หลังจากที่เหวินยอมรับบทบาทของนักเขียน ความสามารถในการรับรู้ของเขาก็เพิ่มมากขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เขามองเห็น “ชีวิต” ที่ซ่อนอยู่ในเื่เล่าต่างๆ ในห้องสมุดแห่งนี้ ไม่ใช่แค่เื่ราวของเด็กสาวทั้งสอง แต่รวมถึงเื่ราวอื่นๆ ที่ถูกทิ้งไว้ด้วยเช่นกัน
เขาเดินไปตามชั้นหนังสือที่เรียงรายอยู่ไม่รู้จบ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาจากหนังสือเ่าั้ เสียงกระซิบนั้นเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะถูกเล่าเื่ต่อ และบางครั้งก็เต็มไปด้วยความเ็ปจากการถูกทอดทิ้ง เหวินใช้ปลายนิ้วััปกหนังสือแต่ละเล่มอย่างอ่อนโยน ราวกับจะปลอบประโลมเื่ราวที่ถูกลืมเ่าั้
ขณะที่เขากำลังเดินสำรวจอยู่นั้นเอง เด็กสาวผมสีเงินม่วงก็ชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้องสมุด ซึ่งมีหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ดูเก่าแก่และฝุ่นจับหนาเตอะวางอยู่บนพื้น
“เล่มนั้นคืออะไร?” เหวินถาม
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองยิ้มแล้วตอบว่า “นั่นคือเื่ราวที่เราเคยเป็”
เหวินเดินเข้าไปใกล้หนังสือเล่มนั้น แล้วหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเขาเปิดหน้าแรก เขาก็พบว่ามันเป็เื่ราวเกี่ยวกับเด็กสาวสองคนในโลกที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เื่ราวหยุดชะงักลงที่หน้าสุดท้าย และจบลงด้วยประโยคที่ว่า “นี่คือตอนจบที่เราสมควรได้รับหรือ”
น้ำตาของเหวินไหลออกมาอย่างเงียบๆ เขาเข้าใจถึงความเ็ปของพวกเธอได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเขาเองก็เคยเป็คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความเ็ปเ่าั้มาแล้ว การถูกทิ้งจากความฝันและแรงบันดาลใจเป็ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
“ไม่” เหวินกล่าวเสียงหนักแน่นแล้วปิดหนังสือลง “นี่ไม่ใช่ตอนจบที่พวกเ้าสมควรได้รับ”
เขามองไปยังดวงตาของเด็กสาวทั้งสอง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ฉันจะเขียนเื่ราวของพวกเ้าต่อ และฉันจะทำให้มันเป็ตอนจบที่พวกเ้าจะมีความสุข”
เมื่อเหวินกล่าวจบ แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งรอบตัวเด็กสาวทั้งสอง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แสงสีขาวที่ว่างเปล่า แต่เป็แสงสีทองและสีม่วงที่ส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า พวกเธอหันมามองเหวินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความรัก แล้วยิ้มให้เขาอย่างสดใส
เหวินรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรงอีกครั้ง และความมุ่งมั่นที่จะเขียนเื่ราวของพวกเธอก็แข็งแกร่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับความเ็ปและความท้าทายในโลกของเื่เล่าที่ถูกทิ้ง เพื่อพาเด็กสาวทั้งสองไปสู่ตอนจบที่พวกเธอใฝ่ฝัน