บทที่ 10 การทดสอบ
จริงๆ ผมคาดหวังว่าแฮดวินจะเป็ฝ่ายเสนอเื่ผ่าศพเ้าพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้ก่อนแต่ดูเหมือนเขาจะยังลังเลอยู่เล็กน้อย
อาจเป็เพราะเขายังไม่ตระหนักถึงความโหดร้ายของสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ได้เต็มร้อยหรือไม่เขาก็อาจจะยังไม่พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด
เมื่อทุกคนจ้องมองมาด้วยสายตาตกตะลึงผมก็แค่ยักไหล่ทำเป็ไม่สนใจ
“พวกคุณไม่ต้องอยู่ดูก็ได้นะ”
ผมเอ่ยตัดบท
“ผมจะช่วยเอง”
แฮดวินตอบรับทันที
“แต่เราควรไปทำที่อื่นให้ไกลจากลานกว้างนี่หน่อย”
ผมหยุดคิดตามครู่หนึ่งการชำแหละศพตรงนี้ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนักเพราะเราไม่รู้เลยว่ากลิ่นคาวเืจะดึงดูดสัตว์ร้ายตัวอื่นมาเพิ่มหรือไม่และผมเองก็ไม่อยากทดสอบขีดจำกัดของเพื่อนร่วมทางคนอื่นว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แต่ก็นะ...ผมมั่นใจว่าอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะชินไปเองนั่นแหละ
“ยังไงเราก็ต้องกำจัดซากพวกนี้อยู่แล้วงั้นก็แบกออกไปทิ้งข้างนอกเลยละกัน ระหว่างทางผมจะได้ตรวจเช็กอะไรบางอย่างไปด้วย”
“ไม่มีทางที่ฉันจะแบกไอ้ตัวเขียวเฮงซวยนี่อีกรอบแน่!”
ผมได้ยินเดนี่บ่นอุบแต่ทุกคนกลับเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำประท้วงของเขา
“นายแน่ใจนะว่ามันคุ้มเสี่ยง?”
แฮดวินยังคงกังวล
“การไปยุ่งกับซากพวกนี้มันอาจจะมีอันตรายที่เราไม่รู้”
ผมไม่ได้ตอบในทันทีแต่จดจ่ออยู่กับการสังเกตซากตรงหน้าตัวอักษรแสดงชื่อและเลเวลเหนือหัวของมันหายไปแล้วการได้รู้ว่าข้อมูลระบบจะหายไปทันทีเมื่อมอนสเตอร์ตายถือเป็ข้อมูลที่มีประโยชน์
เ้าก็อบลินตัวนี้สูงประมาณ 150เิเ ่ลำตัวสั้นแต่แขนขากลับยาวผิดสัดส่วน ถึงแขนขาจะดูเรียวเล็กแต่ผมยังจำน้ำหนักเกือบร้อยกิโลกรัมของมันได้ดีพละกำลังของมันขัดกับรูปร่างที่เห็นอย่างสิ้นเชิง
ผมโน้มตัวลงลองใช้นิ้วจิ้มและหยิกิัของมันดูผิวของมันให้ความรู้สึกหนาและแน่นกว่าิัมนุษย์พอสมควรความหนาแน่นของชั้นผิวที่สูงเกินปกตินี้อาจเป็หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักตัวของมันมหาศาลขนาดนี้ก็ได้
เ้าตัวเขียวสวมเพียงผ้าเตี่ยวหนังปกปิดอวัยวะสืบพันธุ์และมีรอยสักสีฟ้าอ่อนลวดลายประหลาดกระจายอยู่ทั่วร่างเมื่อผมเหลือบมองก็อบลินอีกสองตัวที่เหลือ ก็พบว่าพวกมันมีรอยสักในลักษณะคล้ายกัน
ผมลองเอานิ้วถูดูอย่างแรงแต่ก็ไม่มีสีติดมือมารอยสักงั้นเหรอ? หรือจะเป็เครื่องหมายบ่งบอกกลุ่มเผ่าพันธุ์ หรือสังกัดหมู่บ้านกันแน่?
ผมหยุดมือลงเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังคิดฟุ้งซ่านไปไกลโอเค... คราวนี้อาจจะยังไม่ต้องถึงขั้นผ่าศพแค่ทดสอบสมมติฐานพื้นฐานบางอย่างก็น่าจะเพียงพอสำหรับตอนนี้
ผมชักมีดสั้นที่ยึดมาได้ออกมาแล้วจ่อปลายมีดไปที่ท้องของมันโดยระวังให้จุดที่ลงคมอยู่ใกล้กับผ้าเตี่ยวหนังเพื่อที่เืจะได้ซึมเข้าไปในนั้นแทนที่จะนองเต็มพื้น
ผมออกแรงกดมีดลงไป มันกรีดลงไปยากพอสมควรผมลองทำแบบเดียวกันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนเดิมิัของมอนสเตอร์ตัวนี้ทั้งหนาและเหนียวอย่างน่าประหลาด
ผมเก็บมีดแล้วคว้ามือน่าเกลียดของมันขึ้นมาตรวจดูก่อนจะเหลือบมองไปข้างหลัง แฮดวิน โชอี้ และเดนี่ ต่างก็มีสีหน้าที่ยากจะอธิบาย
ผมสังเกตเห็นเจคอบ เ้าหน้าที่รถไฟกำลังต้อนผู้โดยสารคนอื่นให้กลับขึ้นตู้ขบวนไปเพื่อกันให้ออกห่างจากซากก็อบลิน และพวกเราทั้งสี่คน
ผมเดาว่าเขาคงเห็นตอนที่ผมเอามีดจิ้มศพเ้าพวกนี้เข้าให้แล้วถึงได้แสดงสายตาขยะแขยงออกมาแบบนั้น
บอกตามตรงผมเองก็นึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้แต่ผมกลับรู้สึกสงบและมีสติอย่างน่าเหลือเชื่อซึ่งคงต้องเก็บเื่นี้ไปคิดทบทวนในภายหลัง
“พวกคุณไม่จำเป็ต้องอยู่ที่นี่หรอก”
ผมย้ำอีกครั้ง
เดนี่สบถออกมาเบาๆแต่พวกเขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ผมลองชกไปที่ซากศพสองสามหมัดแรงสะท้อนที่ได้รับกลับมานั้นแน่นและแข็งกว่าการชกมนุษย์มากแม้จะระดมหมัดใส่หน้าอกด้วยแรงทั้งหมดที่มีผมก็ยังไม่สามารถหักซี่โครงของมันได้เลย
จากนั้นผมจึงตรวจสอบส่วนอื่นต่อจมูกของมันเล็กกว่ามนุษย์มากแม้จะเทียบตามสัดส่วนร่างกายบางทีประสาทััการดมกลิ่นของพวกมันอาจจะไม่ค่อยดีนัก
ซึ่งถ้าเป็อย่างนั้นจริงก็นับว่าเป็ข่าวดีเพราะผมกังวลว่าพวกมันจะตามรอยกลิ่นเืเพื่อนที่หายไปจนเจอ
หูของมันก็เล็กเช่นกันแต่สิ่งที่น่ากังวลคือดวงตาขนาดใหญ่ที่โตกว่าตาของผมเกือบสองเท่าผมได้แต่หวังว่าประสิทธิภาพการมองเห็นของมันจะไม่ดีเด่นตามขนาดตา
เพราะถ้ามันมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าผมล่ะก็การเผชิญหน้ากันในตอนกลางคืนคงกลายเป็ฝันร้ายแน่ๆ
นอกจากนี้มันยังมีเล็บที่ยาวและแหลมคมซึ่งใช้เป็อาวุธสำรองได้สบายหากอาวุธหลักหลุดมือ รวมถึงฟันที่แหลมคมสุดๆจนผมต้องเตือนตัวเองให้ระวังเื่การติดเชื้อหากถูกกัดเข้า
ผมพยายามหาช่องกระเป๋าตามผ้าเตี่ยวหนังแต่ก็ไม่พบนอกจากอาวุธแล้วก็อบลินพวกนี้ไม่ได้พกอะไรติดตัวมาเลยผมยังไม่แน่ใจว่านี่คือเื่ปกติของพวกมันหรือพวกมันแค่เดินทางกันแบบตัวเปล่าเพื่อความคล่องตัว
ผมสรุปผลการตรวจสอบให้คนอื่นฟังแล้วลุกขึ้นยืนจริงอยู่ที่ผมอยากจะทดสอบมากกว่านี้ ทั้งตำแหน่งอวัยวะภายใน จุดอ่อนที่บางที่สุดหรือการตอบสนองต่อไฟ
แต่การหาคำตอบเ่าั้ในตอนนี้คงทำให้ตัวผมเลอะเทอะพิลึกไว้คราวหน้าแล้วกัน
หลังจากยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยผมก็รวบรวมสมาธิแล้วลงแต้มสถานะที่ค้างอยู่ 2 แต้มไปที่ ความทนทาน และอีก 1แต้มไปที่ มานา
ผมยังไม่แน่ใจว่าการลงแต้มจะส่งผลทันทีหรือค่อยเป็ค่อยไปแต่ผมเอนเอียงไปทางข้อหลัง ดังนั้นการรีบลงแต้มไว้ก่อนย่อมเป็ความคิดที่ดี
เหตุผลที่ผมเลือกความทนทานเพราะการเอาชีวิตรอดคือสิ่งสำคัญที่สุด ความอึด พละกำลังและการฟื้นตัวของร่างกายคือหัวใจหลัก
ในยามที่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องร่างกายที่ทนทานย่อมได้เปรียบผมแค่หวังว่ามันจะไม่หมายถึงการเผาผลาญแคลอรีที่สูงขึ้นเพื่อให้ร่างกายทำงานปกติหรอกนะ
แต่ก็นั่นแหละ...โลกนี้คงไม่ปล่อยให้เราใช้ชีวิตง่ายขนาดนั้นหรอก
ส่วนการลงแต้มมานา 1แต้มนั้นถือเป็ความเสี่ยงแม้ผมจะพยายามใช้เหตุผลเข้าข้างตัวเองว่ามันเป็การลงทุนเพื่อความแข็งแกร่งในอนาคตแต่ลึกๆ ผมก็รู้ดีว่ามันคือความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ
นับั้แ่ััถึงสภาวะประหลาดที่มอบพละกำลังมหาศาลให้เป็ครั้งแรกผมก็ปักใจเชื่อว่ามันต้องมีความเกี่ยวข้องกับมานาอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ผมพยายามควบคุมสภาวะนั้นด้วยตัวเองมาตลอดแต่ก็ยังไม่สำเร็จเพราะดูเหมือนผมจะเข้าถึงมันได้เฉพาะใน่ที่อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านยามต่อสู้เท่านั้น
แต่น่าแปลกที่หลังจากสู้กับก็อบลินผมกลับเริ่มรู้สึกว่าพอจะควบคุมมันได้ขึ้นมานิดหน่อยแล้วซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมแทบรอไม่ไหวที่จะหาโอกาสทดสอบมันให้มากกว่านี้
“ผมมีที่ที่เหมาะจะกำจัดซากพวกนี้อยู่ในใจแล้วล่ะ”
แฮดวินพูดขึ้น
“ตอนสำรวจผมเห็นหลุมลึกใกล้ๆ โขดหินใหญ่น่าจะเกิดจากดินถล่ม เราแค่โยนพวกมันลงไปในนั้นก็พอ เดินไปกลับน่าจะประมาณ 15นาที”
เขาเหลือบมองซากก็อบลินอีกครั้ง
“หรืออาจจะสัก 20นาทีถ้าต้องแบกเ้าพวกนี้ไปด้วย”