ซูหลิงอินนึกสะท้อนใจอีกครั้งว่าพวกเขาเลี้ยงเ้าหญิงน้อยคนนี้ออกมาอย่างไร ถึงได้ไม่ระมัดระวังตัวสักนิด เป็นางเอกแสนซื่ออย่างแท้จริง
เขาคิดอย่างขบขัน ‘นี่มันอะไร ตัวร้ายใจดำกับนางเอกแสนซื่อเหรอ’
จากนั้นก็หยิบไวน์แดงมาแก้วหนึ่ง เดินไปนั่งตรงมุมโซฟา รู้ตัวดีว่าไม่ควรสะดุดตาเกินไป
ทว่า…เหมือนมีกลิ่นอายประหลาดอยู่จริงๆ ไม่ใช่ว่าเขาเดาถูกหรอกนะ
ช่างใจกล้าจริงๆ…
เหตุการณ์ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นจนงานเต้นรำเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ หลังสองตัวเอกที่ถูกกำหนดไว้เปิดฟลอร์เต้นรำ ในที่สุดก็ถึงเวลาเปิดม่านละครฉากใหญ่สักที
ซูหลิงอินถือแก้วไวน์ตรงไปหาป๋ายเข่อซ่ง ระหว่างนั้นมือที่อยู่ข้างตัวก็ถูกคนคนนั้นเกี่ยวไว้อย่างจงใจ ราวกับััยามเดินผ่านโดยไม่ตั้งใจ ซูหลิงอินพลันเอียงศีรษะด้วยความระแวง
‘อันเหลิ่ง’
เขาชะงักฝีเท้า คลี่ยิ้มออกมา ชูแก้วไวน์ขึ้นเล็กน้อย
อันเหลิ่งกลับทำเหมือนมองไม่เห็น ไม่ยอมหันหน้ามา เดินมุ่งหน้าต่อไปยังทิศทางเดิม ประหนึ่งว่าทั้งสองไม่รู้จักกัน ไม่เปิดโปงกันและกันอย่างรู้ใจ
ซูหลิงอินยักไหล่คล้ายจนใจ เดินไปหาป๋ายเข่อซ่งต่อ เขาได้เห็นสีหน้าประหนึ่งเห็นผีของคนตระกูลป๋ายตามคาด ก่อนจะยื่นมือเชื้อเชิญเด็กสาวต่อหน้าคนกลุ่มนี้อย่างเปิดเผย “คุณหนูแสนน่ารักคนนี้ ไม่ทราบว่าผมพอจะได้รับเกียรติเป็คู่เต้นรำเพลงแรกของคุณไหมครับ”
ป๋ายเข่อซ่งวางมือลงบนฝ่ามือซูหลิงอิน ตอบตกลงด้วยสีหน้าขวยเขิน
คราวนี้ผู้คนโดยรอบที่รู้จักซูหลิงอินต่างรู้สึกเหมือนโดนผีหลอก รักษาสีหน้าแทบไม่อยู่
ทั้งสองเต้นรำไปตามบทเพลง ภายนอกดูเหมือนกิ่งทองใบหยก เหมาะสมกันทั้งบุคลิกและหน้าตา อันเหลิ่งมองอยู่ไกลๆ อย่างเงียบเชียบ ดื่มไวน์แดงในมือหมดแก้ว
เขาหันหลังเดินหายเข้าไปในความมืด
เขาจะมีเหตุผลและสถานะอะไรไปห้ามซูหลิงอินได้เล่า ไม่มีเลย
อันเหลิ่งกลับไม่รู้ตัวเลยว่าซูหลิงอินถือโอกาสเบนสายตามายังมุมนี้บ่อยครั้งระหว่างเต้นรำ
ที่ตลกคือป๋ายเข่อซ่งเองก็ไม่รับรู้ถึงความว่อกแว่กของซูหลิงอินเช่นกัน เ้าหญิงน้อยผู้ใสซื่อจมดิ่งอยู่ในห้วงฝันแสนหวานโดยสิ้นเชิง
ซูหลิงอินซึ่งอยู่ตรงกลางวังวนกลับไม่แยแสความชั่วร้ายของตัวเอง คิดแต่เพียงว่า ‘เฮ้อ นี่น่ะหรือความรู้สึกของการติดอยู่ในสมรภูมิรัก อันที่จริงก็ไม่เท่าไร ถึงอย่างไรคนหนึ่งก็ไร้เดียงสา ส่วนอีกคน…อย่างน้อยก็เชื่อฟังตอนมีสติ’
คนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ คนหนึ่งเต็มใจถูกหลอกใช้ ลงท้ายก็อยู่ในจุดเดียวกัน
ทว่าเทียบกันแล้วต้องใช้เวลาเอาใจอันเหลิ่งมากกว่า
หลังประเมินน้ำหนักแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นการเต้นรำในเพลงแรก ซูหลิงอินก็หาข้ออ้างผละออกมาอย่างคล่องแคล่ว “ขอโทษด้วยครับ ดูเหมือนเพื่อนผมจะรออยู่นานแล้ว เสียดายจริงๆ ที่คุยกับคุณต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าสะดวกแลกช่องทางติดต่อกันไหมครับ คราวหน้าเราค่อยนัดกันใหม่เมื่อมีโอกาส”
ซูหลิงอินไม่แปลกใจที่ป๋ายเข่อซ่งตอบตกลงง่ายดาย
ถึงอย่างไรทุกคนก็ยังไม่ได้บาดหมางกันซึ่งหน้า การขัดขวางอย่างโจ่งแจ้งแทบจะเป็ไปไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาให้สะบั้นสายใย
ซูหลิงอินหยิบไวน์แดงรสกลมกล่อมอีกแก้วบนถาดในมือบริกร เดินไปอยู่ด้านหลังอันเหลิ่งแล้วยิ้มละไมพลางเอ่ย “รูปหล่อ ทำไมถึงอยู่คนเดียว”
“นายทิ้งเธอมาง่ายๆ เลยเหรอ” อันเหลิ่งเหลือบตามองเขา ไม่ตอบแต่ย้อนถาม
ซูหลิงอินกะพริบตาอย่างใสซื่อ “ทิ้งเหรอ ฟังดูเป็คำที่ไม่ดีเท่าไร ตอนแรกก็แค่พบเพื่อเพียงผ่านอยู่แล้ว เป็บุพเพแสนสั้น…อ๊ะ ไม่สิ ยังไม่ถึงขั้นบุพเพสักหน่อย ว่าแต่นายทำไมถึงมาอยู่คนเดียว”
“ฉันเลือกเต้นรำกับโฉมงามเท่านั้น” อันเหลิ่งตอบเสียงเรียบ
ซูหลิงอินยิ้ม พูดแหย่ออกไป “ความ้าของนายดูเข้มงวดไปหน่อยมั้ง ในที่นี้ไม่มีใครกล้ากล่าวอ้างว่าตัวเองเป็โฉมงามต่อหน้านายหรอก”
อันเหลิ่งพินิจมองเขาเงียบๆ พักหนึ่ง “ขอบคุณที่ชม แต่โฉมงามทำไมต้องถ่อมตัวด้วย”
ซูหลิงอินได้ยินดังนั้น รอยยิ้มยิ่งกว้างขึ้น เขาชอบพูดคุยกับอันเหลิ่งจริงๆ ยังคงเอ่ยต่อด้วยความถ่อมตัวที่ไม่รู้ทำไปทำไม “ฉันเป็แค่ปุถุชน มีหรือจะกล้าเทียบเคียงดวงจันทร์ในเงาน้ำ”
“นายรู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่ดอกไม้ในกระจกเงา”
บรรยากาศเป็ปรปักษ์แผ่ขยายโดยไม่ทราบสาเหตุ พวกเขาสบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้มาเพื่ออวยกัน ซ้ำยังอวยจนคุกรุ่น จวนจะทะเลาะกันเองอยู่แล้ว
ซูหลิงอินขำพรืดออกมา ทำลายบรรยากาศตึงเครียดแปลกๆ นี้ด้วยการเอ่ยขึ้นยิ้มๆ “ที่จริงทั้งดวงจันทร์ในเงาน้ำและดอกไม้ในกระจกเงาล้วนเป็ของมายา ไม่มีอะไรต้องเปรียบเทียบ ก็ชวนให้ใจเต้นสู้โฉมงามตัวจริงตรงหน้าไม่ได้”
“นายเป็ฝ่ายเริ่มคำปริศนาก่อน” อันเหลิ่งบอกเสียงเบา น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่งเช่นปกติ แฝงไว้ด้วยแววไม่พอใจ ติดจะประท้วงนิดๆ “นายจะอยู่ที่นี่นานเท่าไร”
“อย่าเพิ่งใจร้อน” ซูหลิงอินจับมือข้างหนึ่งของอันเหลิ่งไว้เงียบๆ งอมือเล็กน้อย ปลายนิ้วถูไถฝ่ามืออันเหลิ่งไปมาอย่างเว้าวอน แน่นอนว่าเป็การปลอบประโลม “ฉากสุดท้ายต่างหากคือความสนุกของละคร เอาเป็ว่า…มาคุยเื่นายเข้ามาได้ยังไงก่อนดีกว่า”
“มนุษย์อย่างพวกนายชอบเรียกเงือกว่าปีศาจทะเล” อันเหลิ่งตอบเรียบๆ ซูหลิงอินกลับเข้าใจทุกคำที่เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยในบัดดล
ซูหลิงอินเอ่ยหยอกเย้า “นั่นน่ะสิ ลืมไปเลยว่านายคือปรมาจารย์ด้านหว่านเสน่ห์ อย่างไรที่นี่ก็คนเยอะเกินไป…” ท้ายประโยคนั้นเขาแทบกลืนถ้อยคำกลับลงท้อง เหลือไว้เพียงเสียงลมหายใจผะแ่ ที่เดี๋ยวใกล้ชิดเดี๋ยวห่างเหินอย่างยั่วยวนเป็ที่สุด