“นายท่านของข้า ‘เทพอสูรต๋าเหอลวี่ซานถง’ ให้ข้ารอท่านและท่านเทพอสูรต๋าเหอหงลิ่วจิ้งอยู่ที่แคว้นแห่งนี้เจ้าค่ะ เมื่อราวสองร้อยปีก่อนมีเหตุที่ทำให้ปราณธาตุไม้ของนายท่านถูกทำลายจนเกือบหมดสิ้นจำต้องเข้าสู่การหลับใหลเพื่อรักษาพลังงาน รอจนกว่าธิดาเทพผู้เยียวยาจะปรากฏตัว จึงจะสามารถออกจากผนึกเพื่อรับการเยียวยาได้”
“เป็นพี่สามจริงๆ /เป็นเขาจริงๆ!”
มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นพร้อมๆกัน พวกเขาคิดถูกแล้วที่นี่มีเบาะแสของ เทพอสูรจิตวิญญาณไม้ ต๋าเหอลวี่ซานถง จริงๆเสียด้วย
“เทพอสูรต๋าเหอลวี่ซานถง….. เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถาม
“ข้าเองก็ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด รู้เพียงว่านายท่านถูกศัตรูทำร้าย รากฐานปราณธาตุไม้ของนายท่านเสียหายอย่างหนักจนเกิดเป็นรูโหว่ พลังชีวิตไหลรั่วซึมอยู่ตลอดเวลา ไม่อาจรักษาได้ เมื่อถึงที่สุดแล้ว นายท่านจึงตัดสินใจปิดผนึกตนเองไว้ที่หุบเขาหู่ลี่ ในแคว้นฉิน รอคอยวันที่ธิดาเทพยุทธ์จะปรากฏตัวเจ้าค่ะ”
“แคว้นฉิน ดินแดนทางใต้ของทวีปสินะ” เสี่ยวจิ้งเอ่ยอย่างใช้ความคิด
ฟู่จีพยักหน้ารับคำอย่างสุภาพ
“เราเดินทางไปแคว้นฉินยามนี้เลยดีหรือไม่ ? ทิ้งเขาไว้ในผนึกเช่นนั้น หากศัตรูทราบเข้า อาจเป็นอันตรายได้”
มู่เชียนหันมาปรึกษากับเสี่ยวจิ้งด้วยท่าทางเป็นห่วง ทว่าเทพอสูรตัวน้อยกลับไม่เอ่ยอันใด
“เรียนธิดาเทพยุทธ์ นายท่านเคยระบุไว้ว่า ต้องรอจนท่านบรรลุเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์เสียก่อนค่อยเปิดผนึกนายท่านเจ้าค่ะ” ฟู่จีเอ่ยแย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ระดับปราชญ์ยุทธ์… เพราะเหตุใดหรือ ?”
“เพราะพี่สามคงหมายจะทำพันธสัญญากับเจ้าทันทีที่ปลดผนึกน่ะสิ…..”
เสี่ยวจิ้งตอบคำถามแทน ในฐานะที่เป็นเทพอสูรเช่นเดียวกัน เขาคือผู้ที่เข้าใจถึงจิตใจและสถานการณ์ที่เทพอสูรลำดับสามกำลังเผชิญอย่างที่สุดแล้ว
“ดูท่าเขาคงได้รับบาดเจ็บรุนแรงจริงๆ มีเพียงหลอมรวมวิญญาณและปราณเทพอสูรกับเจ้า จึงจะสามารถต่อชีวิตเขาได้…. ทว่าร่างของเจ้า เพียงทำพันธสัญญารวมปราณธาตุกับเทพอสูรหนึ่งตนก็เต็มกลืนแล้ว หากหมายจะทำพันธสัญญาเพิ่ม อย่างน้อยควรจะอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์เสียก่อนเพื่อความปลอดภัยของเขา และตัวเจ้าเองด้วย”
มู่เชียนย้อนนึกถึงยามหลอมรวมปราณธาตุไฟ เปลวไฟร้อนแรงที่แทบจะเผาร่างจนระเหยเป็นไอนั่น…. นึกแล้วยังเข็ดขยาดอยู่ไม่น้อย ……
“ในยามนี้จุดตันเถียนของเจ้ายังเล็กเกินไป …. หากฝืนหลอมรวมปราณธาตุอื่นอีก เป็นไปได้ว่าร่างของเจ้าอาจถูกทำลายจริงๆ”
เสี่ยวจิ้งเอ่ยย้ำอีกครั้ง…
“โดยสรุปคือ ห้ามทำลายผนึกก่อนท่านจะสำเร็จขั้นปราชญ์ยุทธ์เด็ดขาด ใช่หรือไม่ ?” หญิงชราพยักหน้ารับคำมู่เชียน
“ข้าเข้าใจแล้ว…. ทว่ายามนี้ข้ายังมิอาจบรรลุยอดยุทธ์ด้วยซ้ำ คงต้องใช้เวลาอีกนาน จึงจะบรรลุปราชญ์ยุทธ์ได้” มู่เชียนพลางคิดคำนวณเวลาคร่าวๆในใจ
“หากฝึกวิชาที่นี่ ก็คงใช้เวลาไม่นานหรอก ดูแล้วไม่เกินสองปีเจ้าย่อมประสบความสำเร็จแน่” เสี่ยวจิ้งเอ่ยตอบ
“สองปี… นานจัง” มู่เชียนโอดครวญ
“หึ การฝึกยุทธ์นั้นไหนเลยจะง่ายดาย …… เจ้าดูปู่ของเจ้าสิ กว่าจะสำเร็จชั้นปราชญ์ยุทธ์ก็ปาไปเกือบหกสิบปี เจ้ายังว่าปราชญ์ยุทธ์ที่อายุเพียง 17 ปีไม่ทันใจอีกหรือ ?!”
มู่เชียนแลบลิ้นออกมาอย่างรู้สึกผิด หากนางคิดแบบนี้ก็ย่อมกลายเป็นเร็วมากแล้ว
“ขอธิดาเทพยุทธ์และท่านเทพอสูรต๋าเหอหงลิ่วจิ้งโปรดวางใจ เหตุที่นายท่านให้ข้ารออยู่ที่นี่ไม่เพียงแต่เพื่อส่งข่าว แต่ยังเพื่อให้ความช่วยเหลือ มอบทรัพยากรการฝึกฝนให้ท่าน แน่นอนว่าทางหมู่ตึกพฤกษาจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี เพื่อช่วยท่านให้เข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์โดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ…”
ได้ยินภูติพฤกษาเอ่ยเช่นนี้ มู่เชียนก็เริ่มทำใจยอมรับในเมื่อนี่เป็นทางเลือกเดียวที่มี…… ก็ได้เพียงพยายามทำให้ดีที่สุดเท่านั้น
เมื่อเสร็จธุระจากภูติพฤกษาฟู่จี มู่เชียนและเสี่ยวจิ้งก็เดินย้อนกลับมายังห้องโถงใหญ่ของสำนักอีกครั้ง เจ้าสำนักจางยังคงนั่งรอนางอย่างสงบอยู่ที่เดิม ข้างกายของเขายามนี้มีผู้อาวุโสทั้งห้า และท่านอาจารย์คนอื่นๆอีกสี่คนอยู่ด้วย แม้แต่เสี่ยวจือจือ โม่เจี้ยน และฉวนสี่ก็เข้ามารออยู่ภายในห้องโถงแล้วเช่นกัน
เห็นร่างหญิงสาวเดินมาจากด้านหลัง ทุกคนในห้องโถงก็มีท่าทีตื่นตัวขึ้นมา แน่นอนแล้วว่าเรื่องที่ภูติพฤกษาต้องการพบนางนั้น พวกเขาทุกคนทราบแล้ว
ผู้ที่สามารถสื่อสารกับภูติพฤกษาได้ ไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก นับเป็นบุคคลสำคัญของสำนักเลยทีเดียว ในอนาคตอย่างน้อยย่อมได้เป็นระดับผู้พิทักษ์ของภูติพฤกษา
“เรียบร้อยดีหรือไม่ ?”จางฟู่ถิงเอ่ยถามนางด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“เรียบร้อยดีเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยอย่างเกร็งๆ นางไม่ชินกับการเป็นเป้าสายตาเช่นนี้เลยจริงๆ
“อืม เช่นนั้น ก็เริ่มเถอะ” ชายชราหันไปให้สัญญาณกับผู้อาวุโสอี้ข้างกายเขาให้เริ่มประกาศผลการทดสอบได้
มือของอาวุโสอี้ยามนี้ถือกระดาษใบหนึ่ง กระดาษแผ่นนั้นกำลังสั่นเบาๆเช่นเดียวกับหัวใจของเขา……. ผลการทดสอบนี้ แน่นอนว่าจะต้องระบือไกลไม่เพียงทั่วสำนัก แต่เป็นทั่วแคว้น และแม้กระทั่งทั่วทวีปกลางแห่งนี้เลยทีเดียว
ผลการทดสอบมู่เชียน - อายุ 15 ปี ปราณยุทธ์ แปดดาวขั้นต้น… ไม่สิ….. ครึ่งก้าวเก้าดาว
พรสวรรค์วิถีปราณยุทธ์ สูงสุด
พรสวรรค์วิถีปรุงยา สูงสุด
พรสวรรค์วิถีปราณโอสถ สูงสุด
พรสวรรค์วิถีสัตว์อสูร สูงสุด
พรสวรรค์วิถีพฤกษา สูงสุด
“เป็นไปไม่ได้ !” …. ทุกสายตาในห้องโถงเบิกกว้างจ้องมองเด็กสาวหน้าตาแสนธรรมดาผู้นี้อย่างตกตะลึง
“นี่มันเรื่องอะไรกัน ผู้อาวุโสอี้ การทดสอบนี้ผิดพลาดหรือไม่ ?” อาจารย์อิงหันไปเอ่ยกับผู้อาวุโสอี้อย่างข้องใจ…..
นี่มิใช่เขาไม่เชื่อใจอี้เหอ ทว่าผลการทดสอบนี้ประหลาดเกินไปจริงๆ ควรทราบว่าหากสำนักใดพบผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดในหนึ่งวิถีนั้นก็เพียงพอให้ตื่นตระหนกแล้ว ด้วยคนผู้นั้นในอนาคตย่อมกลายผู้ยิ่งใหญ่ระดับแคว้นอย่างแน่นอน และหากมีพรสวรรค์ระดับสูงสุดถึงสองวิถีขึ้นไป แน่นอนว่าย่อมกลายเป็นถึงยอดคนแห่งทวีปได้โดยง่าย
ทว่าทั่วทั้งทวีปกลางแห่งนี้ เขากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีผู้ใดมีพรสวรรรค์ระดับสูงสุดในวิถีที่แตกต่างกันมากมายเช่นนี้
ผู้อาวุโสอี้ขมวดคิ้ว รู้สึกราวถูกดูหมิ่นเล็กน้อย แต่ขณะที่กำลังจะตอบคำถาม ท่านเจ้าสำนักกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“ผลไม่ผิดหรอก ข้ายืนยันด้วยตนเองแล้ว ”
อาจารย์อิงและอาจารย์อีกสามคนมองที่ท่านเจ้าสำนักของตนอย่างคาดไม่ถึง ที่แท้ท่านเจ้าสำนักทราบอยู่แล้ว ดวงตาข้องใจของอาจารย์ทุกท่านเริ่มปรากฏความเชื่อมั่นขึ้น มองมาที่เด็กสาวร่างเล็กตรงกลางโถงอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมยินดี
“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่มันเรื่องน่ายินดี น่ายินดีจริงๆ” อาจารย์อิงหัวเราะลั่นออกมาเป็นคนแรก มืออวบอูมของเขาตบเข่าตนเองอย่างถูกใจหลายครั้ง
“ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ที่หมู่ตึกพฤกษาของเราค้นพบเพชรน้ำเอกเช่นนี้” อาจารย์ซู่ที่ปกติสุขุมยังอดมีรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าไม่ได้
“การประลองระหว่างสำนักในปีนี้ หรือแม้แต่งานประลองสี่แคว้น สำนักของพวกเราจะสามารถสร้างชื่อ ล้างอายความพ่ายแพ้ในครั้งก่อนๆได้เป็นแน่” อาจารย์เยี่ยผู้หยิ่งยโสเอ่ยขึ้น ความแค้นที่สำนักของตนครองตำแหน่งระดับล่างของการแข่งขันมาโดยตลอดทำให้ดวงตาของเขาแดงขึ้นมา
“เชียนเอ๋อ อาจารย์มองเจ้าไม่ผิดจริงๆ” อาจารย์ฟ่านเดินเข้ามาลูบหลังลูบไหล่เด็กสาวอย่างทะนุถนอม ดวงตาที่มองมานั้นอ่อนหวานหยาดเยิ้ม จนมู่เชียนเกือบจะขนลุก
“ท่านเจ้าสำนัก เช่นนี้ข้าขอรับนางเป็นศิษย์สายตรง ไม่สิข้าขอรับนางเป็นศิษย์สืบทอดได้หรือไม่” ท่ามกลางความวุ่นวาย อาจารย์อิงเอ่ยพลันเปิดศึกแย่งชิงขึ้นเป็นคนแรก
“เหอะๆ ข้าเองก็ยังไม่มีศิษย์สืบทอด เด็กมีพรสวรรค์เช่นนี้ข้าสอนดีกว่าเจ้าสอน ” อาจารย์เยี่ยเอ่ยแย้งทันที
“ขออภัยทุกท่าน เชียนเอ๋อนั้นข้าพบก่อนแล้ว หากจะรับอาจารย์ข้าย่อมมีสิทธิ์ที่สุด”
“ท่านมีเจ้าเด็กโม่นั่นแล้ว ยังจะต้องการผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดไปใยตั้งสองคน โลภมากเกินไปแล้ว” อาจารย์เยี่ยขัดขึ้น เขาต้องการเด็กคนนี้ให้มาเป็นผู้สืบทอดวิชาปรุงยาของเขา อนาคตเขาจะเอาชนะ ม่อจื้อ และปรมาจารย์ปรุงยาทั้งหลายในใต้หล้าด้วยการอาศัยศิษย์สืบทอดผู้นี้
“หากดูจากประวัติที่ผ่านมา ข้ามองแล้วนางชื่นชอบการต่อสู้ยิ่ง ถ้าอย่างไรมาศึกษาปราณยุทธ์กับข้าดีหรือไม่ ?” อาจารย์ซูผู้สง่างามในชุดสีขาวเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มสุภาพ
“ข้าเองก็ยังไม่มีศิษย์สืบทอด” สุ้มเสียงไม่ดังไม่เบา ดังขึ้นจากตำแหน่งสูงสุดของห้องโถง เหล่าอาจารย์ทั้งหลายไม่อาจเอ่ยคำใดได้ชั่วคราว
‘ท่านเจ้าสำนัก ท่านเองก็จะแย่งกับพวกเราด้วยหรือ?’
หากนางเลือกวิถีพฤกษานั่นก็ย่อมดียิ่ง สำนักของเขาจะได้มีผู้สืบทอดเสียที ทว่าวิชาและความฝันที่จะเหนือผู้ใดในดินแดนเล่า ความหวังดีต่อสำนักและความต้องการศิษย์สืบทอดที่เป็นอันดับหนึ่งยามนี้ขัดกันอยู่ภายในใจของเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย
“มู่เชียน ความสามารถของเจ้าหลากหลายยิ่ง อาจารย์ทั้งหลายล้วนชื่นชอบเจ้า ข้าเองก็เช่นกัน เจ้าคิดเห็นอย่างไร ?”
“ข้า…” มองสายตาอาจารย์ทั้งหลาย ทุกคนล้วนมองมาด้วยดวงตาราวกับว่านางคือความหวังสุดท้ายของชีวิต แม้แต่ท่านอาจารย์ซู่ผู้เงียบขรึมยังอดมองมาไม่ได้
“ถ้าอย่างไร คารวะเป็นศิษย์สืบทอดของพวกเราทุกคนเลยดีหรือไม่ ?” ท่านเจ้าสำนักมองความสับสนในดวงตาของเด็กสาวแล้วก็พลันเอ่ยชักชวนเสนอขึ้น ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มสนุกสนาน
มู่เชียนมองชายชราตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ความกระอักกระอ่วนใจแล่นขึ้นจุกอก
‘ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ข้ามิได้ชื่นชอบการเรียนถึงเพียงนั้นนะ’
ฝั่งอาจารย์ทั้งหลายนั้น เมื่อได้ยินก็พลันตาสว่าง มีอาจารย์ห้าคน ห้าสาขาวิชา นี่กลับจะยิ่งส่งเสริมกัน ทำให้ศิษย์คนนี้ยิ่งไร้เทียมทานมากขึ้น แม้ไม่อาจได้คำยกย่องว่าอัจฉริยะผู้นี้เป็นศิษย์เอกของตนแต่เพียงผู้เดียว แต่ได้มาบ้างก็ดีกว่าไม่ได้เลย…..
‘เสี่ยวจิ้ง ช่วยข้าทีสิ… หากต้องเรียนมากมายเพียงนั้น เมื่อใดจะได้ไปตามหาพี่สามของเจ้าเล่า?’
มู่เชียนสบตาเสี่ยวจิ้งแล้วโอดครวญขอความช่วยเหลือขึ้นในใจ นางมีข้อต่อรองอยู่นะ… เรื่องพี่สามของเขา
‘หึหึ ถ้าข้าจะไป ผู้ใดจะห้ามได้ เจ้าเองเรียนเยอะๆก็ดี จะได้ฉลาดกว่านี้ !’ เสี่ยวจิ้งบนไหล่ของนางหลับตาลง ไม่สนใจท่าทางขอความช่วยเหลือของนางเลยแม้แต่น้อย
‘…’ ท่ามกลางสายตาของผู้เหนือกว่าทั้งห้า เด็กสาวรู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง
“หากศึกษาทุกวิชาเกรงว่าอาจใช้เวลานานเกินไปนะเจ้าคะ” มู่เชียนพยายามใช้เหตุผลถึงที่สุด
“ไม่มีปัญหา ศิษย์ผู้สืบทอดนั้น ไม่มีกำหนดเวลาเช่นผู้อื่นอยู่แล้ว อีกอย่างเจ้าเพิ่งอายุ 15 ปี สละเวลาสิบปีเพื่อการพัฒนาตนเองนั้นนับว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว ” แน่นอนว่าท่านเจ้าสำนักมิได้เหลือทางรอดให้นางเลยแม้แต่นิดเดียว เขากล่าวถึงเวลาสิบปีนั้นราวกับเป็นชั่วเวลาเพียงสิบเดือน
ท่ามกลางสายตาคาดหวังจากเหล่าอาจารย์และสายตากดดันจากเสี่ยวจิ้ง มู่เชียนจึงกัดฟันรับปากทั้งที่ในใจลอบกระอักเลือดออกมา
“ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ”
“เยี่ยมไปเลย !!”
อาจารย์อิงหัวเราะเสียงดัง อาจารย์ท่านอื่นก็ล้วนมีรอยยิ้มสมใจอยู่บนใบหน้า ทั้งห้าคนยามนี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ กำลังรับการคารวะจากศิษย์สืบทอดคนเดียวกัน
โม่เจี้ยนมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึงไปนานแล้ว ศิษย์น้องคนนี้จะไม่ให้ศิษย์พี่เช่นเขามีที่ยืนเลยจริงๆใช่หรือไม่ ?
ฉวนสี่นั้น แรกเริ่มก็มองศิษย์น้องผู้แสนธรรมดาอย่างตกตะลึงอยู่บ้าง แม้จะคาดไว้แล้วว่านางไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ทว่าภายในใจก็รู้สึกยินดีกับนางจากใจจริง เขาภูมิใจที่ได้มีศิษย์น้องเช่นนี้และเฝ้ารอที่จะได้เห็นอนาคตอันไร้ที่สิ้นสุดของนาง
เมื่อออกมานอกเรือน ฉวนสี่ที่อยู่มาก่อนเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้พาคณะศิษย์ใหม่ทั้งสองไปส่งยังบ้านพักเช่นเคย
“ยินดีด้วยศิษย์น้องมู่ สามารถเป็นศิษย์สืบทอดของอาจารย์ทั้งห้า อนาคตของเจ้านั้นรุ่งโรจน์เกินผู้ใดจะคาดถึงเป็นแน่” ฉวนสี่ยิ้มให้มู่เชียนอย่างอบอุ่นและจริงใจ ทว่ามู่เชียนกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่ฉวนว่าอย่างนั้นหรือ ทว่าสำหรับข้านั้น อนาคตที่เห็นช่างมืดมนนัก” เด็กสาวเกาแก้มพลางทำหน้าเมื่อย
“อดทนหน่อยเถิด ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าข้ามั่นใจว่า เจ้าจะกลายเป็นดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดแห่งทวีปกลางนี้อย่างแน่นอน”
เด็กสาวหันไปยิ้มให้บุคคลแรกที่ให้กำลังใจนางผู้นี้อย่างขอบคุณ
โม่เจี้ยนที่ถูกทิ้งให้เดินตามหลัง เห็นมิตรภาพของหนุ่มรูปงามอบอุ่นที่มอบให้มู่เชียน กับภาพเด็กสาวยิ้มหน้าบานแล้วก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาเล็กน้อย
“ศิษย์น้องมู่ สตรีเก่งกาจเกินไปไม่มีผู้ใดเอาหรอกนะ เจ้าให้บุรุษอย่างพวกข้ามีหน้าตาเหลือบ้างไม่ได้หรือ ?”
“ศิษย์พี่โม่ ข้าเองก็มิได้ชื่นชอบการถูกยัดเยียดให้ต้องเรียนสารพัดวิชาเช่นนี้หรอกนะ ท่านดูสมองน้อยๆของข้าเช่นนี้ จะยัดความรู้ชั่วชีวิตของอาจารย์ถึงห้าคนลงไปได้อย่างไร”.
ภาพเด็กสาวหันมาโวยวายพลางจิ้มศีรษะเล็กๆของตนอย่างแรงจนศีรษะกลมๆนั้นโงนเงนไป ทำให้ความรู้สึกของคนที่ถูกมองข้ามดีขึ้นไม่น้อย
เสี่ยวจือจือที่เดินตามมาเงียบๆนั้น นางมั่นใจในตัวคุณหนูของตนมาก แม้เรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็มิได้แปลกใจอะไร นางเพียงมองใบหน้าขาวใสด้านข้างของฉวนสี่ด้วยดวงตาเป็นประกาย….
เรือนพักที่ฉวนสี่พามู่เชียนมานั้น อยู่ใกล้กับของเขาและโม่เจี้ยนอย่างมาก ที่พักนั้นเป็นเรือนไม้
ใหญ่กว่าเรือนพักศิษย์สายนอกราวสามเท่า เครื่องเรือนภายในทำจากไม้ขัดมันทั้งสิ้น ทั้งหมดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ดูแล้วมีผู้เข้ามาทำความสะอาดรอไว้แล้ว
“อยู่ที่นี่มีผู้ดูแลคอยทำความสะอาดให้ทุกวัน เจ้าและจือจือไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดนอกจากฝึกยุทธ์เท่านั้น…… วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว รีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องพาพวกเจ้าไปอีกหลายที่” ฉวนสี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาของเขามองร่างเสี่ยวจือจือแวบหนึ่ง แล้วก็หลบสายตาไป เขายังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ ยามนี้การฝึกวิชาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา เขาไม่อาจฟุ้งซ่านเรื่องอื่น
“ขอบคุณศิษย์พี่ฉวน พรุ่งนี้พบกันเจ้าค่ะ” มู่เชียนเอ่ยลาพร้อมด้วยรอยยิ้ม ร่างของฉวนสี่หันหลังกลับโดยไม่ได้มองเสี่ยวจือจือให้มากขึ้นอีกเพียงแวบเดียว ความมุ่งมั่นของเขาในยามนี้วางไว้ที่สิ่งอื่นชั่วคราว
ดวงตาของเสี่ยวจือจือมองตามร่างที่หันหลังกลับของฉวนสี่ด้วยประกายวาววับ ริมฝีปากบางยกขึ้นข้างหนึ่งอย่างชั่วร้าย
‘ท่านหนีต่อไปเถิด กลยุทธ์แสร้งสงบให้ตายใจนั้น พวกเราเผ่าอสรพิษถนัดยิ่ง รอเวลาเหมาะสมค่อยจู่โจมให้ถึงตาย’
ข้างเรือนไม้ของมู่เชียน ยามดึกที่ทุกคนล้วนหลับใหล ร่างๆหนึ่งค่อยๆเผยกายขึ้นข้างหน้าต่างลมหายใจของเขาถี่เร็ว ท่าทางเหนื่อยล้าเป็นที่สุด
หู่อู่ยามนี้ทั้งใบหน้าและลำตัวล้วนเปรอะเปื้อนและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน….. เขาเพิ่งจัดการเรื่องเจ้าหนุ่มสกุลเกานั่นเสร็จก็ต้องมาฝ่าด่านตาข่ายสวรรค์ เนิ่นนานกว่าจะฝ่าเข้าได้ ก็ต้องมาเผชิญกับปราณกดทับอันหนักหน่วงของภูติพฤกษาอีก เกือบหนึ่งชั่วยามผ่านไปเขาจึงค่อยปรับตัวได้
ทว่ากว่าเขาจะค่อยๆพาร่างหนักอึ้งสะบักสะบอมตามหาเด็กสาวคนนี้จนพบ นางก็กลับเข้านอนไปเสียแล้ว….
นอกจากสาสน์รายงานภารกิจเกี่ยวกับเกาเจี้ยนที่ส่งไปเมื่อครู่ เขาพบว่าไม่มีสิ่งใดที่สามารถนำไปเขียนรายงานนายท่านเรื่องของนางได้เลย
ชายหนุ่มบนต้นไม้เขียนตัวอักษร ลงบนยันต์สื่อสารด้วยใบหน้าหม่นหมอง
‘มู่เชียนผ่านการทดสอบ - กลับเรือน - เข้านอน’
ไม่รู้ว่าหลังจากได้รับยันต์แผ่นนี้จะทรงพิโรธเพียงใด !
ภารกิจนี้มันไม่ใช่การอภัยโทษ แต่คือการลงโทษอันโหดร้ายอีกรูปแบบหนึ่งต่างหาก….
หู่อู่ได้แต่เฝ้ารอรับการลงทัณฑ์จากนายทั้งที่ใจเต้นรัว
สาสน์ตอบกลับมาในไม่กี่อึดใจ
‘ทำได้ไม่เลว …’
“เฮ้อ….” ร่างของหู่อู่คลายอาการเกร็งลง แล้วทิ้งตัวลงบนผืนหญ้านุ่มเบื้องล่างอย่างหมดแรง
เรือนศิษย์สายนอก ค่ำคืนนี้ยังไม่มีผู้ใดเข้านอน ด้วยข่าวของยอดฝีมืออันดับต้นๆของสำนัก
กำลังแพร่กระจายไปทั่ว
“ได้ยินเรื่องเกาเจี้ยนผู้นั้นหรือไม่ ไม่รู้เหตุใด จู่ๆก็มีข่าวกระจายทั่วสำนักว่าพบเขากับศิษย์ชายผู้หนึ่งกอดจูบนอนซ้อนร่างกันที่หลังเรือนพักส่วนตัว ! บุรุษเจ้าเล่ห์เช่นเขาที่ผ่านมาล้วนโปรยเสน่ห์ใส่สตรีไปทั่ว แต่กลับก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา นั่นสร้างความโกรธแค้นให้เหล่าสตรีที่เคยชื่นชมเขาเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งนั้นก็กล่าวกว่าถูกเขาบังคับล่วงเกิน ชายงามอันดับหนึ่งยามนี้ทั้งชื่อเสียงและคุณธรรมไม่เหลือหลอ ได้ยินว่าเขาทนความอับอายไม่ไหว ขอลาออกจากสำนักนอกไปเสียแล้ว”