12 : เหยื่อ
“จะกลับบ้านแล้วเหรอเนียร์” เภที่กำลังออกมาหาของกินตามรถเข็นหน้าโรงเรียนเอ่ยทักน้องสาวของเพื่อนสนิท
“อือ” เนียร์ตอบกลับไปสั้นๆ “พี่เภ แล้วทินล่ะ”
“หมอนั่นคงอยู่เล่นบาสถึงทุ่มสองทุ่มนู่น” เนียร์ได้ยินแล้วก็ถึงกับถอนหายใจหน่ายๆเพราะเธอเป็พวกหากเลิกเรียนแล้วไม่มีธุระอะไรต่อ ก็จะตรงรี่กลับบ้านทันทีเหมือนเช่นวันนี้
เด็กสาวเบนสายตาไปที่ถนน เห็นรถสองแถวที่เธอจะต้องขึ้นกำลังเข้ามาใกล้พอดี
“ฝากบอกมันด้วยว่าอย่ากลับให้มันดึกนัก” เธอหันมาบอกแล้วขึ้นรถสองแถวที่จอดรับคน โดยมีเภยิ้มรับคำสั่งและบอกลาเด็กสาว
ข้างในรถสองแถวมีทั้งที่เป็เด็กนักเรียนและไม่ใช่ขึ้นมานั่งกันจนเต็ม ส่วนพื้นที่ด้านในก็คนยืนเต็มหมดแล้ว ทำให้เนียร์ต้องออกมายืนเกาะเสาข้างนอกแทนพลางก้มหน้ามองถนน
มีเสียงเพลงดังมากระทบหูเธอ เรียกความสนใจให้หันมอง เด็กผู้ชายวัยรุ่นสวมเฮดโฟนเปิดเสียงเพลงดังกระหึ่ม ส่วนนิ้วและเท้าก็ขยับไปมาตามจังหวะเพลง เขานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเด็กผู้ชายสวมหมวกแก๊ปกับหญิงชรา ส่วนเบื้องหน้าก็มีหญิงชราอีกคนยืนอยู่ ซึ่งมองอย่างคาดหวังให้อีกฝ่ายสละที่นั่งให้ตัวเองบ้าง แต่ผู้ชายพวกนั้นดูจะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
เนียร์เห็นแล้วได้แต่ถอนหายใจ ไม่รู้เด็กสมัยนี้เป็อะไรกันหมดถึงได้แล้งน้ำใจกันขนาดนี้
แต่เธอก็เลิกสนใจภาพนั้นเพราะตัวเองก็ไม่ใช่ฮีโร่ขนาดที่จะเข้าไปพูดกับเด็กผู้ชายนั่นให้คนแก่นั่ง ...อันที่จริงแล้วเธอเองก็เป็หนึ่งในเด็กสมัยนี้เหมือนกัน ที่ไม่กล้าทำความดีออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
คิดแล้วก็สมเพชตัวเอง จึงหันมาก้มหน้ามองถนนตามเดิมพร้อมกับนึกอยากให้ถึงบ้านเร็วๆ
เอี๊ยด!!
โครม!!!
เสียงรถชนจากทางด้านหน้าดังขึ้น จนคนในรถพยายามชะโงกหน้าไปดู เพราะเป็เหตุการณ์กะทันหันทำให้รถสองแถวหยุดไม่อยู่แม้จะเหยียบเบรกแล้วก็ตาม
ล้อหน้าของรถที่เนียร์โดยสารมา กระดกขึ้นเหมือนทับอะไรบางอย่าง ทุกคนพาชะเง้อมองพื้นข้างใต้เท้าเนียร์ทันที จากสัญชาตญาณว่าจะต้องมีอะไรโผล่มาแน่ๆ
และเป็จริงดังขาด เมื่อล้อหลังกระดกขึ้น ภาพที่พวกเขาเห็นคือร่างของหญิงสาวนอนจมกองเืลอดผ่านใต้ฝ่าเท้าเนียร์ที่ยืนอยู่อย่างตกตะลึง
ทว่ากว่ารถจะหยุด ก็อยู่ห่างจากร่างผู้หญิงไปไม่น้อย ผู้คนในและนอกรถต่างส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นตระหนก... แต่ยกเว้นเนียร์
หัวใจของเด็กสาวเต้นอย่างรุนแรงและเร็วขึ้นจนเหมือนอยากจะออกมาซะให้ได้ ร่างกายก็สั่นอย่างควบคุมไม่อยู่
มันเกิดขึ้นเพราะสาเหตุเดียว นั่นเพราะเสื้อลายทางที่ดำตัดกับแดงที่ผู้หญิงคนนั้นสวมอยู่ ยิ่งเืสีแดงไหลไปตามพื้นยางมะตอย ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกให้มากขึ้น
และที่มันมีผลกับเธอแบบนี้ ก็แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นยังไม่ตาย
ไม่! เสียงภายในใจะโร่ำร้องด้วยความหวาดหวั่น รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันจะไม่ฆ่าใครอีก...ฉันจะ...!!..
...................................................................................
...................................................................
.............................................
ราวกับสติได้ขาดห้วงลง
เพียงชั่วลมหายใจ ทุกอย่างที่เคยปั่นป่วนก็กลับมาเป็ปกติ หัวใจที่เคยเต้นแรงกลับมาค่อยๆ เต้นช้าลง...ช้าลง ราวกับจะช้ากว่าที่เคยเป็มาเสียด้วยซ้ำ ร่างกายหยุดสั่นเป็สงบนิ่ง ดวงตาสีดำที่เคยเบิกกว้างก็หรี่ลงอย่างไร้ความรู้สึก
ขณะที่ผู้คนยังตกตะลึงกับเหตุการณ์ เนียร์เอื้อมมือไปหยิบหมวกของเด็กผู้ชายในรถขึ้นมาใส่หัวตัวเองโดยไม่ขอ
“เฮ้ย! นั่นมันหมวกของฉันนะ” อีกฝ่ายพูดอย่างมีโทสะ แต่ทันทีที่เนียร์เหลือบดวงตาขึ้นมอง เด็กหนุ่มถึงกับชะงักและหยุดพูดไปดื้อๆ เหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าด้วยความหวาดกลัว
ทั้งที่จริงแล้ว เนียร์ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่มอง...ใช่ แค่มองเท่านั้น แต่เพราะแบบนั้นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงความน่ากลัว
สายตาอันไร้ความรู้สึกนึกคิดใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าอันเ็า และที่สำคัญ...มันไม่เหมือนแววตาของมนุษย์เลยสักนิด
เนียร์ก้าวลงจากรถ สาวเท้าเข้าไปหาร่างของหญิงสาวที่จมกองเื ลมหายใจบ่งบอกว่าเธอคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะรวยรินเต็มที อ้าปากจะเปล่งเสียงให้คนตรงหน้ามาช่วย แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา และเนียร์ทำเพียงยืนดูอยู่เฉยๆ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ขณะที่คนในบริเวณนั้นต่างจ้องมองมาอย่างสงสัย
เด็กคนนั้นเป็ใครกัน นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด
ทุกคนรู้สถานการณ์ดี ยกเว้นรถยนต์ที่ขับมาใหม่ และท่าทางรีบร้อนมากเสียจนไม่ทันสังเกตว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ปิ๊น! ปิ๊น!
“เฮ้ย! ออกไปสิวะ ขวางทางอยู่ได้!” เขาบีบแตรไล่อีกครั้ง ขณะที่เนียร์ยังคงนิ่งเฉย หมวกและผมดำยาวปกปิดใบหน้าไม่ให้คนอื่นเห็นว่าเธอเป็ใคร แต่คนขับรถพลันหน้าซีดทันใดเมื่อได้เห็นแววตาของอีกฝ่ายผ่านช่องหมวกที่ปิดไว้
เด็กสาวจ้องมองรถคันเบื้องหน้าตน มีท่าทีครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะเริ่มแยกยิ้มเหมือนตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
เนียร์เข้าไปจับกระโปรงหน้ารถ ก่อนยกสูงขึ้น...ด้วยมือเพียงข้างเดียว
“เหวอ!!” คนในรถหวีดร้องเสียงหลง เมื่อล้อรถข้างหน้าลอยค้างอยู่กลางอากาศ และยิ่งโดยเฉพาะมันลอยได้ด้วยแรงของผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
เด็กสาวแสยะยิ้ม เตะร่างของหญิงสาวตรงพื้นเข้าไปข้างใน และ...
โครม! เผละ!
ล้อหน้าทับหัวนั้นได้พอดี สมองสีชมพูอ่อนไหลออกมาเป็ก้อนปนกับเื ดวงตาทะเล็ดออกจากเบ้า พร้อมกับกระดูกกระโหลกสีขาวเทาทิ่มแทงออกมา จนคนที่เห็นรู้สึกสยอง บางคนถึงกับอาเจียนออกมา และหลายคนเบือนหน้าหนี
แต่ทุกอย่างเงียบสงัดไม่มีใครกล้าขยับตัวหรือแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมา ราวกับคนที่พูดออกมาเป็คนแรก จะต้องเป็รายถัดไป
ปี๊ป่อ! ปี๊ป่อ! ปี๊ป่อ!
ไม่รู้ว่าใครโทรเรียกรถโรงพยาบาลั้แ่ตอนไหน แต่บัดนี้มันได้ใกล้เข้ามาแล้ว เสียงหวีดแหลมนั้นได้ปลุกสติสัมปชัญญะของเนียร์ให้ตื่นขึ้น ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันมองรอบข้างอย่างตื่นตระหนก เห็นผู้คนกำลังจ้องมองมาอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้
เนียร์ก้มลงมองสิ่งที่ตนทำไปเมื่อครู่แล้วมีอาการตื่นกลัวไม่ต่างจากคนบริเวณนั้น ราวกับตัวเธอไม่ได้เป็คนทำเื่นี้เอง
เด็กสาวรีบวิ่งหนีออกจากตรงนั้น ถอดหมวกคืนให้กับเ้าของบนรถสองแถวอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งออกไปให้ไกลจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่สนอีกแล้วว่าเป้ที่สะพายอยู่นั้นจะหนักขนาดไหนก็ตาม
ไม่มีใครคนไหนคิดจะตามเธอให้มารับผิดชอบในสิ่งที่กระทำไว้ เพียงแค่เห็นเด็กผู้หญิงใช้มือข้างเดียวยกรถได้ พวกเขาก็ไม่คิดจะข้องแวะกับคนคนนี้อีกแล้ว
หลังจากการวิ่งมาได้สักพัก เนียร์หยุดพักหายใจข้างทาง อีกไม่ไกลนักจะเป็ซอยทางเข้าบ้านของเธอ มาไกลถึงขนาดนี้แล้ว คงไม่มีใครรู้ว่าเธอไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นหรอก
จวบจนเมื่อเธอเดินไปในซอยได้เล็กน้อย ใครบางคนได้ทักขึ้น
“พวกผมบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าควรระวังตัวให้ดี”
เนียร์สะดุ้งแล้วหันขวับ พบกับผู้ชายคนหนึ่งใส่สูททำงานสีดำท่าทางเป็การเป็งาน หน้าตาไม่มีแววเป็เล่นเลยแม้แต่น้อย
หรือว่าจะเป็คนที่พูดออกลำโพงนั่น...แต่ไม่ใช่เสียงนี้นี่นา
“ผมไม่ใช่หัวหน้าที่พูดกับพวกคุณเมื่อวานนี้หรอกครับ” เขาพูดเหมือนรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ “ผมมาเป็ตัวแทนของเขา ไม่ได้จะมาทำร้ายอะไรคุณแน่นอน” เขาแบมือโชว์ขึ้นให้ดูว่าไม่ได้พกอะไรมาเลย
แต่ยากที่เนียร์จะทำใจไว้ใจเขาได้จึงอยู่นิ่งรอดูท่าทีของอีกฝ่าย ตอนนั้นเองที่ของข้างในเป้ดิ้นขลุกขลักจนในที่สุดเ้าสัตว์ประหลาดสีฟ้าก็ะโออกมาข้างนอกได้สำเร็จ มันขยายตัวให้ใหญ่ขึ้นเท่าหมีั์มาอยู่ตรงหน้าเนียร์ แยกเขี้ยวตั้งท่าจะจู่โจมผู้ชายคนนั้น
ทว่า...ผู้ชายคนนี้ไม่มีท่าทีว่าใกลัวเลยสักนิด เขาเงยหน้ามองดูสัตว์ประหลาดที่แทบจะหายใจรดหน้าอยู่แล้วด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“นี่คงจะเป็สัตว์เลี้ยงของคุณสินะ คุณนิศาชล” เขาพูด ส่วนเนียร์ได้แต่หรี่ตาลงพิจารณาผู้ชายคนนี้อย่างระแวดระวัง ก่อนจะเข้ามาขวางหน้าบ๊อกไว้ สื่อเป็นัยไม่ให้มันทำอะไรคนตรงหน้า
“นายมีธุระอะไรกับฉันกันล่ะ” เนียร์มั่นใจว่าผู้ชายคนนี้ต้องรู้เื่ของเธอดีแน่ ส่วนเขาก็ยืนทำท่าสำรวมอย่างมีมารยาท และกล่าวตอบอย่างสุภาพโดยไม่สนใจว่าคู่สนทนาจะอายุน้อยกว่า
“ผม้าจะบอกว่า เื่เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะพวกเราจัดการปิดเื่ให้แล้ว”
“ก็นั่นมันหน้าที่ของนายนี่” เนียร์กอดอกสวนกลับ แม้แต่บ๊อกเองยังส่งเสียงสนับสนุน
“...แล้วก็ ผมบอกแล้วไงครับ ว่าคุณควรระวังตัวให้ดีกว่านี้”
เนียร์ขมวดคิ้ว ก่อนได้รับคำอธิบายจากอีกฝ่ายให้เข้าใจ
“คนที่คุณฆ่าตาย มีบางคนหมายตาเอาไว้แล้ว”
คราวนี้เนียร์เข้าใจแล้วว่าเขามาหาเธอทำไม
มีการหมายตาเอาไว้แล้ว แสดงว่า...มีคนแบบเธอรออยู่แถวนั้นเพื่อจัดการกับผู้หญิงคนนั้นอย่างนั้นหรือ
“และผมก็เชื่อว่าตอนนี้คนคนนั้นจะต้องกำลังโมโหอยู่แน่ ที่คุณไปแย่งเหยื่อของเขา”
“...มีการหมายตาไว้ด้วยงั้นเหรอ” เธอถามเพื่อความแน่ใจ
เขายิ้ม “ตอนนี้มีการทำแบบนี้บ่อยไปครับคุณนิศาชล ภายในวันเดียวก็สามคนเข้าไปแล้ว...ทำเป็เข้าไปตีสนิท นัดหมายชวนออกไปเที่ยว ให้ใส่ชุดสีดำ-แดงมาจะได้จำได้ อีกฝ่ายหลงเชื่อทำตามไป ก็...” เขาล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เนียร์ “มีสภาพอย่างที่คุณเห็นนั่นแหละครับ”
เนียร์มองรูปที่อีกฝ่ายยื่นให้แล้วถึงกับเบือนหน้าหนี หากยังทำใจหันกลับมามองต่อ
มันเป็รูปของศพ...ศพที่ไม่มีสภาพว่าเป็มนุษย์หลงเหลืออยู่
ทั้งถูกแหวกและฉีกทึ้งจนร่างเละ บอกไม่ได้ว่าส่วนไหนเป็ส่วนไหนเมื่อมันผสมปนเปจนแยกไม่ออก เืมีอยู่เต็มทุกพื้นที่ หากสิ่งเดียวที่พอมองออกจากเสื้อผ้าที่ยังเหลือเค้าโครงเดิมอยู่
คือทุกคนในรูป ล้วนเป็หญิงทั้งสิ้น
“แล้ว...แล้วมันจะทำอะไรกับฉันได้ล่ะ ในเมื่อฉันก็มีพลังเหมือนกัน ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัวเลย” เนียร์พยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่นตามมือ
“แล้วคุณไม่คิดระวังเพื่อปกป้องพวกเพื่อนๆที่โรงเรียนบ้างรึไงครับ ถึงทำร้ายคุณไม่ได้ ก็ฆ่าคนที่คุณรักได้เช่นกัน” คราวนี้เนียร์เบิกตากว้างอย่างนึกไม่ถึงว่าคนรอบตัวจะถูกลากมาเกี่ยวข้องด้วย “และไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่คนในครอบครัวคุณเอง ก็ตกอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกัน”
“กรร...” บ๊อกส่งเสียงอย่างไม่พอใจ อยากจะกระโจนฉีกผู้ชายตรงหน้าให้เป็ชิ้นๆใจจะขาด แต่เนียร์ใช้มือลูบขนสีฟ้าให้มันสงบลง
“ผมคงจะไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ...อย่าลืม พวกผมคอยจับตาดูคุณอยู่ พยายามควบคุมตัวเองให้ดีด้วย แล้วพบกันใหม่นะครับ คุณนิศาชล” เขาก้มหัวเป็เชิงลาและเดินไกลออกไป
ปล่อยให้เนียร์ตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
‘คนแรกที่ฉันจะฆ่าในหมู่พวกเดียวกัน รับรองเลยว่าคนคนนั้นจะต้องเป็แก’
เนียร์คิดถึงคำขู่ของคนเมื่อคืนที่กล่าวทิ้งท้ายไว้ เธอยังคงจำมันได้ทุกคำ อย่างว่า...จะมีสักกี่คนบนโลกนี้กันล่ะ ที่มาประกาศขู่ฆ่าอีกฝ่ายแบบนี้
จะใช่...ผู้ชายคนนั้นหรือเปล่านะ เธอเดา แต่ก็ยังมีคนอื่นอีกหลายคนให้สงสัย
“เฮ้อ มีแต่เื่ให้ปวดหัว” เนียร์เอนตัวล้มลงนอนบนเตียงตัวเอง
ห้องนอนของเธอต่างจากห้องของพวกวัยรุ่นผู้หญิงทั่วไปคือ ไม่มีตุ๊กตาวาง ไม่มีเครื่องสำอางอยู่ตรงโต๊ะหน้ากระจก แม้แต่ขวดแป้งสักกระป๋องก็ยังไม่มี เครื่องใช้ตกแต่งที่ได้รับอนุญาตอยู่ในห้องนี้มีเพียงแค่หวี ผนังและเพดานห้องถูกทาทับด้วยสีฟ้าครึ้มเหมือนฟ้าที่ฝนใกล้จะตก ชั้นวางของมีแต่หนังสือการ์ตูน จนเกือบเหมือนห้องของผู้ชาย
เนียร์ไม่ใช่พวกผู้หญิงที่รักสวยรักงาม เพราะตามความคิดของเธอแล้ว ผู้หญิงแนวนั้นดูอ่อนแอเกินไป และเธอก็ไม่้าเป็เช่นนั้น
จู่ๆ บ๊อกก็ขึ้นมาตรงท้องของเธอ เนียร์กระตุกยิ้มเล็กน้อยก่อนลูบตัวมันไปมา สายตาจ้องเพดานขณะหัวคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเย็นนี้ ที่ตัวเองยกรถได้ด้วยมือข้างเดียว
ความสามารถของคนที่มีพลัง ทำให้มีพละกำลังเหนือกว่าคนธรรมดาด้วยหรือไงนะ
เด็กสาวเหยียดแขนขึ้นตั้งฉากกับเตียง จ้องมองมือของตนที่ไม่ได้ต่างจากเดิมตรงไหน แต่ตอนนี้มันกลับทำเื่น่าเหลือเชื่อไปแล้ว
พลันร่างบางก็สะดุ้ง เมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องเธอ
“คะ?”
“ลงไปกินข้าวได้แล้วนะเนียร์” เสียงของกุลดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของประตู
เนียร์ขานรับแล้วรีบลงไปพร้อมพาบ๊อกติดตัวไปด้วย
ที่อพาร์ตเมนต์หลังหนึ่ง ห้อง 302 ห้องแนวสตูดิโอเปิดกว้างหมด ทั้งโซนครัว โซนนั่งเล่น และโซนห้องนอนถูกจัดสรรพื้นที่ให้พอเหมาะกับขนาดห้อง ทั้งห้องตกแต่งด้วยต้นไม้ประดับซะเป็ส่วนใหญ่ แม้แต่ข้างนอกตรงระเบียงที่มีพื้นที่อยู่เพียงนิด ก็ยังมีกระถางต้นไม้ขนาดเล็กอยู่สามสี่ต้นวางเรียงอยู่บนชั้น เป็ห้องที่เหมาะสำหรับจะอยู่คนเดียวมากกว่าหลายคน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นอึดอัดแม้จะมีผู้ชายสองคนอยู่ในห้องนี้พร้อมกัน
คนผมสีน้ำตาลกำลังตั้งกระทะเตรียมทำอาหารเย็น ส่วนคนหัวสีส้มก็นั่งตามสบายอยู่บนโซฟาเล็กๆที่อยู่ติดกับประตูทางเข้า
สีเขียวของใบไม้อาจช่วยให้คนมองใจสงบลง หากมันคงใช้ไม่ได้ผลกับอารมณ์ร้อนแทบลุกเป็ไฟของหนุ่มหัวส้ม
“ชิ! อย่าให้รู้นะว่าใครมันแย่งเหยื่อของฉันไป จับฆ่าแน่” เขาทุบโซฟา
“ฟิวส์ ฉันว่านายน่าจะหัดควบคุมอารมณ์ตัวเองบ้างนะ ถ้าฉันเห็นมีรอยไหม้ตรงไหนในห้องอีกละก็ จะหาว่าฉันไม่เตือนไม่ได้นะ” คนผมสีน้ำตาลพูดขณะกำลังเจียวไข่
“รู้แล้วน่า ไม่ต้องมาสั่งหรอก” คนหัวส้มที่ถูกเรียกว่า ‘ฟิวส์’ พูด
“นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็การขอร้องต่างหาก” คนหัวน้ำตาลพูดแก้
“จะอะไรก็เหมือนกันน่ะแหละ” ฟิวส์โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “แล้วก็นะ โชลนายเลิกเตือนฉันเหมือนฉันเป็เด็กทีเหอะ ฉันไม่อยากได้นายมาเป็แม่หมายเลขสองหรอกนะ”
คนที่ฟิวส์เรียกว่า ‘โชล’ หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ใครบอกว่าในฐานะแม่ล่ะ ในฐานะพี่ชายต่างหาก”
“เออ ขอโทษคร้าบคุณพี่ที่เคารพรัก” ฟิวส์ยกมือขอโทษอย่างประชดกับคำพูดนั่น
แต่แท้จริงแล้ว โชลก็ไม่ใช่ทั้งแม่หรือพี่ชาย หากเป็เพื่อนสนิทั้แ่เด็กต่างหาก ถึงตอนนี้จะอยู่กันคนละโรงเรียนก็เถอะ ฟิวส์ก็ยังมาหาเพื่อนคนนี้อยู่บ่อยๆ
“ว่าแต่...” โชลกระดกกระทะให้ไข่เจียวแผ่นหนาฟูลอยพลิกกลางอากาศ ก่อนค่อยๆ ตักวางลงบนข้าวสวยร้อนๆที่ตักใส่จานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว “ตั้งสามคนแล้ว ยังไม่พออีกเหรอ”
เด็กหนุ่มหัวส้มยิ้มมุมปาก “ยังหรอก คราวหน้าฉันอยากลองใช้ไฟเผาพวกมันบ้าง”
พรึ่บ!
จู่ๆ ก็มีไฟลุกขึ้นติดนิ้วของฟิวส์ แต่เขากลับไม่มีทีท่าว่าร้อนสักนิด ทั้งยังมีการเล่นกับไฟประหลาดนั่นอีก แม้แต่โชลเองก็ยังไม่ใกับการกระทำของเพื่อนสนิท ราวกับเห็นบ่อยจนเป็เื่ปกติ
“ไข่เจียวได้แล้ว จะกินมั้ย”
“แน่นอน นั่นคือเหตุผลที่ฉันมาหานายไงล่ะ” เขากำมือแล้วไฟนั่นก็หายไป ไร้รอยไหม้ใดบนมือข้างนั้น ฟิวส์เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ นั่งลงพร้อมกินอย่างรวดเร็วจนข้าวเลอะมานอกปาก
“เฮ้อ เด็กบางคนยังกินได้สุภาพกว่านายเลย” คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามบ่นอย่างเอือมระอา ก่อนจะหันไปมองม้วนกระดาษเช็ดปากที่วางไว้ตรงข้างโทรทัศน์ ซึ่งมันไกลเกินจะเอื้อมถึง แต่ถึงกระนั้นโชลก็ยังไม่ลุกไปเอาและยังหันไปมองกระถางต้นไม้เล็กๆที่อยู่บนเคาน์เตอร์แทน
ภายใน่เวลานี้เอง ที่ต้นไม้ในกระถางมีก้านยาวออกมาเรื่อยๆ เลื้อยไปหาโทรทัศน์ เมื่อถึงจุดหมายมันก็พันรอบม้วนกระดาษเช็ดปาก ก่อนถอยกลับมาส่งให้กับโชล สักพักหนึ่งมันก็กลับไปมีสภาพเดิมในกระถาง
เขายื่นกระดาษให้อีกฝ่ายเอาไปเช็ดปากตัวเอง ซึ่งคนผมส้มยื่นมือรับมันแต่โดยดี
“แล้ว ฟาย่อน กับ วิส ไปอยู่ไหนแล้วล่ะ” ฟิวส์ถามขณะเช็ดปาก
“คงไปวิ่งเล่นแถวนี้แหละ นายกลับไปก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะบอกมันเองไม่ต้องห่วง”
“อืม...งั้นฉันกลับก่อนดีกว่า ี้เีรอ” เขาลุกไปหยิบเป้ตรงโซฟาขึ้นมาสะพาย แล้วออกไปจากห้อง
ส่วนคนที่ยังอยู่ในห้องก็เก็บจานเอาไปล้าง ระหว่างนั้นได้ยินเสียงกุกกักกุกกักอยู่ตรงหน้าต่างข้างๆกับที่เขาล้างจาน โชลรีบเปิดหน้าต่าง ก่อนจะพบสัตว์ประหลาดมีขนสีน้ำตาลออกดำตะเกียกตะกายขึ้นมา
“อ้าว วิส มาแล้วเหรอ แล้วฟาย่อนล่ะอยู่ไหน” โชลยิ้มต้อนรับก่อนจะถามถึงอีกตัวหนึ่ง ส่วนวิสก็ยกหางของมันขึ้นมา ให้เห็นว่ามีตัวประหลาดขนสีส้มกำลังงับหางมันอยู่ บ่งบอกได้เลยว่าเมื่อครู่นี้กำลังเล่นอะไรกัน
“ฟาย่อนเ้านายแกกลับไปแล้วนะ ถ้าไปตอนนี้อาจจะทันก็ได้” ฟาย่อนส่งเสียงครางเพื่อบอกว่ารับทราบแล้ว
“งั้นวิสช่วยส่งมันหน่อยสิ”
วิสส่งเสียงทำตามทันที โดยการสลัดหางให้ตัวสีส้มหล่นลงไปแทน แต่โชลก็ไม่ได้ว่าอะไร แกล้งทำเสียงเหมือนกำลังใ “อ้าว นี่มันชั้นสามไม่ใช่เหรอ” เขาหัวเราะแล้วเอื้อมมือไปรับตัววิสขึ้นมา
ส่วนฟาย่อนที่ถูกสลัดตกลงมา มันหมุนตัวกลับใช้ขาหลังถีบกับกำแพงส่งตัวไปที่อีกฟากหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ผู้ชายหัวส้มที่กำลังเดินฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางหมู่คน เปิดซิบเป้ของตัวเองให้กว้างขึ้น ก้มลงมองเหมือนกำลังจะหาของ เพียงชั่วพริบตาเดียว ที่มีสิ่งแปลกปลอมพุ่งเข้าไปในตัวเป้ที่เปิดรับมันโดยไม่มีใครสังเกต บางคนอาจเห็นเพียงลางๆแต่ก็คงคิดไปว่าเป็แค่นกตัวหนึ่งเท่านั้น
“กลับบ้านของเรากันเถอะ ฟาย่อน” เขาบอกเบาๆเพื่อไม่ให้ใครได้ยิน ก่อนจะรูดซิบปิดลงตามเดิม