เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 21 : ชนเผ่าต้าเฮย

    ชนเผ่าต้าเฮย
    เกือบจะถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาใกล้จะผ่านพ้นเป็นวันใหม่ หวังเฉินที่นั่งฝึกตนอยู่บนยอดเขาได้หยุดการฝึกตนลง พื้นฐานการฝึกตนของเขารุดหน้าไม่มาก แต่ก็เข้าใกล้ขั้นสมบูรณ์ของระดับก่อตั้งมากแล้ว
    “อย่างที่คิดการจะไปถึงขั้นสมบูรณ์ได้ จำเป็นต้องใช้เม็ดยาหลอมปราณเพิ่มอีกสักเม็ด” หวังเฉินพูดกับตัวเอง ขณะที่ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นดินเล็กน้อย คิดที่จะกลับไปนอนพักที่บ้าน
    แต่ก่อนที่เขาจะได้หมุนตัวกลับไปทางบ้าน สายตาก็เหลือบมองเห็นแสงไฟอันริบหรี่จากที่ห่างไกล ซึ่งมันคือบนยอดภูเขาข้างๆ คิ้วของหวังเฉินเลิกขึ้นเล็กน้อย ด้วยความสงสัย เขากระตุ้นแก่นอมตะส่งจิตสัมผัสออกไปกวาดมองดูในทันที
    ทันใดนั้นเขาก็ชะงักงันไปกับที่ สองตาหรี่ลง “มีผู้ฝึกตน?”
    จากการกวาดผ่านจิตสัมผัสออกไป ทำให้เขาค้นพบผู้คนอยู่ห้าคน ทั้งห้าคนล้วนเป็นผู้ฝึกตน ระดับพื้นฐานฝึกตนไม่อ่อนแอมากนัก ล้วนอยู่ในระดับปฐพีทั้งสิ้น ประกอบด้วยระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์หนึ่งคน ขั้นปลายสองคนและขั้นกลางสองคน
    ทั้งห้าคนเป็นผู้ชายทั้งสิ้น มีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนไปทางชรา คนที่อายุมากที่สุด ย่อมเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์
    “แต่การแต่งกายพวกนี้ น่าจะเป็นพวกชนเผ่า” หวังเฉินพึมพำ
    การแต่งการของผู้ฝึกตนทั้งห้าคน แตกต่างจากการแต่งกายในปัจจุบันอย่างมาก คนเหล่านี้มีผิวคล้ำ ไม่ใส่เสื้อ สวมใส่เพียงกางเกงที่ทำมาจากหนังสัตว์ ตามร่างกายและใบหน้ายังมีการสักลวดลายแปลกประหลาดสีขาว
    “ชนเผ่าพวกนี้มาจากไหน? พวกมันมาทำอะไรที่ยอดเขาใกล้เคียง?” ความสงสัยและระแวดระวังพุ่งขึ้นมาในใจของหวังเฉิน
    ความสงสัยย่อมมาจากการสงสัยถึงที่มาของพวกชนเผ่าห้าคน ส่วนความระแวดระวัง ย่อมเป็นเพราะเขาเกรงว่าพวกชนเผ่าพวกนี้ อาจจะข้ามภูเขามาแล้วลงมือทำร้ายคนในหมู่บ้านซานเหอ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นแม่ของเขา
    ถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นจริงๆ หวังเฉินไหนเลยจะอยู่เฉยได้ เขายืนครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจที่จะไปตรวจสอบพวกชนเผ่าเหล่านี้ดู
    หวังเฉินขยับมือเล็กน้อย ดาบบินจากที่ห่างไกลก็พุ่งเข้ามาอยู่ในมือของเขา ดาบบินเล่มนี้เขาไม่ได้เอามันขึ้นเครื่องบินมาด้วย แต่เอาเก็บไว้ภายในรถ เมื่อรถ BMW i8 ของเขาขนส่งมาถึง ดาบบินย่อมมาถึงด้วย
    การที่จะควบคุมดาบบินให้ลอยมาหาจากระยะไกลเช่นนี้ ปกติแล้วผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งขั้นปลายไม่มีทางที่จะทำได้ แต่หวังเฉินเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากเขามีแก่นอมตะอยู่ภายในร่างกาย สามารถเอาศัยพลังปราณจากแก่นอมตะที่ใช้ได้ไม่มากควบคุมดาบบินได้
    เมื่อดาบบินมาอยู่ในมือ หวังเฉินไม่รอช้า รีบอำพรางร่างกาย ก่อนใช้ดาบบินบินข้ามไปยังอีกยอดเขาหนึ่ง
    บนยอดเขาใกล้เคียง ชายชราผู้เป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นสมบูรณ์ กำลังยืนอยู่หน้ากองไฟเล็กๆ ร่างกายของชายชราคนนี้กำยำยิ่ง มีรอยแผลเป็นตามร่างกายไม่น้อย แค่มองดูก็รู้ว่าเขาเคยผ่านการต่อสู้ที่หนักหนาสาหัสมา
    “ผู้อาวุโสอูกู เมื่อไหร่เจ้าลิงหน้าขาวนั่นจะมา พวกเรารอมานานมากแล้ว” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มีร่างกายกำยำไม่แพ้ชายชราพูดขึ้น เขาคือหนึ่งในสองผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลายจากห้าคนที่อยู่ที่นี่
    “กาต๋า เจ้าอย่าได้ใจร้อน อีกประเดี๋ยว มันก็คงจะมาถึง” ผู้ที่ตอบหาใช่ชายชราที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสอูกูไม่ แต่เป็นชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่ง ซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนเทียบเท่ากันกับชายวัยกลางคนผู้ที่ถาม
    “อุลู ข้าถามผู้อาวุโสอูกู เจ้าอย่าได้สอดปาก” กาต๋าพูดออกมาอย่างไม่ใคร่จะพอใจ
    ชายชราอูกูโบกมือ “อย่าได้ทะเลาะกัน หน้าที่ของพวกเรามีเพียงแค่รอ”
    ได้ยินแบบนี้ กาต๋าก็เงียบไป รวมถึงอุลูที่เตรียมจะเปิดปากตอกกลับกาต๋า
    ชายวัยกลางคนอีกสองคนที่เป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นกลาง ส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจกับกาต๋าและอุลู สองคนนี้มักทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระเสมอ
    “มันมาแล้ว” ชายชราอูกูเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่หรี่ลง มองออกไปยังทิศทางหนึ่ง เป็นทางที่มีพุ่มไม้ขนาดย่อมอยู่ ไม่นานก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดจีนก้าวเดินออกมา
    ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไม่น้อย ดวงตาเล็กหยี จากการก้าวเท้าสามารถบอกได้เลยว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง ระดับพื้นฐานการฝึกตนไม่ต่ำ เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลาย
    “ขอโทษที่ทำให้ทุกท่านต้องรอ ข้าฟ่านอี้แห่งสำนักพันศาตรามาถึงแล้ว”
    “เจ้าลิงหน้าขาว เจ้ามาช้ามาก” กาต๋ามองไปยังฟ่านอี้ ตวาดออกไปอย่างไม่พอใจ
    ฟ่านอี้เพียงหัวเราะ “ขออภัยๆ ข้าล่าช้าด้วยเหตุผลบางประการ หวังว่าทุกท่านจะให้อภัย”
    “เลิกพูดไร้สาระ เข้าเรื่องได้แล้ว เจ้านำอาวุธตามที่พวกข้าต้องการมาหรือไม่?” ชายชราอูกูหรี่ตาลง มองฟ่านอี้อย่างเคร่งขรึม
    ฟ่านอี้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนว่านำมาครบตามที่พวกท่านต้องการ แต่ทางพวกท่านเองก็เถอะ นำศิลาเหล็กดำที่ข้าต้องการมาด้วยหรือไม่?”
    “ย่อมนำมา เช่นนั้นก็ดี มาแลกเปลี่ยนกันให้มันแล้วเสร็จ” ชายชราอูกูพูด ที่นิ้วมือของเขามีแหวนวงหนึ่งสวมอยู่ พลันเปล่งแสงวาบขึ้นมาเล็กน้อย ก้อนหินสีดำขนาดไม่ใหญ่มากปรากฏขึ้นมาในมือ
    นี่คือสิ่งที่เรียกว่าศิลาเหล็กดำ เป็นหนึ่งในศิลาชั้นยอดที่เหมาะแก่การนำมาตีเป็นอาวุธเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ มันยังหายากมากอีกด้วย ลำพังก้อนแค่นี้ก็มีมูลค่าจนไม่อาจที่จะประเมินได้แล้ว
    จากการที่ชายชราอูกู สามารถนำศิลาเหล็กดำก้อนนี้ออกมาจากแหวนที่สวมอยู่ที่นิ้วได้ เป็นที่แน่นอนว่าแหวนของเขาเป็นแหวนมิติวงหนึ่ง
    “ไม่มีปัญหา ข้าเองก็ต้องการเช่นนั้น” ฟ่านอี้ย่อมไม่อยากที่จะเสียเวลากับชนเผ่าพวกนี้เช่นกัน เขานำแหวนมิติวงหนึ่งออกมา ก่อนจะโยนมันให้กับชายชราอูกู
    ชายชราอูกูรับไป ตรวจสอบดูภายใน พบเห็นอาวุธจำนวนมาก เขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ โยนศิลาเหล็กดำในมือให้กับฟ่านอี้
    “ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้” ฟ่านอี้พูด น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความปิติยินดี
    ชายชราอูกูเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย
    ฟ่านอี้พลันขอตัวจากไป ก่อนจะหมุนตัวกลับและเดินหายลับไป
    “พวกเราควรกลับกันได้แล้ว” ชายชราอูกูกวาดสายตามองทุกคนก่อนพูด หลังจากที่ฟ่านอี้จากสำนักพันศาสตราจากไปแล้ว
    สาเหตุที่พวกเขามาที่นี่ ย่อมเป็นเพราะเรื่องการแลกเปลี่ยนกับสำนักพันศาสตรา
    “ใช่ นับวันพวกชนเผ่าต้าไป๋ยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น สงครามระหว่างพวกมันกับพวกเราชนเผ่าต้าเฮยรุนแรงขึ้นทุกขณะ ข้าล่ะอยากรีบกลับไปฆ่าพวกมันแล้ว!” กาต๋าพูดด้วยความกระหายการต่อสู้
    อุลูมองกาต๋า ในแววตามีความเย้ยหยัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนอีกสองชายวัยกลางคนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเช่นเดียวกัน เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
    ชายชราอูกูไม่ลังเลที่จะหยิบเอาศิลาหกเหลี่ยมก้อนหนึ่งออกมา เขาบดมันจนละเอียด ทันใดนั้นประตูมิติหลากสีสันก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเขาและพวก
    ประตูมิติบานนี้มีเจ็ดสีอย่างเห็นได้ชัด ภายในเป็นวังวนที่สลับซับซ้อน ยากที่จะมองทะลุผ่านได้
    จบบทที่ 21