้นกะพริบพราวระยับด้วยความขบขันและความพึงพอใจ
วันต่อมา ขบวนรถม้าของพวกเขาเดินทางมาเกือบถึงชายแดนแคว้นทางด้านเหนือ ขณะกำลังจะเข้าสู่พรมแดนแคว้นฉู่ เยว่เทียนหงพลันลืมตาขึ้น ดวงตาสีเทาเปลี่ยนเป็เข้มจัดจนเกือบดำ
“มีคนร้าย …!!” เสียงของฟู่หลิงะโจากนอกรถม้า ขณะองครักษ์ ‘หู่’ ทั้งห้าคนรีบเข้ามาล้อมรถม้าไว้ตรงกลาง
ห่างออกไปไม่ไกลกลุ่มชายปิดหน้าในชุดสีขาวราวห้าสิบคนปรากฏตัวขึ้น บนอกเสื้อของพวกเขาปักสัญลักษณ์พระอาทิตย์สีเงินดวงหนึ่งไว้
“ตอนนี้ยังมีอิทธิพลจากภูติพฤกษากดข่มอยู่ มีแต่ต้องจัดการเขาที่นี่จึงจะสำเร็จ !” ชายชุดดำคนหนึ่งะโบอกพรรคพวก จากนั้นกลุ่มคนร้ายก็เข้าโจมตีทันที
พวกฟู่หลิงตรงเข้ารับมือคนกลุ่มนั้น ... เสียงอาวุธ และะเิปราณปะทะกัน แม้ฝ่ายคนชุดขาวจะมีจำนวนมากกว่า ทว่าผู้อารักขาทั้งหกรอบรถม้าฝีมือแกร่งกล้า ฝ่ายตรงข้ามโจมตีรุนแรงเพียงใดกลับไม่มีแม้สักคนที่สามารถฝ่าวงล้อมเข้ามาใกล้รถม้าได้….
โดยไม่มีผู้ใดสังเกต... แสงสีฟ้าเส้นบางๆพลันเคลื่อนตัวจากแนวป่า … ผีเสื้อปีกสีฟ้าขนาดเล็กตัวหนึ่งบินเข้ามา เป้าหมายของมันคือรถม้าที่อยู่กลางวงล้อมนั้น
“ บรึ้มมม!!!” รถม้าที่ถูกปีกบางๆกระทบเข้าพลันแตกสลายเป็จุล สร้างความแตกตื่นให้ผู้ติดตามทั้งหกอย่างยิ่ง
“นายท่าน !”
ร่างสูงในชุดสีดำยามนี้ลอยอยู่กลางอากาศ มือข้างหนึ่งอุ้มเด็กสาวร่างเล็กไว้แนบอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ ผีเสื้อผ่านฟ้าระดับจ้าวอสูร ? ‘เยว่เทียนหลี’ คราวนี้เ้าคงทุ่มหมดหน้าตักแล้วสินะ! ”
มู่เชียนที่ถูกวงแขนแกร่งรัดไว้บนอากาศ ปลายจมูกได้กลิ่นหอมหญ้าสนยามฝนตกก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น ก่อนจะตกตะลึงไปกับประสบการณ์แปลกใหม่นี้
‘ที่ยืนเท้าเปล่าอยู่บนฟ้าสูงลิบนี่คือข้าหรือ…!!!’
เด็กสาวเคยได้ยินเสี่ยวจิ้งเล่าว่าหากสำเร็จขั้นราชันย์ยุทธ์จะสามารถลอยไปมาในอากาศได้คล้ายเทพ ทว่าสำหรับผู้ที่เติบโตมาในแคว้นต้าหนาน ระดับราชันย์ยุทธ์และการโบยบินบนท้องฟ้านั้นช่างเป็เื่ไกลตัวอย่างมาก ยิ่งเป็มู่เชียนในโลกมนุษย์ยิ่งไม่เคยคาดฝันมาก่อน
“เยว่เทียนหง แคว้นเฟยหยางของเราขอเป็ผู้กำจัดเ้า เพื่อความสงบของใต้หล้า !!! ”เสียงะโดังขึ้นจากป่าอีกด้าน พร้อมกับกลุ่มคนชุดขาวอีกชุดที่เพิ่มเข้ามา
หากเปรียบแสงและความมืดคือศัตรูโดยธรรมชาติแล้ว แคว้นเฟยหยางแผ่นดินแห่งแสงสว่างก็คือศัตรูอันดับหนึ่งของแคว้นต้าเยว่แผ่นดินแห่งความมืด ทว่าเยว่เทียนหงรู้ดีว่ายามนี้... ผู้ที่หวังให้เขาตายมากที่สุดกลับเป็ ‘เยว่เทียนหลี’ พี่ชายร่วมสายเืผู้นั้นต่างหาก !!
“ หึ…เพียงแค่ใส่เครื่องแบบทหารแคว้นเฟยหยางก็คิดจะหลอกข้า ? พวกเ้าไร้เดียงสา หรือคิดว่าข้าโง่กัน…!!
เสียงทุ้มเย็นเยียบหัวเราะออกมากลับทำให้ใจคนสั่นสะท้าน ใบหน้างดงามดุจเทพนั้นเ็ายิ่งกว่าน้ำแข็งสลัก เส้นผมสีดำยาวพลิ้วสยายกลางอากาศ ไอปราณสีดำสนิทแผ่ออกมาจากร่างเขารุนแรงขึ้นทุกขณะ
ยามนี้ไกลจากภูติพฤกษาพอควร เขาจึงสามารถใช้ปราณธาตุมืดได้ราวหนึ่งในร้อยส่วนแล้ว …!!
‘หนึ่งในร้อยส่วนยังน่ากลัวเพียงนี้ ?!’ กลิ่นอายมรณะจากผู้เทียบชั้นราชันย์แพร่กระจายอยู่ในบรรยากาศ ศัตรูนับร้อยเบื้องล่างต่างยืนนิ่งตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่อาจควบคุมได้
“รีบโจมตีเร็วเข้า !” เสียงะโจากผู้เป็หัวหน้าดึงสติกลุ่มคนชุดขาวให้กลับมาอีกครั้ง ธนูปราณกว่าร้อยสายปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า พริบตาเดียวก็ถูกยิงออกมาพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายคือร่างของเยว่เทียนหงที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“เปรี้ยง…!!” ธนูกว่าครึ่งตกกระทบเกราะปราณสีดำทมิฬแล้วก็ะเิสลายไป มีเพียงไม่กี่ดอกที่สามารถพุ่งเข้ามาใกล้ร่างสูงได้ ทว่าเขาก็สามารถพลิ้วกายหลบไปอีกด้านได้อย่างสบาย
เยว่เทียนหงชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้าแล้วฟาดออกไปเบาๆ ลูกธนูปราณมืดกลุ่มใหญ่นับพันดอกพลันสาดไปยังกลุ่มคนร้าย… พวกเขาต่างอ้าปากค้างกับความรวดเร็วของการควบรวมปราณ ไม่ทันกะพริบตาด้วยซ้ำธนูห่านั้นก็พุ่งเข้ามาแล้ว
กลุ่มคนชุดขาวแตกฮือกันไปคนละทิศละทาง ด้วยธนูเ่าั้มีจำนวนมากทั้งยังรวดเร็วยิ่งนัก ชายชุดขาวกว่ายี่สิบคนที่หลบไม่ทัน ล้วนถูกธนูปราณนับร้อยแทงทะลุร่าง ล้มลงขาดใจตายไปในพริบตา
คนร้ายอีกห้าสิบคนพลันปรากฏขึ้น คราวนี้มาจากป่ารกข้างทาง พวกเขาหลบอยู่หลังต้นไม้ ผลัดกันยิงธนูปราณเข้าใส่ร่างของเยว่เทียนหงและมู่เชียน เนื่องเพราะเป็เป้าหมายเดียวลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้การเล็งยิงใส่พวกเขานั้นง่ายดายมาก
ตอนที่ธนูดอกหนึ่งเพิ่งเฉียดผ่านปลายเท้าของมู่เชียนไป เด็กสาวก็ลอบกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยเตือนสติเยว่เทียนหง “หากท่านวางข้าลงแล้วคลายสะกดให้ข้า ท่านจะมีโอกาสรอดมากกว่านะ”
นางสาบานได้ว่าพูดไปเพราะหวังดี.… และนางก็สาบานเช่นกันว่าจะฉวยโอกาสนี้หนีจากเขาไปให้ไกลที่สุด !!
เยว่เทียนหงหลุบตาสีเทาเข้มลงมองนางแวบหนึ่ง อ้อมแขนยิ่งกระชับเอวบางแน่นขึ้นอีกระดับ ... เขาเกลียดความรู้สึกที่อยากจะจากไปของนางเหลือเกิน
ดวงตาแข็งกร้าวเขม้นมองไปกลุ่มมือธนูตรงชายป่าที่โจมตีนางเมื่อครู่ ปราณธาตุมืดในกายเกือบทั้งหมดถูกรวบรวมเพื่อเปลี่ยนเป็ใบมีดขนาดั์ พุ่งออกจากฝ่ามือของเยว่เทียนหงตรงเข้าทำลายแนวป่าด้านข้าง มันตัดผ่านต้นไม้และผ่าร่างคนชุดขาวทั้งห้าสิบคนในพงป่ากลายเป็สองท่อนในชั่วพริบ…แนวป่าทึบหนาคงเหลือเพียงตอไม้ระดับไม่ถึงเอวเท่านั้น ไม่อาจใช้หลบซ่อนตัวได้อีกต่อไป
ร่างสูงค่อยๆลอยตัวลงมาสู่พื้นดิน ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นอย่างเห็นได้ชัด กระบวนท่านี้เผาผลาญปราณในตัวของเยว่เทียนหงไปจำนวนมาก ทว่าเนื่องจากบริเวณนี้ปราณธาตุมืดเบาบาง ผู้ธาตุมืดบริสุทธิ์เช่นเขาคงต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะสามารถฟื้นฟูปราณกลับมาได้
แม้ขณะที่เขากำลังปรับลมหายใจ เยว่เทียนหงก็ยังคงกอดร่างเล็กของมู่เชียนไว้ตลอดเวลา ดวงตาสีเทาหม่นเริ่มเปลี่ยนเป็กระจ่างใสขึ้นอย่างช้าๆ
‘ได้ผลจริงๆ !!’ เยว่เทียนหงคลี่ยิ้มบางเบาออกมา อยู่ใกล้นางเขาสามารถต่อสู้ได้อย่างมีสติ ไม่มีความรู้สึกคลุ้มคลั่งแวบเข้ามาก่อกวนเลยแม้แต่น้อย
ด้านล่างยังตะลุมบอนกลุ่มคนชุดขาวอีกหนึ่งร้อยร่างพลันปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบบนูเาด้านหลัง ธนูปราณขนาดใหญ่ที่เกิดจากการร่วมมือของผู้สำเร็จปราชญ์ยุทธ์นับร้อยถูกสร้างรอไว้นานแล้ว กว่าที่เยว่เทียนหงจะรู้สึกตัวและหันหลังกลับมา ธนูั์ก็พุ่งออกมาด้วยความเร็วอย่างมาก พลังทำลายล้างมหาศาลฉีกผ่านอากาศจนเกิดเสียงดัง...
เป้าหมายของมันคือกลางอกของเขา และที่ตรงนั้นมีร่างของมู่เชียนอยู่ด้วย !!
เยว่เทียนหงไม่กล้าเสี่ยงทำลายธนูนั่น ด้วยไม่มั่นใจว่าจะสามารถสลายพลังที่หลงเหลืออยู่ได้ครบถ้วนหรือไม่ สำหรับเขาแล้วพลังที่หลงเหลืออยู่นั้นไม่อาจนับเป็อะไร ทว่ากับนางที่เป็แค่นักยุทธ์ย่อมเป็อันตรายถึงชีวิต
วินาทีแห่งความเป็ตาย เยว่เทียนหงตัดสินใจหันหลังกลับ และใช้แผ่นหลังของเขารับธนูั์ดอกนั้นแทน !
“เปรี้ยงงง…!!”
ธนูจากระดับปราชญ์ยุทธ์เพียงเท่านี้ย่อมไม่มีทางฆ่าเขาได้ มันไม่อาจทะลุร่างของเขาได้ด้วยซ้ำ ทว่าแรงจากการปะทะก็ยังทำให้เส้นลมปราณของเขาติดขัดอย่างรุนแรง
“ตอนนี้แหละโจมตีต่อไปอย่าหยุด … โจมตีต่อไป…!! ” เห็นเป้าหมายถูกทำร้าย พวกมันรีบพากันส่งเสียงะโอย่างย่ามใจ ธนูปราณดอกเล็กหลายร้อยสายพุ่งเข้าหาเยว่เทียนหงอย่างหมายจะเผด็จศึกเขาให้ได้
“นายท่าน !”
“นายท่าน !”
พวกฟู่หลิงแต่ละคนต่างสู้ติดพันอยู่กับนักรบชุดขาวนับสิบจึงไม่อาจปลีกตัวมาช่วยได้ พวกเขาได้แต่เบิกตาแดงฉานจ้องมองนายเหนือหัวของตนถูกห่าธนูปราณยิงใส่
มู่เชียนนั้นเห็นอยู่กับตาว่าเขาตั้งใจบังธนูให้นาง สมองของเด็กสาวยามนี้ไม่อาจคิดถึงเื่หนีไปอีก… คิดเพียงต้องพาเขารอดไปจากการโจมตีครั้งนี้ให้ได้ก่อนเท่านั้น …
“พี่ฟู่หลิงคลายสะกดให้ข้า…ข้าจะช่วยเขา!!” ความตึงเครียดของสถานการณ์ทำให้นางเอ่ยเสียงเข้มขึ้น จนคล้ายออกคำสั่ง
ฟู่หลิงชะงัก น่าแปลกที่เมื่อครู่เขาเกือบจะทำตามความ้าของนาง จิตใต้สำนึกบางอย่างบอกให้เขาเชื่อฟังเด็กสาวคนนั้น โชคดีสุดท้ายก็ยังยั้งใจไว้ได้ราชเลขาหนุ่มจึงรีบหันมองที่นายเหนือหัวแทน
‘เด็กคนนี้คือผู้บริสุทธิ์…หากสุดท้ายแล้วแล้วข้าไม่รอด อย่างน้อยนางก็ยังหนีไปด้วยตนเองได้’ เยว่เทียนหงตัดสินใจพยักหน้า ฟู่หลิงสะบัดมือคราหนึ่งอักษรเวทย์ในร่างของนางคลายลงอย่างง่ายดาย
มู่เชียนรับรู้ถึงปราณในร่างก็รีบหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ขณะที่เยว่เทียนหงกระชับร่างบางแน่นขึ้นเล็กน้อยแทนคำบอกลา ความอบอุ่นในอ้อมแขนทำให้เขาใจหาย ทว่าเขาจำเป็ต้องปล่อยมือจากนาง
‘แค่ชั่วคราวเท่านั้น..’ ร่างสูงคิดปลอบใจตัวเอง มือขวาเตรียมจะส่งปราณกระแทกร่างเด็กสาวให้กระเด็นออกจากวงล้อมไป ทว่ามือข้างนั้นกลับถูกเด็กสาวยึดกุมประสานเอาไว้ก่อนจะส่งปราณสีทองแปลกประหลาดเข้ามา
วินาทีที่ปราณอบอุ่นสายนั้นแทรกเข้าร่าง ปราณระดับเหนือยุทธ์ที่ถูกถูกภูติพฤกษากดไว้ตลอดพลันหลุดจากพันธนาการ.. พลังมหาศาละเิออกจากร่างเยว่เทียนหงทันที !!
“บรึ้มมมม...!!” แรงะเิรุนแรงแม้เ้าตัวไม่ได้ตั้งใจ ยังสามารถกระแทกร่างศัตรูนับร้อยให้กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง แม้แต่พวกฟู่หลิงยังไม่อาจทรงตัวได้ท่ามกลางแรงปราณมหาศาลที่พวยพุ่งออกมาอย่างกะทันหันของผู้เป็นาย
มู่เชียนอ้าปากค้าง แท้จริงนางเพียงหวังว่า ปราณของนางจะช่วยเยียวยาเขาจากอาการาเ็และฟื้นฟูปราณที่ร่อยหรอลงไปได้เท่านั้น…แม้รู้ว่าด้วยระดับฝึกตนที่ต่างกันอาจช่วยเขาได้ไม่มาก แต่ก็ดีกว่าการทำตัวเป็ลูกลิงห้อยโหนเป็ภาระฝ่ายเดียวเช่นนี้…
ไหนเลยจะคาด...ปราณอี้เจ๋อคือปราณที่ก่อกำเนิดมิติและยังเป็ปราณแห่งการเยียวยาธาตุทุกธาตุอย่างแท้จริง มันสามารถคลี่คลายการกดข่มที่กระจกรัตติกาลมีต่อปราณธาตุอื่นๆได้ ก็ย่อมคลายการกดข่มของภูติพฤกษาที่มีต่อธาตุมืดได้เช่นกัน….
นางทำให้เขากลับมาอยู่ในระดับเหนือยุทธ์ได้อย่างง่ายดาย !
เยว่เทียนหงสามารถใช้ปราณในร่างได้อย่างอิสระอีกครั้ง แต่เขากลับยังคงไม่รู้สึกตัว ดวงตาสีเทาเข้มจับจ้องจุดที่มือของพวกเขาทั้งสองประสานกันอย่างไม่เชื่อสายตา …
ปราณสีทองที่เด็กสาวปล่อยออกมามีเพียงไม่กี่คนบนโลกที่มองเห็น…และเขาคือหนึ่งในนั้น…!!!
“ที่แท้เ้าคือ…ผู้เยียวยาในตำนาน ?!” เสียงทุ้มแ่เบาเอ่ยกับเด็กสาวตรงหน้า