“วู๊ดดดด” น้ำใสสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงหวูดเรือดังสนั่นท้องทะเล
หญิงสาวตื่นเต้น
คิดที่จะคลานออกมานอกเต็นท์เพราะรู้ดีว่าเสียงนั่นเป็นเสียงที่บอกถึงความปลอดภัยและการที่จะได้กลับเข้าฝั่งของหล่อน
เสียงเครื่องขยายเสียงดังมาจากเรือลำใหญ่ให้น้ำใสแสดงตัว
ขณะที่น้ำใสจัดเก็บเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนที่จะออกจากเต็นท์
น้ำใสโผล่หน้าออกมานอกเต็นท์หญิงสาวดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่รีบโบกไม้โบกมือให้สัญญาณเมื่อเห็นเรือเดินสมุทรลำใหญ่ ตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศหลายนายยืนอยู่เต็มลำเรือและสายตาทุกคู่จ้องมองมายังหล่อน
“คุณตำรวจ ดิฉันเป็นคนไทยค่ะ ดิฉันหลงทาง ช่วยด้วยค่ะ”
“มีคนอื่นอีกมั๊ย ในเรือเล็กนั่นนะ”
“ไม่มีค่ะ มีดิฉันคนเดียว”
“บอกชื่อนามสกุลคุณมา”
“ดิฉันชื่อน้ำใสค่ะ น้ำใส ชโลธรพิทักษ์”
“โอเค ใจเย็น ๆ คุณผู้หญิง เราจะลงไปช่วยคุณเดี๋ยวนี้”
น้ำใสได้รับการช่วยเหลือจนสามารถขึ้นบนเรือตำรวจน้ำได้อย่างปลอดภัยหญิงสาวสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ เป็นเสื้อยืดแขนสั้นกางเกงวอร์มขายาวหลังจากได้อาบน้ำทานอาหารจนรู้สึกสบายตัวดีแล้วน้ำใสถูกเชิญให้ไปพบนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
“คุณผู้หญิงรบกวนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในผมฟังด้วยครับ”
“คือ เอ่อ” น้ำใสอึกอัก ไม่รู้ว่าจะเล่าดีหรือไม่เล่าดี หล่อนยังไม่เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องนี้เลย หล่อนยังไม่รู้แน่ว่าที่เกาะนั่นใครผิดใครถูก ทั้งยังไม่แน่ใจในตัวเอริค ลึก ๆ แล้วน้ำใสอดห่วงชายหนุ่มไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาดีกับหล่อน ไม่ทำร้ายหล่อนเมื่อหล่อนถูกจับได้ว่าลักลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามของเขาแต่หล่อนอยากมีหลักฐานมากกว่านี้ อยากแน่ใจมากกว่านี้ อีกอย่าง ถ้าเล่าไปแล้วตำรวจจะเชื่อหล่อนหรือ ในเมื่อหล่อนไม่มีหลักฐานอะไรเลย เรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับนายธเนศแน่นอน เกี่ยวพันแบบไหน คงต้องหาคำตอบให้กระจ่างเสียก่อน ฉะนั้นคงจะต้องรอบคอบให้มากก่อนที่จะพูดออกไปเอาเป็นว่าไม่โกหกแต่บอกความจริงไม่หมดแล้วกัน วันข้างหน้าค่อยว่ากัน ขืนโพล่งออกไปหมดเปลือก ไก่จะตื่น นายธเนศจะไหวตัวทันว่าเรารู้เรื่องบางเรื่องของเขา
“ว่าไงครับคุณผู้หญิง”
“คือ เอ่อ ดิฉัน เอ่อ” ยังไม่ทันที่น้ำใสจะได้เปล่งเสียงออกมามากกว่านี้ ตำรวจชั้นผู้น้อยนายหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องในมือถือซองเอกสารมายื่นให้ผู้บังคับบัญชาของตนแบบนอบน้อม
นายตำรวจใหญ่รับซองมาแล้วหยิบบางสิ่งลักษณะคล้ายรูปถ่ายออกมาพิจาณาชั่วครู่ กลอกตาทั้งคู่ขึ้นลงระหว่างรูปและสาวน้อยตรงหน้าสองสามครั้ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นสบตาน้ำใส ถามเสียงเครียดว่า
“โอเค คุณไม่ต้องเล่าแล้ว คุณน้ำใส ชโลธรพิทักษ์ คุณแม่ของคุณ คุณนฤมล ชโลธรพิทักษ์ แจ้งความไว้ว่าคุณมาเที่ยวทะเลกับเพื่อนแล้วก็หายตัวไป นี่ใช่รูปของคุณมั๊ยครับ” นายตำรวจใหญ่พูดพลางเลื่อนรูปไปด้านหน้าเพื่อให้หญิงสาวเห็นได้ชัดขึ้น ซึ่งทันทีที่เห็นเพียงแวบแรกเจ้าหล่อนก็พยักหน้ารับ
“แล้วดิฉันจะได้คุยกับแม่ของดิฉันเมื่อไหร่คะคุณตำรวจ ป่านนี่แม่คงเป็นห่วงดิฉันมาก”
“ผมให้ลูกน้องติดต่อไปที่คุณนฤมลแล้ว ถ้าติดต่อได้ เขาจะรีบมาบอกทันที ไม่ต้องห่วง”
“ขอบคุณค่ะ”
“ทีนี้ ไหนคุณลองเล่าเหตุการณ์ให้ผมฟังทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง แล้วคุณไปอยู่ที่ไหนมาตั้งนาน”
“คือ ตอนนั้น” น้ำใสหยุดนึกทำทีแกล้งยกแก้วน้ำขึ้นดื่มหวังถ่วงเวลาสรรหาคำพูดดี ๆ มาเล่าโดยไม่ลืมประเด็นสำคัญว่าจะไม่เล่าจนหมดเปลือก
หนุ่มใหญ่ตรงหน้าเอนตัวไปด้านหลังพิงพนักเก้าอี้กอดอกใจเย็นรอฟังคำอธิบายจากน้ำใสโดยไม่เร่งร้อน เขาเข้าใจดีว่าสาวน้อยไฮโซคนนี้ อาจจะกำลังตื่นกลัวจึงยังไม่อาจปะติดปะต่อเรื่องราวได้ถูก ลูกคนรวยก็แบบนี้ เวลาออกหน้าจอทีวีเก่งแสนเก่ง พูดได้เป็นฉาก ๆ ราวกับนักแสดงมืออาชีพ แต่พอเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้นมา ไม่ร้องหาพ่อหาแม่ให้ช่วยก็เก่งโขแล้ว
น้ำใสวางแก้วน้ำลง เม้มปากที่เปียกชื้นแล้วเล่าเรื่องราวอย่างช้าๆ ว่า
“ตอนนั้น ดิฉันกับเพื่อน คือสุดาทิพย์นะค่ะ เราเหมาเรือเพื่อไปเที่ยวเกาะกัน แล้วพอดีเกิดพายุฝนกะทันหัน เรือรับไม่ไหว เรือเราล่ม จากนั้น ดิฉันก็สลบไป มารู้สึกตัวอีกทีก็อยู่บนเกาะๆ หนึ่ง ชื่อเกาะเอริค ไม่ทราบว่าคุณตำรวจเคยได้ยินชื่อเกาะนี้บ้างไหมคะ”
“เอ ตั้งแต่ผมรับราชการตำรวจมาก็หลายปี ไม่เคยได้ยินชื่อเกาะนี้เลยนะครับ”
“เหรอคะ แปลกจัง”
“ครับ ไม่เคยได้ยินชื่อเกาะเอริค บางทีอาจจะเป็นเกาะส่วนตัวของใครที่เขาเรียกเองว่าเกาะเอริคมั้งครับ อาจเป็นเกาะส่วนตัวที่ไม่ได้ลงทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว หรืออาจใช้ชื่ออื่น ผมหมายถึง บางเกาะก็มีสองชื่อ ชื่อจริงๆ ตามที่ลงทะเบียนไว้กับกรมที่ดินหรือชื่อที่เขาเรียกเองตามใจชอบแต่ว่าคือเกาะเดียวกัน อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ครับ”
“ก็อาจเป็นได้ค่ะ”
“แล้วคุณมาอยู่ในเรือลำเล็กนั่นได้ยังไงล่ะครับ”
“ดิฉันได้รับความช่วยเหลือจากคนบนเกาะนะค่ะ คือที่ดิฉันหายไปเป็นเดือนก็เพราะตอนที่เรือล่ม ดิฉันได้รับบาดเจ็บอยู่รักษาตัวบนเกาะนั่น เครื่องมือสื่อสารอะไรก็ไม่มีสักอย่าง อย่างว่านะคะ เกาะที่ห่างไกลแบบนั้น พอดิฉันหายดี ดิฉันก็ขอให้เขาช่วยให้ดิฉันได้กลับบ้าน ก็เลยได้อยู่บนเรือเล็กอย่างที่คุณตำรวจเห็นนี่แหละค่ะ” น้ำใสเล่าไม่หมดอย่างที่ตั้งใจ นายตำรวจผู้มากประสบการณ์รู้สึกแปลกในคำบอกเล่าของหญิงสาวตรงหน้า แต่พอจะเอ่ยปากซักต่อ เจ้าหล่อนกับยืดตัวบิดขี้เกียจยกมือขาวเนียนขึ้นปิดปากหาวหลับตาปี๋แล้วบอกกับเขาด้วยเสียงอู้อี้ที่ก้องอยู่แค่ฝ่ามือว่า
“ขอโทษเถอะค่ะคุณตำรวจ คือตอนนี้ดิฉันเพลียมาก อยากพักผ่อนอีกหน่อยรบกวนแค่นี้ก่อนได้ไหมคะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่ทีหลังนะคะ”
ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หนุ่มใหญ่จำต้องยอมตามที่หล่อนขอทั้ง ๆ ที่รู้สึกแปลกในเรื่องที่ได้ยินมาจนคันปากอยากถามให้ละเอียดกว่านี้สักหน่อยได้แค่คิดในใจคนเดียว เจ้าหล่อนไปอยู่ในเรือคนเดียวได้ยังไงแล้วเกาะห่างไกลความเจริญทำไมในเรือเล็กนั่นมีแต่ของทันสมัยทั้งนั้นเลยนะ อีกอย่างแปลกจริง หากแต่คำพูดที่เอ่ยออกไปคือ
“ครับ เชิญครับ” แล้วมองตามน้ำใสที่ลุกขึ้นยืน พนมมือไหว้เขา หันหลังเดินออกจากห้องไป
น้ำใสเข้าไปนั่งบนเตียงในห้องที่ถูกจัดไว้แบบกะทัดรัดไม่กว้างนักสำหรับคนหนึ่งคน หญิงสาวถอนหายใจโล่งอกที่แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าไปได้เปลาะหนึ่งยังเหลือปมอีกหลายปมให้หล่อนแก้ ทั้งเรื่องเกาะเอริค เรื่องนายธเนศ แล้วไอ้โรงชำแหละคนน่าสะอิดสะเอียนนั่นอีกขอเวลาให้หล่อนคิดให้รอบคอบกว่านี้สักหน่อยเถอะ ตอนนี้หล่อนยังไม่อยากคิดอะไรมาก อยากพักอย่างที่บอกกับตำรวจจริง ๆ ดังนั้น ในเวลาไม่นาน หญิงสาวจึงหลับสนิท
++++++++++++++++++++++
ที่มหาวิทยาลัย
ดวงตาและเพื่อนคู่หูอีกสองสาวนั่งคุยเล่นกันอยู่ที่โต๊ะหินใต้ต้นไม้ใหญ่
“นี่พวกเธอรู้เรื่องที่ยัยน้ำใสกับสุดาทิพย์หายไปมั๊ย” ดวงตาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“รู้สิ ทำไมเหรอ”
“ก็มันแปลกนะซิ”
“แปลกยังไง”
“หายไปตั้งหลายวัน ต่อมามีผู้ชายโทรมาหาแม่ยัยน้ำใสถึงบ้าน บอกว่าลูกสาวสบายดี ไม่นานจะได้กลับบ้านไม่ต้องห่วง” ดวงตาจีบปากจีบคอพูดเมื่อเพื่อนเริ่มจะสนใจเรื่องของน้ำใสที่หล่อนกำลังจะใส่สีให้สนุก
“แล้วมันแปลกยังไง”
“เอ๊ะนี่พวกเธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ” ดวงตาแสร้งขึ้นเสียงสูงทำทีไม่พอใจ แต่ก็ยิ้มเหยียดตรงมุมปากแบบสะใจที่จะได้เล่าเรื่องของน้ำใสในแบบที่ตนเองต้องการว่า
“มันก็แปลว่า ที่น้ำใสหายตัวไป หล่อนไปอยู่กับผู้ชายมานะซิ”
“ห๊า จริงเหรอ” สองสาวคู่หูตาเหลือกโต รับมุกของดวงตาแบบเข้าขา
“ก็จริงนะสิ”
“ต๊าย เห็นหน้าซื่อ ๆ ทำหยิ่ง ที่ไหนได้ ฮึฮึ ฮึ” สามสาวหัวร่อใส่กันสนุนสนานในเรื่องที่กล่าวพาดพิงถึงน้ำใสในแบบที่ตนเองพอใจโดยไม่มีใครคอยขัดทั้งที่ไม่รู้เลยจนนิดเดียวว่า เรื่องจริงมันเป็นอย่างไร
“เออนี่ดวง แล้วภคกรหวานใจเธอรู้เรื่องนี้หรือเปล่า หึ” หนึ่งในนั้นเปลี่ยนเรื่องสนทนาเมื่อชักจะเบื่อหัวเราะแล้ว
“ก็เนี่ยแหละที่ฉันแค้นใจ กรมัวแต่หน้ามืดตามัวตามหาหล่อนอยู่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าหล่อนไปอยู่กับผู้ชาย ยังออกตามหาอีก ฉันไม่เข้าใจเลย”
“แล้วเธอจะทำยังไง มีอะไรจะให้พวกฉันช่วยไหม บอกได้เลย”
“ใช่ ใช่” สองสาวคู่หูรีบขันอาสาเอาใจเพื่อนสาวผู้มั่งมี ที่เมื่อพวกเธอช่วยทำอะไร มักจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่าเสมอ แม้ใคร ๆ จะมองว่าพวกเธอเป็นลูกน้องของดวงตา ไม่ใช่เพื่อนร่วมคณะ พวกเธอก็ไม่แคร์ จะสนใจใครไปทำไม ทำแล้วได้ตังค์ใช้ ได้ของดี ๆแม้จะเป็นของที่ดวงตาหยิบยื่นให้หลังจากใช้จนเบื่อแล้วก็ตาม
“ฉันก็แค่ ขอวานพวกเธอนิดหน่อยเท่านั้นเองให้พวกเธอกระจายข่าวเรื่องที่น้ำใสหายตัวไปแล้วไปอยู่กับผู้ชาย เอาให้ทั่วมหาวิทยาลัยเลยนะ เอาให้มันดังกระหึ่มเลยยิ่งดี”
“ได้ สบายมาก”
“อ้อ เอาแบบว่า เขาเล่าว่านะ อย่าบอกว่ามาจากฉันเชียว” ดวงตาย้ำหนักเพราะไม่อยากให้ภคกรรู้ว่าหล่อนเป็นคนเริ่ม
“ได้ ได้”
“ใช่ ไม่ต้องห่วง ไว้เป็นหน้าที่พวกเราเอง”
“ขอบใจพวกเธอมากนะ ไป๊ ไปกินข้าวกัน เดี๋ยวฉันเลี้ยงพวกเธอเอง” ดวงตาหันมาชวนคู่หูทั้งสองโดยหล่อนลุกขึ้นก่อนแล้วเดินนำหน้าประหนึ่งนางพญามีบริวารเดินตาม
“เธอเสร็จฉันแน่ นังน้ำใส” ประโยคนี้ดวงตาพูดกับตัวเอง ดวงตาหล่อนวาวโรจน์เป็นประกายเพราะความคั่งแค้น
++++++++++++++++++++++++
ขณะเดียวกัน ภคกรก็มาอยู่ที่บ้านคุณนายนฤมลเพื่อปรึกษาเรื่องน้ำใส
“คุณน้าครับ ผมขอโทษ ผมพยายามสุดความสามารถแล้ว ยังไม่ได้เรื่องหรือข่าวคราวอะไรเลย”
หนุ่มน้อยพูดราวกับมันเป็นความรับผิดชอบของเขาที่น้ำใสหายตัวไป
“เหรอจ๊ะ น้าเองก็กลุ้มใจจะแย่อยู่แล้วตั้งแต่ได้รับแฟกซ์กับโทรศัพท์คราวนั้น ก็ไม่มีการติดต่ออะไรมาอีกเลย เงียบไปเลย อกน้าจะระเบิดอยู่แล้วจ้ะกร” ผู้สูงวัยพูดเสียงสั่นเครือ พยายามกลั้นน้ำตาที่มันทำท่าอยากจะไหลตามอารมณ์ของเจ้าของ
“ใจเย็น ๆ ครับคุณน้า น้ำใสเป็นคนดี ผมว่าพระคงคุ้มครอง”
“น้าก็ภาวนาขอให้เป็นแบบนั้น เออ ว่าแต่กรได้ข่าวหนูสุดาทิพย์บางมั๊ย”
“ครับ ทิพย์ส่งข่าวมาแล้วครับ”
“เหรอจ๊ะ ว่าไง” คุณนายนฤมลคลายความเศร้าไปได้บ้างเมื่อได้รับรู้ข่าวของเพื่อนสนิทน้ำใส
“ตอนนี้ทิพย์เขาปลอดภัยดี ได้งานทำที่ต่างจังหวัด และก็มาลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว”
“เป็นไงมาไงถึงไปทำที่ต่างจังหวัดได้ล่ะ เขาเรือล่มพร้อมน้ำใสไม่ใช่เหรอ”
“ครับ ทิพย์เขาเล่าว่า มีคนช่วยเขาไว้ แต่ไม่มีใครเจอน้ำใสเลยครับ เขาเองก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน”
“แย่จังเลยนะ” หญิงสูงวัยกว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงกลุ้มใจระคนเป็นทุกข์เพราะเป็นห่วงพาให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสารแม่ของเพื่อนสาวจับใจ
“ครับ ผมเองก็ไม่ได้คุยกับสุดาทิพย์เขาตรง ๆ หรอนะครับ แม่ของทิพย์เขาเล่าให้ฟังตอนผมโทรไปถามข่าวคราวเขานะครับ แม่สุดาทิพย์เขาว่า ทิพย์โทรมาหา แต่ว่าไม่ได้ให้ที่อยู่ที่เบอร์ติดต่ออะไรไว้ บอกแต่ว่าจะติดต่อมาเองเรื่อย ๆ”
“ฮื่อ หนูทิพย์เขาโชคดีนะ ที่มีคนมาช่วยไว้ได้ แม่ก็ได้แต่ภาวนาให้น้ำใสโชคดีแบบนั้นบ้าง” คุณนายนฤมลนึกสะท้อนใจ สุดาทิพย์ยังติดต่อกลับมาเองว่าปลอดภัย แต่น้ำใสไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย หล่อนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของลูก
‘กรี๊ง กริ๊ง’ เสียงโทรศัทพ์ดังขึ้นหยุดการสนทนาของทั้งคู่ไว้เพียงแค่นั้น สองคนอยู่ในอารมณ์เดียวกันคือขอให้เป็นเสียงที่เป็นข่าวจากน้ำใส ดังนั้นเมื่อสาวใช้ตั้งท่าจะวิ่งมารับ ผู้เป็นเจ้าของบ้านกลับโบกมือห้าม แล้วเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์มาแนบหูด้วยใจระทึกหวังให้เป็นเสียงที่รอคอย
“ฮัลโหล”
“คุณแม่ คุณแม่หรือคะ นี่น้ำนะคะแม่ น้ำเองค่ะแม่” เสียงปลายสายยังความตื่นเต้นดีใจให้คุณนายนฤมลมาก หล่อนทวนชื่อลูกสาวเสียงดังจนทำให้ภคกรได้ยินรีบเขยิบเข้ามาใกล้
“น้ำใส น้ำใสหรือลูก ลูกอยู่ไหน เป็นไงบ้าง โธ่ลูก” คนเป็นแม่ละล่ำละลักถามเสียงปนสะอื้นด้วยความตื้นตันใจก่อนจะถามต่อโดยไม่รอคำตอบว่า
“เป็นไงบ้างลูก หนูเจ็บไข้ได้ป่วยหรือได้รับอันตรายอะไรที่ตรงไหนบ้างมั๊ยลูก ลูกจ๋า แม่ดีใจเหลือเกินที่ได้ยินเสียงหนู”ทำนบน้ำตาคุณนายแตกพร่างพรู แต่เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดี พร้อมทั้งหันหน้าไปยิ้มทั้งน้ำตาให้ชายหนุ่มเพื่อนลูกสาวที่นั่งยิ้มอยู่ใกล้
“น้ำก็ดีใจที่ได้ยินเสียงคุณแม่ค่ะ” น้ำใสร้องไห้ตามด้วยความดีใจเช่นกัน
“หนูยังไม่ได้บอกแม่เลยว่าหนูอยู่ไหน ให้แม่ไปรับหนูนะลูก”
“ไม่ต้องค่ะแม่ น้ำอยู่กับคุณตำรวจค่ะ แล้วเขาจะพาน้ำไปส่งบ้าน คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
“ให้แม่ไปรับดีกว่านะ แม่อยากไปรับ”
“ไม่ต้องค่ะแม่ น้ำกลับกับคุณตำรวจได้ คุณแม่รอน้ำอยู่ที่บ้านนะคะ”
“ได้จ๊ะลูก ได้”
“ไว้เราค่อยคุยกันที่บ้านนะคะ พอดีน้ำโทรฯทางไกล ยังไงคุณแม่รอน้ำนะคะ ไม่นานน้ำจะได้กลับบ้านแล้ว”
“จ๊ะลูก แม่จะรอนะลูก”
“ค่ะแม่ สวัสดีคะแม่”
“จ๊ะ”
ในขณะที่คุณนายนฤมลและภคกรคุยโทรศัพท์อยู่ทั้งสองไม่รู้ตัวเลยว่านายธเนศเข้ามาในห้องรับแขกและได้ยินเสียงสนทนานั่นแล้ว ด้วยความคุ้นเคยกับคนรับใช้ในบ้านเขาจึงได้รับอนุญาตให้เข้าออกบ้านนี้ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเขาได้รับรู้ว่า น้ำใสกำลังจะได้กลับบ้านเขาจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะทำคะแนนโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้