ผมเดินตรงเข้าไปหาเฮย์สที่กำลังยืนกอดอกรออยู่กลางห้องแววตาของผมเต็มไปด้วยความมั่นใจที่พึ่งค้นพบ "สารวัตรครับ ผมรู้ตัวคนร้ายแล้วและผมมีหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุดด้วย"
ทว่าแทนที่จะดูประหลาดใจเฮย์สกลับขยับยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะเขามองสบตาผมก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "บังเอิญจังนะคุณดัสก์บอร์นเพราะทางผมเองก็รวบรวมจิ๊กซอว์จนครบถ้วนและรู้แล้วว่าใครเป็คนลงมือฆ่าภัณฑารักษ์คนนี้"
ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยรู้สึกทึ่งในความสามารถของสารวัตรหนุ่มผู้นี้ไม่น้อย
"ก็หวังว่าคำตอบของเราจะเป็คนเดียวกัน"เฮย์สตอบพลางหันไปสั่งการเ้าหน้าที่เสียงเข้ม"พาตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสี่คนเข้ามา! แล้วเตรียมกุญแจมือไว้ให้พร้อมด้วย"
ไม่นานนักอัลเบิร์ต, มีเรียม, ไซมอนและโรซา ก็ถูกคุมตัวกลับเข้ามาในห้องอ่านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้อีกครั้งบรรยากาศอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกทุกคนต่างจ้องมองมาที่เราสองคนด้วยความหวาดระแวงและกดดัน
เฮย์สก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงที่วูบไหว "เอาล่ะ...ในเมื่อทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว ผมจะขอชำแหละวิธีการที่คนร้ายใช้ในการฆาตกรรมครั้งนี้ให้ฟังและผมขอเตือนไว้ก่อนว่า 'คำโกหก' ที่พวกคุณร่วมกันสร้างขึ้นมาน่ะ... มันพังทลายลงเรียบร้อยแล้ว"
“ผู้ลงมือในคดีนี้ไม่ได้มีคนเดียว... แต่คือการร่วมมือกันของ ไซมอน เวก และโรซา ลินด์!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีไซมอนหน้าซีดเผือดขณะที่โรซาพยายามหลบสายตาสารวัตรหนุ่มเริ่มร่ายกลไกของแผนการออกมาอย่างรวดเร็ว
“แผนการเริ่มจากโรซาใช้จังหวะที่พนักงานคนอื่นเผลอขโมยมีดของอัลเบิร์ตที่จุดรับฝากมาส่งให้ไซมอนจากนั้นไซมอนก็ใช้มีดเล่มนั้นสังหารผู้ตาย และใช้ไขควงที่เขาพกมางัดเปิดช่องลับในตู้หนังสือเพื่อซ่อนอาวุธส่วนโรซาก็รับหน้าที่ดูต้นทางให้ ก่อนจะล็อกห้องจากด้านนอกวางกุญแจทิ้งไว้เพื่อให้คนอื่นมาพบศพแทนเธอแต่อัลเบิร์ตดันโวยวายเื่มีดหายนานเกินไปจนผิดแผนโรซาจึงต้องจำใจทำเป็คนมาพบศพด้วยตัวเองเพื่อปิดเกม!”
“สุดยอดไปเลยคุณสารวัตร...” ผมชมเขาอยู่ในใจวิธีการคิดแบบเชื่อมโยงหลักฐานเข้ากับพฤติกรรมนั้นไร้ที่ติ
“พวกเราไม่ได้ทำ! คุณไม่มีหลักฐาน!”ไซมอนะโก้องขณะที่โรซาสะอื้นไห้ปฏิเสธเสียงแข็ง
ผมขยับยิ้มพลางก้าวออกมาข้างหน้าแสงตะเกียงสะท้อนแว่นตาของผมจนดูดุดัน “สารวัตรเฮย์สครับ ข้อสันนิษฐานของคุณน่ะ...‘เกือบถูก’ แล้วครับ”
เฮย์สขมวดคิ้วหันมามองผม“เกือบถูกงั้นเหรอ? คุณหมายความว่ายังไง?”
“คุณมองเห็นเฟืองตัวใหญ่ แต่คุณมองข้ามสปริงตัวเล็กๆที่ขับเคลื่อนมันไปครับ” ผมดีดนิ้วส่งสัญญาณให้เ้านกกลไก
“ได้เวลาแล้วๆ! โชว์รูดม่านเปิดฉากแล้วนายท่าน!”เกียร์บินวนรอบห้องส่งเสียงร้องกังวานอย่างร่าเริงมันร่อนลงบนโต๊ะข้างศพพลางใช้จะงอยปากเหล็กเคาะจังหวะ
“เรามาเริ่มจากปริศนาเื่ประตูที่ล็อกกันก่อนนะครับ”ผมกล่าวพลางเดินจงกรมไปรอบๆ “ข้อสันนิษฐานของสารวัตรเฮย์สนั้นถูกต้องในส่วนที่ว่า...คุณโรซา ลินด์ คือคนล็อกประตูห้องนี้จากด้านนอกจริงๆ”
สารวัตรเฮย์สยืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความภูมิใจทว่าประโยคถัดมาของผมกลับทำให้ความมั่นใจของเขาชะงักกึก
“แต่เสียใจด้วยครับสารวัตร... ที่เหลือจากนั้นน่ะ คุณเดาผิดหมดเลย”
ผมหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าไซมอนและโรซาที่ยืนตัวสั่น“พวกคุณสองคน... คบกันมานานเท่าไหร่แล้วครับ?”
“สองปีครับ...” ไซมอนตอบเสียงแ่ “เรารักกันมาก”
“ถ้าอย่างนั้น เพื่อคนที่คุณรัก... คุณยอมรับผิดแทนกันได้ใช่ไหมครับ?”คำถามของผมทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทั้งสองคนหันมาสบตากันด้วยความร้าวราน
“เื่ทั้งหมดมันเกิดจากความเข้าใจผิดของคุณโรซาครับ”ผมเริ่มอธิบายกลไกของความลวง“คุณโรซาบังเอิญเห็นไซมอนรีบวิ่งออกมาจากห้องอ่านหนังสือใน่เวลาบ่ายสี่โมงด้วยความสงสัยเธอจึงแอบเข้าไปดูแล้วพบว่าภัณฑารักษ์กลายเป็ศพไปแล้ว...ในวินาทีนั้น หัวใจของเธอแตกสลายเพราะคิดว่าคนรักของเธอคือฆาตกร!เธอจึงตัดสินใจล็อกประตูห้องนั้นซะ แล้วแกล้งทำกุญแจตกไว้เพื่อดึงเวลาให้ไซมอนหนีไปได้ไกลที่สุด”
“แต่ความจริงคืออะไรรู้ไหมครับ?” ผมหันไปมองไซมอน“ไซมอนไม่ได้ฆ่าใคร เขาแค่เข้าไปเห็นศพก่อนโรซาแล้วเกิดขวัญเสียจนวิ่งหนีออกมาและพอมารู้ภายหลังว่าโรซาพยายามจะช่วยเขาโดยการโกหกเื่เวลาและล็อกประตูไซมอนที่กลัวว่าคนรักจะโดนข้อหา ‘ปกปิดความผิด’จึงต้องจำใจโกหกซ้ำซ้อนเพื่อปกป้องเธอคืนอีกที!”
ผมเว้นจังหวะหายใจบรรยากาศในห้องหนักอึ้งด้วยความเศร้า “พวกคุณสองคนต่างพยายามปกป้องกันและกันจนกลายเป็ว่าพวกคุณนั่นแหละที่ช่วยเปิดทางหนีให้ฆาตกรตัวจริงโดยไม่รู้ตัว...”
ผมหันขวับไปจ้องมองหญิงสาวในชุดเข้มที่ยืนเงียบอยู่มุมห้อง“ใช่ไหมครับ... คุณมีเรียม เคน!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันทีทุกสายตาจับจ้องไปที่เ้าของร้านรับจำนำด้วยความตกตะลึงแม้แต่สารวัตรเฮย์สยังอ้าปากค้างเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าฆาตกรที่เืเย็นที่สุดจะยืนนิ่งสงบได้ขนาดนี้
“นี่คุณล้อฉันเล่นหรือเปล่าคะคุณนักสืบ?” มีเรียม เคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งความตื่นตระหนก “ทำไมถึงคิดว่าเป็ฉัน?ในเมื่อคุณเพิ่งพูดเองว่าไซมอนเป็คนเห็นศพคนแรกมันก็มีความเป็ไปได้ตั้งมากมายที่ใครสักคนจะเข้าไปก่อนหน้านั้น หรือไม่...”
เธอเหลือบสายตาไปทางชายร่างั์“...ฆาตกรตัวจริงก็คือ อัลเบิร์ต โคล เ้าของมีดเล่มนั้นยังไงล่ะคะ เขาอาจจะฆ่าเสร็จแล้วเอามีดไปซ่อนเองก็ได้ใครจะไปรู้”
“ไม่จริง! ผมไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น!” อัลเบิร์ตะโก้องด้วยความโมโห
“อืม... สิ่งที่คุณพูดมามันก็มีส่วนถูกนะครับคุณมีเรียม”ผมตอบพลางขยับรอยยิ้มที่ทำให้เธอเริ่มขมวดคิ้ว “แต่มันถูกแค่ ‘ครึ่งหลัง’เท่านั้นแหละครับ”
ผมหันไปมองอัลเบิร์ตโคล ที่ตอนนี้หน้าถอดสี “เื่จริงก็คือ...คุณอัลเบิร์ตเข้าไปในห้องนั้นหลังจากที่เหยื่อเสียชีวิตไปแล้วและสิ่งที่คุณพบข้างศพก็คือมีดของตัวเองที่หายไปจากจุดรับฝากแถมมันยังอาบเืนองเต็มไปหมด!”
“ในวินาทีนั้น คุณกลัวจนสติหลุด เพราะรู้ดีว่าหลักฐานชิ้นนี้จะทำให้คุณกลายเป็แพะรับบาปในทันที”ผมเดินเข้าไปใกล้เขา“ด้วยความที่คุณเป็เสมียนท่าเรือที่ทำหน้าที่เช็คสินค้าเข้าออกที่นี่มานานคุณจึงรู้ความลับของห้องสมุดนี้ว่าตู้อันนั้นมี ‘ช่องลับ’ ซ่อนอยู่คุณจึงตัดสินใจซ่อนมีดเล่มนั้นไว้เสียเอง... โดยการขโมยไขควงของไซมอนที่วางทิ้งไว้ในขณะที่เ้าของกำลังแอบไปพลอดรักกับบรรณารักษ์สาวอยู่หลังชั้นหนังสือใช่มั้ยครับคุณอัลเบิร์ต?”
อัลเบิร์ตโคล นิ่งเงียบไม่ตอบโต้ไหล่ของเขาห่อเหี่ยวลงอย่างคนยอมรับความพ่ายแพ้
“ที่ผมไม่รีบสรุปเื่เวลาั้แ่แรกเพราะผมรู้ดีว่าพวกคุณทุกคน ‘มีเหตุผลที่จะต้องโกหก’ ครับ”ผมกล่าวท่ามกลางความเงียบสนิท “ไซมอนกับโรซาโกหกเพื่อปกป้องความรักส่วนอัลเบิร์ตโกหกเพื่อปกป้องตัวเองจากการเป็แพะรับบาปเพราะเขารู้ดีว่าอาวุธที่ปักอยู่บนร่างผู้ตายน่ะ... คือมีดของเขาเอง”
“ฟังดูดีนี่คะคุณนักสืบ”มีเรียม เคน เหยียดยิ้ม“แต่มันเปลี่ยนความจริงที่ว่ามีดของฉันสะอาดเอี่ยมไม่ได้หรอกค่ะแถมแผลบนศพก็มีขนาดเท่ากับมีดของอัลเบิร์ตพอดิบพอดี”
“นั่นแหละครับคือแผนที่ชาญฉลาดของคุณ”ผมยิ้มตอบ “น้ำมันสน ไงครับ...คุณเตรียมมันมาเพื่อเช็ดเืออกจากมีดของตัวเองหลังจากลงมือฆ่าผู้ตายใน่ก่อนบ่ายสี่โมงและเพื่อความแเี คุณจึงแอบหยิบมีดของอัลเบิร์ตจากจุดรับฝากมาด้วยคุณใช้มันแทงซ้ำลงไปในรอยแผลเดิมเพื่อให้คราบเืมัดตัวเขาแทนคุณก่อนจะรีบค้นหาเอกสารบัญชีเรือเถื่อนจนทิ้งคราบมันไว้บนสันหนังสือหลายเล่ม”
ผมก้าวเข้าไปหาเธอช้าๆ“แต่จังหวะที่คุณกำลังค้นหาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าของอัลเบิร์ตก็ดังใกล้เข้ามาคุณจึงรีบหนีออกไป ทิ้งให้อัลเบิร์ตเข้ามาเจอกับ ‘กับดัก’ ที่คุณวางไว้อัลเบิร์ตที่กลัวความผิดจึงช่วยซ่อนมีดไซมอนที่เข้ามาเห็นศพก็วิ่งหนีไปจนทำให้โรซาเข้าใจผิดและช่วยล็อกห้องขังศพไว้ให้อีก...ทุกคนกลายเป็ ‘หมาก’ ในกระดานของคุณโดยสมบูรณ์”
“แต่มันวุ่นวายกว่าที่คุณคิดใช่ไหมครับ?เพราะหลังจากนั้นอัลเบิร์ตที่กระวนกระวายแอบย้อนกลับมาดูผลงานแต่พบว่าห้องล็อก เขาจึงทำตัวไม่ถูกส่วนคุณเองก็แอบย้อนกลับมาและพบว่าห้องล็อกเหมือนกัน คุณจึงสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาว่า‘เห็นผู้ตายเดินเข้าออกห้องตอนบ่ายสี่โมงยี่สิบ’ เพื่อสร้างเวลาตายปลอมขึ้นมา...”
“แต่นั่นแหละครับคือหลักฐานที่มัดตัวคุณเอง!”ผมขึ้นเสียงเล็กน้อย
“เพราะเวลาตายที่แท้จริงที่ผมคำนวณไว้คือ‘ก่อนสี่โมงเย็น’ ซึ่งเป็่เวลาที่อัลเบิร์ต ไซมอน และโรซายืนยันตรงกันว่าพบศพนอนนิ่งอยู่แล้วคำให้การของคุณที่ว่าเห็นผู้ตายเดินเหินได้ตอนสี่โมงยี่สิบจึงกลายเป็คำลวงที่หน้ามืดตามัวที่สุด!และที่สำคัญ... ผมพบ ‘ผ้าชุบน้ำมันสนเปื้อนเื’ ที่คุณทิ้งไว้ในถังขยะด้านนอกและผลการยืนยันจากเ้าหน้าที่จุดตรวจก็ระบุชัดเจนว่ามีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่เข้าไปในโซนห้องอ่านหนังสือเป็คนแรกใน่บ่ายสามโมงครึ่ง!”
มีเรียมเคน ยืนนิ่งอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนที่ริมฝีปากที่เคยเม้มสนิทจะขยับยิ้มออกมาเป็รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและเย็นะเืเสียจนโรซาถึงกับต้องถอยหลังไปพิงกำแพง
“ใช่...ฉันเป็คนแทงเขาเอง” เธอเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับกำลังพูดเื่สภาพอากาศ
สารวัตรเฮย์สขมวดคิ้ว“เพียงเพราะเขาจะแจ้งความเื่สินค้าหนีภาษีเนี่ยนะ?คุณถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันเลยหรือ?”
“สินค้าหนีภาษีงั้นหรือ?หึ... สารวัตร คุณมันช่างไร้เดียงสา” มีเรียมหัวเราะในลำคอ“สิ่งที่คุณเห็นในบัญชีนั่นมันแค่เศษเสี้ยวความจริงภัณฑารักษ์หน้าโง่นั่นไม่ได้แค่จะแจ้งความ... แต่เขากำลังจะทำลาย ‘เหมืองทอง’ของฉัน!”
เธอหันมาสบตาผมด้วยแววตาอำมหิต“ร้านรับจำนำของฉันไม่ได้มีไว้แค่รับแลกเศษเงินจากพวกคนจน แต่มันคือทางผ่านของ‘โบราณวัตถุต้องห้าม’ ที่ขุดขึ้นมาจากสุสานศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนตะวันออกฉันส่งต่อมันให้พวกขุนนางวิปริตในลอนดอนเพื่อแลกกับเงินมหาศาลและตาแก่นั่นดันไปเจอความลับเข้า!”
“เขาสัญญากับฉันว่าจะเผาเอกสารพวกนี้ทิ้งถ้าฉันยอมเลิกทำ”เธอหยุดพูดพลางแค่นเสียงห้วน “แต่ฉันรู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่มีวันหยุดจนกว่าจะเห็นฉันเน่าตายในคุกฉันเลยแสร้งทำเป็มาขอเจรจา ยอมก้มหัวให้เขาชะล่าใจก่อนจะฝังคมมีดลงไปในจังหวะที่เขากำลังเซ็นเอกสารทำลายหลักฐานปลอมๆ ที่ฉันทำขึ้น!”
“เธอมันปีศาจ...”ไซมอนพึมพำด้วยความรังเกียจ
“ปีศาจงั้นหรือ?ฉันแค่กำจัดตัวขัดขวางความเจริญต่างหาก”มีเรียมกล่าวต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน “และที่ฉันสลับมีดของอัลเบิร์ตมาแทงซ้ำก็เพราะฉันอยากให้ไอ้เสมียนชั้นต่ำที่ทำของหลุดมือจนความแตกคนนี้รับโทษแทนฉันไปซะ!ฉันตั้งใจจะให้เขาถูกแขวนคอแทนฉันด้วยซ้ำ!”
“พาตัวเธอไป!”เฮย์สตวัดเสียงสั่ง เ้าหน้าที่ตำรวจกรูเข้าไปใส่กุญแจมือมีเรียม เคน ทันทีท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความแค้น
เสียงฝีเท้าของเ้าหน้าที่ตำรวจและมีเรียมเคน ถูกคุมตัวขึ้นรถม้าเพื่อไปรับโทษตามกฎหมายที่สถานีตำรวจลอนดอน
สารวัตรเฮย์สเดินกลับมาหาผมเขาถอดหมวกออกพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก แววตาที่เคยระแวดระวังในตอนแรกบัดนี้เปลี่ยนเป็ความเลื่อมใสอย่างปิดไม่มิด
“ยอมรับเลยครับคุณดัสก์บอร์น ถ้าวันนี้ไม่มีคุณ...ผมคงกลายเป็สารวัตรหน้าโง่ที่จับแพะสองคนเข้าคุกและปล่อยปีศาจตัวจริงให้ลอยนวลไปได้” เฮย์สยื่นมือมาข้างหน้า “ฝีมือการ ‘อ่าน’ กลไกคดีของคุณมันเหนือชั้นกว่าที่ผมเคยเจอมาจริงๆ”
“ผมก็แค่ช่วยปรับเข็มนาฬิกาให้ตรงเวลาเท่านั้นเองครับสารวัตร”ผมตอบพลางจับมือเขา
“ผมมีข้อเสนอ...” เฮย์สกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สถานีตำรวจของเรามักจะเจอคดีที่หาคำตอบไม่ได้ด้วยวิธีปกติบ่อยครั้งผมอยากจะเชิญคุณมาเป็ ‘ที่ปรึกษาพิเศษ’ อย่างเป็ทางการแน่นอนว่ามีค่าตอบแทนและเบี้ยเลี้ยงที่คุ้มค่ากับความสามารถของคุณแน่นอน”
ผมชะงักไปครู่หนึ่งมือขวาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวเก่า นิ้วมือััได้เพียงเหรียญเพนนีไม่กี่เหรียญที่นอนนิ่งอยู่อย่างอ้างว้าง...ไหนจะค่าเช่าห้องพักราคาถูกในย่านอีสต์เอนด์ไหนจะค่าอะไหล่เหล็กกล้าและน้ำมันหล่อลื่นเกรดพรีเมียมที่ต้องหาซื้อมาปรนเปรอเ้านกเหล็กช่างพูดบนบ่า
ดูเหมือนความยุติธรรมจะต้องกินข้าวเหมือนกันสินะ...ผมคิดในใจ
“ตกลงครับสารวัตร ผมรับหน้าที่นั้น”
“เยี่ยมมาก!” เฮย์สตบไหล่ผมแรงๆ อย่างยินดี “ถ้าอย่างนั้น อีกสองวันให้หลังคุณไปพบผมที่สถานีตำรวจเพื่อรับตำแหน่งและเริ่มงานได้เลยผมจะเตรียมโต๊ะทำงานและค่าตอบแทนล่วงหน้าไว้ให้”
เมื่อรถม้าของตำรวจลับตาไปความเงียบของรัตติกาลก็กลับเข้าปกคลุมห้องสมุดอีกครั้งเกียร์บินขึ้นไปเกาะบนป้ายไม้หน้าห้องอ่านหนังสือพลางส่งเสียงร้องอย่างร่าเริง
“นายท่าน! เราจะไม่ถังแตกแล้วใช่ไหมครับ? ผมขออะไหล่ปีกตัวใหม่ที่เป็ทองเหลืองชุบโครเมียมเลยนะ!”
“เอาแค่เฟืองใหม่ที่ไม่ส่งเสียงดังน่ารำคาญตอนฉันใช้ความคิดก่อนเถอะเกียร์”ผมยิ้มพลางก้าวเดินออกไปสู่ถนนเบเกอร์ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำฝน