เช้าวันต่อมา แพรไหมตื่นขึ้นมาอย่างไม่ค่อยสบายตัว ขอบตาของเธอบวมช้ำอย่างเห็นได้ชัดจากการร้องไห้เกือบทั้งคืนชีวิตคนวัยทำงานยังต้องดำเนินต่อ ไม่มีเวลาให้เธอได้ฟูมฟายได้มากมายนักเธอจัดการแต่งหน้ากลบเกลื่อนรอยคล้ำใต้ตา สวมชุดทำงานสีสุภาพเรียบร้อยแล้วพาตัวเองมาถึงออฟฟิศก่อนเวลาตามปกติ
บรรยากาศที่โต๊ะทำงานยังปกติทุกอย่าง แพรไหมนั่งจัดเตรียมเอกสารสำหรับการประชุมใน่เช้าพร้อมกับกำลังเตรียมใจรับมือกับพายุอารมณ์ของปุริมถึงแม้รู้ดีว่าการหักหน้าเขาด้วยการไม่รับสายเมื่อคืน คงทำให้คนเอาแต่ใจอย่างคุณปริมโกรธจัดแน่ๆ
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้น แพรไหมเงยหน้าขึ้นมองทันทีปุริมเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางนิ่งขรึม ใบหน้าหล่อเหลานั้นบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดแววตาคมกริบดูจะดุดันกว่าทุกวัน
เขาก้าวผ่านโต๊ะทำงานของเธอไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามามองหรือหยุดทักทายเหมือนอย่างเคย เสียงประตูห้องทำงานปิดลงดังปังตอกย้ำความโกรธกรุ่นของเขาได้เป็อย่างดี
แพรไหมสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าเธอยกแก้วกาแฟดำที่เขาชอบดื่มเป็ประจำพร้อมแฟ้มเอกสารด่วนเดินตามเข้าไปในห้องทำงาน
“กาแฟค่ะคุณปริมและนี่เป็เอกสารสรุปยอดขายของไตรมาสที่แล้วที่ต้องเซ็นด่วนค่ะ”เธอวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะและยื่นแฟ้มให้
ปุริมไม่รับแฟ้มเอกสาร เขานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้จ้องมองเธอด้วยสายตากดดันและเ็าจนบรรยากาศในห้องอึดอัดจนแทบหายใจไม่ใช่ออก
“เมื่อคืนทำไมไม่รับสายผม” เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ พร้อมกับผ่อนลมหายใจออกทางจมูกช้าๆ
“แพรขอโทษค่ะ พอดีกลับถึงห้องแล้วเพลียมากเลยทานยาแล้วหลับยาวไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์” แพรไหมมุสาคำโตเธอบังคับสายตาให้มองสบตาเขาตรงๆ เพื่อไม่ให้จับพิรุธได้
ปุริมแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความจับผิด “งั้นเหรอ ที่ผ่านมาคุณไม่เคยนอนหลับลึกจนไม่ได้ยินเสียงโทรเข้าของผมเลยนะคุณแพร”
“ถ้าคุณปริมถามเื่งานแพรตอบได้ค่ะ แต่ถ้าเป็เื่ส่วนตัวแพรคิดว่ามันอยู่นอกเหนือข้อตกลงของเรานะคะ”เธอกลั้นใจพูดยกเอากฎของเขามาเป็โล่กำบัง
คำพูดของเลขาฯ สาวทำเอาปุริมชะงักไปดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กด้วยความคาดไม่ถึง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา แพรไหมไม่เคยย้อนคำหรือใช้กิริยาห่างเหินใส่เขาแบบนี้มาก่อน
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดโรยตัวลงมาปกคลุมคนทั้งคู่ปุริมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาจับจ้องใบหน้าเนียนของเลขาฯสาวราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน
ท่าทางนิ่งสนิทแต่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นของแพรไหมในวันนี้กำลังทำให้คนที่ไม่เคยถูกขัดใจอย่างเขาเริ่มหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
“กฎสามข้อ...” ปุริมทวนคำเสียงต่ำ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆแต่มันไม่ได้ดูตลกเลยสักนิด “คุณกำลังจะบอกว่าผมก้าวล่วงพื้นที่ส่วนตัวของคุณงั้นเหรอ แพรไหม?”
“แพรไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นค่ะ”เธอยังคงพยายามรักษาความนิ่งเอาไว้ทั้งที่ข้างในใจสั่นระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก
“แพรแค่ทำตามที่คุณปริมเคยสั่ง... ในเวลางานเราคือเ้านายกับเลขาฯและตอนนี้ก็เป็เวลางานค่ะ”
“ดี! เก่งขึ้นเยอะนี่”
ปุริมก้าวประชิดตัวเธอจนแพรไหมเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งทว่าเขากลับเอื้อมมือมากระชากแฟ้มเอกสารในมือเธอไปวางกระแทกบนโต๊ะเสียงดังฉาด
ก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดข้างแก้มความใกล้ชิดที่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกห่างเหินในเวลานี้ มันบีบคั้นหัวใจของแพรไหมจนจุกแน่น
“ในเมื่ออยากให้เป็เวลางานนัก...”น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็สั่งการเฉียบขาด “เสาร์นี้นัดดูตัวตอนเที่ยงยังคงเดิมแต่ตอนเย็น... ผมอยากให้คุณจองร้านอาหารหรูๆ ไว้ด้วย สองที่นั่ง”
คำสั่งนั้นเหมือนใบมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิมที่ยังไม่ทันหายดี แพรไหมเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเื
“ทำไมเงียบไปล่ะครับคุณเลขาฯ? ทำไม่ได้หรือไง”เขาถามย้ำ สายตาเต็มไปด้วยความท้าทายและเอาชนะ
“ได้ค่ะ...” แพรไหมเค้นเสียงตอบผ่านลำคอที่แห้งผากขอบตาร้อนผ่าวจนต้องเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลต่อหน้าเขา
“แพรจะจัดการจองร้านที่โรแมนติกที่สุดให้ค่ะ...คุณปริมกับคุณพิมพ์ใจจะได้ประทับใจ”
เธอเน้นคำว่า 'คุณพิมพ์ใจ' ออกมาด้วยความขื่นขม ปุริมชะงักไปนิด แววตาแกร่งไหววูบไปชั่วขณะคล้ายกับมีความรู้สึกบางอย่างแล่นผ่านแต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมาทำหน้าตายชาสนิทเหมือนเดิม
“ดี งั้นก็ออกไปทำงานได้แล้ว” เขาโบกมือไล่อย่างไม่ไยดี
แพรไหมก้มหัวให้เขาเล็กน้อยก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานทันทีที่ประตูปิดลง
ลมหายใจที่อั้นไว้ก็พรั่งพรูออกมาพร้อมกับความรู้สึกอ้างว้างที่เกาะกินใจเธอคิดว่าตัวเองทนได้ทุกอย่างเพื่อคำว่ารัก
แต่ในวันนี้ วินาทีนี้... แพรไหมเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าหัวใจของเธอมันจะยังทนรับความใจร้ายของปุริมได้อีกนานแค่ไหน ก่อนที่ความรู้สึกมันจะพังทลายลงมาจริงๆ