บทที่ 11 เมืองกู่ไหล
ถึงแม้หลิงอ้าวเทียนจะอนุญาตให้จื่อเชียนเกอออกไปผจญภัยเพียงลำพัง แต่เขาก็ยังคงเป็ห่วง เพราะเชียนเกอยังเป็เด็กเพียงแปดขวบ
เขาจึงแอบส่งองครักษ์เงาไปคุ้มครองเธออย่างลับๆ ทันทีที่เธอออกจากเมืองฉีหยาง
หลิงอ้าวเทียนที่อยู่ในสำนักหลิงอวิ๋นก็ได้รับรายงานฉบับแรกจากองครักษ์เงา
เมื่อเขาเห็นสิ่งที่เขียนในจดหมาย เขาก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
'เด็กคนนี้ช่างลึกลับจริงๆ ั้แ่เมื่อไหร่กันที่นางเก่งเื่การพนันถึงเพียงนี้?'
เมืองกู่ไหลตั้งอยู่ในทำเลที่พิเศษมาก เป็จุดตัดระหว่างสามแคว้นของทวีปเซิ่งเทียน และยังอยู่บริเวณรอบนอกของเทือกเขาฉีอวิ๋นด้วย
ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากที่เดินทางไปฝึกฝนที่เทือกเขาฉีอวิ๋น มักจะแวะพักที่นี่ เหล่านักพรตและทหารรับจ้างที่กลับมาจากป่าเตียนอวิ๋นก็มักจะตั้งแผงลอยขายสมุนไพร ผลึกเวท หรือของวิเศษอื่นๆ
นานวันเข้า ที่นี่ก็ค่อยๆ กลายเป็เมืองที่คึกคักและเจริญรุ่งเรืองอยู่นอกเหนือการควบคุมของทั้งสามแคว้น
เมื่อสัตว์อสูรบินลงจอดที่นอกเมืองกู่ไหล ก็ใกล้พลบค่ำแล้ว แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องท้องฟ้าเป็สีส้มแดง ดูสวยงามราวกับความฝัน
หลังจากลงจากสัตว์อสูรบิน จื่อเชียนเกอก็ตรงไปยังใจกลางเมืองกู่ไหลทันที เธอมองผู้คนที่พลุกพล่านแล้วพูดว่า
"ถึงเมืองกู่ไหลจะไม่ใหญ่ แต่ความเจริญรุ่งเรืองก็ไม่แพ้เมืองฉีหยางเลย ที่นี่มีแต่คนที่มีขั้นพลังต่ำกว่าเมืองฉีหยาง แม้แต่คนที่อ่อนแออย่างข้าก็ยังเห็นมีตั้งหลายคน ฮิฮิ"
ฮั่นตั้นหัวเราะเบาๆ "พี่สาว ตอนนี้เ้าอายุแค่แปดขวบ คนที่อายุเท่าเ้าส่วนใหญ่เพิ่งจะเริ่มฝึกฝน พวกเขาส่วนใหญ่เป็แค่ระดับซื่อเสวียน ยังอยู่บ้านสบายๆ ใครจะเหมือนเ้าที่ออกมาผจญภัยคนเดียว"
จื่อเชียนเกอยิ้มโดยไม่ปฏิเสธ เธอเดินไปที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆ วางเหรียญทองบนโต๊ะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
"เถ้าแก่ ขอห้องธรรมดาหนึ่งห้อง กับข้าวหนึ่งอย่างหนึ่งจาน เตรียมน้ำร้อนให้ด้วย"
เ้าของโรงเตี๊ยมได้ยินเสียงเด็กน้อยก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
เขามองอย่างพิจารณา เห็นว่าไม่มีผู้ใหญ่มาด้วยจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ สั่งให้ลูกน้องพาเธอไปที่ห้อง แล้วเตรียมอาหารและน้ำร้อนตามที่เธอสั่ง
ไม่รู้ว่าเป็เพราะจิตใจเข้มแข็งหรือเปล่า เธอถึงได้หลับสบายตลอดคืน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากจื่อเชียนเกอออกจากห้องพัก เธอก็รีบไปซื้อของจำเป็สำหรับการเอาตัวรอดในป่าระยะยาวที่ร้านค้าใกล้ๆ เช่น หินอัคคี กระโจม ร่ม ที่นอน หม้อไห ชามช้อน ฯลฯ
หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เธอก็ไม่สนใจสายตาของคนอื่น เดินตรงไปยังทิศตะวันตกของเทือกเขาฉีอวิ๋น
ตอนที่อยู่สำนักหลิงอวิ๋น เธอมักจะพูดคุยกับเหล่าศิษย์พี่ จึงพอรู้เื่ราวของเทือกเขาฉีอวิ๋นอยู่บ้าง
ศิษย์พี่ต้วนิหลาง หลานชายของเ้าสำนักตำหนักหลอมโอสถ คอยดูแลเธอเป็อย่างดี
เขาเป็ยอดฝีมือด้านการหลอมโอสถที่มีพร์ มักจะมาเก็บสมุนไพรที่เทือกเขาฉีอวิ๋นจึงรู้จักที่นี่เป็อย่างดี
ก่อนออกเดินทาง เธอไปขอคำแนะนำจากเขาจึงได้รับข้อมูลที่เป็ประโยชน์มากมาย
ในป่าตอนเช้ามีหมอกบางๆ ปกคลุม แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านหมอกมาต้องใบหน้า ให้ความรู้สึกร้อนชื้นเล็กน้อย
นกที่ตื่นเช้าจะได้กินหนอน มีผู้คนมากมายเดินทางไปยังเทือกเขาฉีอวิ๋นั้แ่เช้า ในสายตาของพวกเขา จื่อเชียนเกอเป็เด็กที่แปลกประหลาด มีคนอดไม่ได้ที่จะพูดแซวว่า
"นี่ลูกใครกัน ส่งไปให้พวกอสูรกินั้แ่เช้าเลยหรือนี่?"
คนข้างๆ หัวเราะขึ้นมา พูดอย่างคลุมเครือว่า
"ใครจะไปรู้ล่ะ? สมัยนี้มีเื่แปลกๆ อะไรก็ได้ทั้งนั้น พวกเราจะไปยุ่งอะไรมากมาย รีบไปกันเถอะ รีบจัดการกับสัตว์อสูรหางเขียวระดับสี่ที่อยู่ข้างหน้านั่นให้เสร็จ ขายได้ราคาดีๆ แล้วเอาไปแลกยาเม็ดกัน"
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยและเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้า
จื่อเชียนเกอได้ยินบางอย่างจากคำพูดของเขา คนผู้นี้กำลังบอกเป็นัยว่าข้างหน้ามีสัตว์อสูรระดับสี่ เธอยิ้มบางๆ แล้วเดินต่อไปข้างหน้า
ด้วยพลังที่อ่อนแอในตอนนี้ เธอสามารถจัดการได้เพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งและสองเท่านั้น เธอรู้จักตัวเองดี จึงไม่ทำอะไรโดยไม่คิด
เธอวนเวียนอยู่แถวชายขอบ ทั้งขุดหาสมุนไพรวิเศษและต่อสู้กับสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ไปพลาง เพลิดเพลินจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงเที่ยงวัน
เธอหาถ้ำเล็กๆ ที่ราบเรียบและกว้างขวาง เก็บกิ่งไม้แห้งมาแล้วนำกระต่ายที่เพิ่งล่าได้มาทำความสะอาด หั่นเป็ชิ้นเล็กๆ แล้วใส่หม้อตุ๋น
ขณะที่กำลังจะเริ่มกินมื้อกลางวัน ก็มีกลุ่มคนเล็กๆ เดินเข้ามาเป็บุรุษสองคนและสตรีสองคน
ใบหน้าของพวกเขาดูอ่อนเยาว์ อายุประมาณสิบเอ็ดหรือสิบสองปี แต่งกายค่อนข้างดี น่าจะมาจากตระกูลขนาดกลางหรือเล็กของทั้งสามแคว้น
จื่อเชียนเกอมองดูสีหน้าของทั้งสี่คนแวบหนึ่งและรับรู้ถึงพลังิญญาที่แผ่ออกมาจากตัวพวกเขา เธอก็พอจะเดาได้แล้วคิดในใจว่าช่างโชคร้ายจริงๆ อาหารกลางวันมื้อนี้คงจะไม่ได้กินแล้ว
หญิงสาวในชุดสีเขียวที่มีใบหน้างดงามเดินนำหน้า เธอมองดูจื่อเชียนเกอที่สวมเสื้อผ้าสกปรกมอมแมม แล้วพูดอย่างรังเกียจว่า
"นึกว่าใครมาทำอาหารกินที่นี่ ที่แท้ก็แค่ขอทานตัวน้อยนี่เอง"
อีกหนึ่งสาวน้อยที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเธอ เอามือปิดปากหัวเราะคิกคักแล้วพูดว่า
"พี่หญิงพูดถูกแล้ว ได้กลิ่นหอมมาแต่ไกล ไม่นึกว่าจะเป็ขอทานน้อยกำลังทำอาหารอยู่ ดูเหมือนฝีมือจะไม่เลวเลย ให้นางทำมื้อกลางวันให้พวกเราดีหรือไม่?"
สาวน้อยชุดเขียวเห็นด้วยและกล่าวว่า "ความคิดของซวงเอ๋อร์ไม่เลวเลย พวกเราเดินทางมาครึ่งค่อนวันแล้ว กำลัหิวกันพอดี" พูดจบก็สั่งการอย่างเย่อหยิ่ง
"นี่ ขอทานน้อย จงทำความสะอาดถ้ำนี่ให้พวกเราพักผ่อน แล้วก็ไปเตรียมมื้อกลางวันให้พวกเราด้วย รีบๆ หน่อย อย่าให้คุณหนูอย่างข้าต้องรอนาน"
จื่อเชียนเกอเบ้ปาก ไม่สนใจพวกเขา เธอเป่าซุปเนื้อกระต่ายในถ้วยเบาๆ แล้วนั่งจิบอย่างใจเย็น
เมื่อเห็นว่าจื่อเชียนเกอไม่สนใจ เด็กสาวชุดเขียวก็ขึ้นเสียง "นี่ ขอทานน้อย เ้าหูหนวกหรือ? ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง?"
จื่อเชียนเกอจิบซุป มองเธออย่างเ็า "ขอทานน้อย? ใครกัน?"
เด็กสาวชุดเขียวตอบกลับไปโดยไม่ทันคิด "ก็เ้ายังไงล่ะ ขอทานน้อย"
ทันทีที่เธอพูดจบ ชายสองคนและหญิงอีกคนที่อยู่ด้านหลังก็มองเธอด้วยสายตาดูถูก
จื่อเชียนเกอยิ้มเยาะในใจ คนพวกนี้ช้างไม่มีสมองจริงๆ เธอพยักหน้าแล้วพูดเบาๆ "อ้อ ที่แท้เ้านี่เองที่เป็ขอทานน้อย"
เด็กสาวชุดเขียวเพิ่งจะรู้ตัว นางโพล่งขึ้นด้วยความโกรธ "เ้า...เ้ากล้าด่าข้า! อยากตายนักหรือไง? เ้านั่นแหละขอทานน้อย รีบมาคุกเข่าขอโทษข้าเดี๋ยวนี้ แล้วไปทำอาหารมาให้พวกข้ากินซะ"
จื่อเชียนเกอค่อยๆ จิบซุปจนหมด แล้วพูดเสียงเ็า
"เ้ามีสิทธิอะไรมากล่าวหาว่าข้าเป็ขอทาน? มีสิทธิอะไรมาสั่งให้ข้าทำอาหารให้? มีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ข้าคุกเข่าขอโทษ?"
เด็กสาวชุดเขียวพูดไม่ออก "นี่เ้า..เ้าแต่งตัวซอมซ่อเช่นนี้ มันขอทานชัดๆ ยังจะมาทำเป็เล่นตัวอีก ข้าให้เ้าได้ทำอาหารให้ถือเป็วาสนาของเ้าแล้ว จะทำไม่ทำ?"
จื่อเชียนเกอตักเนื้อกระต่ายเข้าปาก แล้วพูดออกมาสองคำเรียบๆ "ปัญญาอ่อน!"
เด็กสาวชุดเขียวโกรธจนตัวสั่น "เ้าพูดว่าอะไรนะ? เ้ากล้าด่าข้าว่าปัญญาอ่อนเช่นนั้นหรือ?"
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังสุด สวมชุดรัดรูปสีดำ รูปร่างผอมเพรียว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดเสียงเ็า
"หลิวซีอวี๋ พอได้แล้ว! ถ้าอยากจะทำตัวเป็คุณหนูเอาแต่ใจก็กลับไปทำที่บ้าน อย่ามาทำเื่น่าอายที่นี่"