“พวกเ้าสองยายหลานไปก่อเื่เช่นนี้ไว้ ไม่กลัวว่าวันหน้าแม่เฒ่าเฉากับหัวหน้าหมู่บ้านจะกลับมาชำระความกับพวกเ้าทีหลังหรือ” ท่านตาเหอพูดกับภรรยาและหลานสาว
“แต่แม่เฒ่าเฉาก็ทำไม่ถูกนะเ้าคะ มีอย่างที่ไหนจะมาทวงหนี้สินทั้งๆ ที่ไม่มีการกู้ยืม แล้วยังท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นอีก สายตาของเขาปิดบังความโลภไม่มิดเลยจริงๆ หากวันนี้ข้ากับท่านยายไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย มีหวังพี่หงซิ่วต้องถูกส่งไปขายแล้วเ้าค่ะ” กู้เสี่ยวหรานยังทำเสียงไม่พอใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนกลางวัน
“เอาเถอะ เื่ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะกลับไปแก้ไขอะไรก็คงไม่ได้ แต่เ้าจงจำเหตุการณ์วันนี้เอาไว้ให้ดี หากเมื่อไหร่เ้ามีอำนาจ เ้าก็อย่าได้ใช้อำนาจไปรังแกผู้อื่น” ท่านตาเหอลูบผมหลานสาว “การช่วยเหลือผู้อื่นก็เหมือนกัน เ้าต้องมั่นใจว่าเ้ามีกำลังมากพอที่จะทำเช่นนั้น หากเ้ายื่นมือเข้าไปยุ่งเพียงครึ่งๆ กลางๆ ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่เป็อย่างที่เ้าคิด วันนี้ยังโชคดีที่ท่านยายไปกับเ้าด้วย หากลำพังแค่ตัวเ้าเพียงคนเดียวไปยืนโต้เถียงกับหัวหน้าหมู่บ้านก็จะทำให้คนมองว่าเ้าเป็คนหยิ่งยโสและไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ ยังมีเื่ที่เ้าบอกให้หม่าซื่อกับลูกๆ มาพักอยู่ที่บ้านของเราอีก เ้าตัดสินใจโดยพลการอย่างนี้ได้ยังไง วันนี้คัดบทสวดสักยี่สิบหน้าก็แล้วกัน”
“ท่านอาจารย์อย่าทำโทษน้องหรานเอ๋อเลยเ้าค่ะ เป็ความผิดของข้ากับท่านแม่เองที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้” หนานหงซิ่วพูดขึ้นเมื่อเห็นกู้เสี่ยวหรานต้องมาถูกลงโทษเพราะตน
“ที่ข้าลงโทษนางเพราะอยากให้นางรู้ถึงผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง เื่ในวันนี้ยังถือเป็เื่เล็ก แต่หากเป็เื่ใหญ่กว่านี้เกรงว่านางจะรับผิดชอบไม่ไหว ข้าจึงอยากให้นางจดจำคำสอนของข้าไว้เป็บทเรียนเท่านั้น” ท่านตาเหออธิบายอย่างใจดี
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านตา ต่อไปข้าจะไม่รีบร้อนตัดสินใจโดยพลการอีกแล้วเ้าค่ะ” กู้เสี่ยวหรานรับคำ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้หนานหงซิ่ว “พี่หงซิ่วไม่ต้องเป็กังวลเื่นี้หรอกเ้าค่ะ วันนี้ข้าไม่ได้คิดให้รอบคอบเองจริงๆ”
“ท่านพี่ ข้าคิดว่าหรานเอ๋อก็โตขึ้นไม่น้อยแล้ว อย่างไรนางก็ต้องมีผู้ติดตามไว้ใกล้ตัว มิสู้ให้หงซิ่วเป็ผู้ติดตามนางไปเสียเลย ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรเ้าคะ” ท่านยายเหอถามสามี
“แม้แต่เื่นี้ก็คิดกันไว้แล้ว” ท่านตาเหอพูดยิ้มอย่างรู้ทัน “เมื่อคิดไว้ดีแล้วก็ทำไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายไปบอกกับสกุลกู้เองว่าหรานเอ๋อมีผู้ติดตามแล้วหนึ่งคน ส่วนที่เหลือก็ให้ทางโน้นเป็คนจัดการ”
ท่านยายกู้หันไปสบตากับหม่าหลันเข้าพอดี “เ้าไม่ต้องเป็กังวลนะหม่าซื่อ ถึงข้าจะให้หงซิ่วมาคอยติดตามหลานสาวข้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะให้นางหรือแม้แต่พวกเ้าขายตัวเองเข้ามาเป็บ่าวรับใช้”
“ท่านป้าหม่า ข้าอยากให้พี่หงซิ่วมาอยู่เป็ผู้ช่วยข้าเท่านั้นเองเ้าค่ะ ั้แ่ข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ข้าก็ถูกชะตากับนางมากที่สุด อีกทั้งข้าก็ไม่มีพี่สาว ท่านจะยกพี่หงซิ่วให้มาเป็พี่สาวข้าได้หรือไม่เ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานพูดเสียงอ้อน ประกอบกับหน้าตาและท่าทางของนางก็ช่างน่ารักน่าเอ็นดู มีหรือที่หม่าหลันจะปฏิเสธได้ อีกอย่างขอแค่ลูกสาวของนางไม่ถูกขายตัวให้เข้าไปเป็ทาส เท่านี้นางก็พอใจแล้ว
“คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้นเลยเ้าค่ะ เป็โชคดีของหงซิ่วเองต่างหากที่คุณหนูเมตตา” หม่าหลันคุกเข่าคำนับท่านตาและท่านยายเหออย่างจริงใจ “บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเลยเ้าค่ะ”
ั้แ่นั้นหนานหงซิ่วก็ได้คอยติดตามเป็ผู้ช่วยของกู้เสี่ยวหราน หนานเจียกั๋วก็ได้เข้าเรียนกับท่านตาเหอเหมือนกับพี่สาว และเขายังถูกท่านตาเหอฝึกวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานให้อีกด้วย เพราะต่อไปเขาจะมีตำแหน่งเป็ผู้คุ้มกันให้กับกู้เสี่ยวหรานอีกตำแหน่งหนึ่ง ส่วนหม่าหลันก็คอยดูแลงานบ้านและเป็ผู้ช่วยของท่านยายเหอ ชีวิตของสามแม่ลูกสร้างความอิจฉาให้กับชาวบ้านที่ทราบข่าวอยู่ไม่น้อยเลย
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านมาที่นี่ได้ยังไงหรือเ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานมองเห็นพี่ชายมาั้แ่ไกล
“หรานเอ๋อ เ้ากำลังทำอะไรอยู่รึ ดูสิหน้าตามอมแมมไปหมดแล้ว” กู้หยวนขมวดคิ้ว
“ข้ากำลังปลูกผักอยู่เ้าค่ะ”
“ผักอะไรหรือ ข้าลองทำด้วยได้ไหม” กู้เผยถามอย่างสนใจ “พี่ใหญ่ ข้าจะช่วยหรานเอ๋อปลูกผัก ถ้าท่านไม่ช่วยท่านก็ไปนั่งรอที่ใต้ต้นไม้ก่อนเลย”
กู้หยวนกับกู้เผยมีนิสัยแตกต่างกัน กู้หยวนเป็คนสุขุมและค่อนข้างจริงจัง แม้ปีนี้จะมีอายุเพียงสิบห้าปี แต่ท่าทางกลับเหมือนคนที่มีอายุมากกว่านั้น ส่วนกู้เผยมีนิสัยรักสนุก เรียนหนังสือไม่เก่งเท่าพี่ชาย แต่เขามีพร์ด้านการฝึกวรยุทธ์มาก อายุแค่สิบสามปีก็สามารถโค่นรุ่นพี่ในสำนักฝึกยุทธ์ที่อายุมากกว่าเขาถึงห้าปีได้อย่างสบายๆ
“พี่ใหญ่มาลองปลูกผักกับข้าดูสักหน่อยเถอะเ้าค่ะ วันๆ ท่านจะเอาแต่อ่านหนังสือโดยไม่ออกกำลังเลยไม่ได้ ทำอย่างนั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพ” กู้เสี่ยวหรานทำท่าคิด “หากว่าพี่ใหญ่มาช่วยข้าปลูกผักในแปลงนี้จนเสร็จ ข้าจะทำบะหมี่ซอสดำ[1] ให้กินนะเ้าคะ แถมด้วยหมูชุบแป้งทอดราดซอสเปรี้ยวหวานด้วยดีหรือไม่เ้าคะ”
“พี่ใหญ่รีบตอบตกลงเถอะขอรับ” กู้เผยคะยั้นคะยอ “ฟังที่หรานเอ๋อพูดก็ทำให้ข้าหิวขึ้นมาแล้ว อีกอย่างนะพี่ใหญ่ ท่านปู่กับท่านลุงก็ยังไม่เคยชิมฝีมือการทำอาหารของหรานเอ๋อเลยนอกจากขนมบัวหิมะ เท่านี้เราก็จะกลับไปโม้ให้ท่านปู่ฟังได้แล้วไม่ใช่หรือ ท่านปู่กับท่านลุงจะต้องอิจฉาเรามากแน่ๆ”
สายตาของกู้หยวนเป็ประกายขึ้นมาทันที กับท่านปู่ยังไม่เท่าไหร่ แต่ท่านพ่อของเขานี่สิที่มาหยิบขนมบัวหิมะที่เขาซ่อนเอาไว้ไปกินอย่างหน้าตาเฉย ครั้งนั้นเขายังเคืองบิดาของตนเองอยู่ไม่หาย ถ้ารู้ว่าครั้งนี้เขาได้กินอาหารฝีมือของหลานสาวสุดที่รักแล้วล่ะก็ หึหึ...
“ได้สิ พี่ใหญ่จะช่วยเ้าปลูกผักในแปลงนี้จนเสร็จแน่นอน” กู้หยวนยิ้มอย่างพอใจ
กู้เสี่ยวหรานนำมันฝรั่ง ต้นหอมซอย ขิงสับ ลงไปผัดในกระทะจนมีกลิ่นหอม แล้วก็ใส่เนื้อหมูที่หั่นเป็ชิ้นเล็กเตรียมเอาไว้แล้วผัดจนสุก ตามด้วยกระหล่ำหลีและหอมหัวใหญ่ เมื่อได้ที่ก็ใส่ซอสดำที่ปรุงไว้ก่อนหน้านั้นลงไป ผัดจนเข้ากันดีแล้วค่อยเติมน้ำ เคี่ยวต่อจนซอสดำส่งกลิ่นหอมไปจนทั่วบริเวณ จากนั้นก็ลวกเส้นบะหมี่แล้วนำมาใส่ชาม ก่อนจะราดซอสดำตามลงไป ตกแต่งด้วยแครอทและแตงกวาที่ซอยเป็เส้นไว้แล้ว เท่านี้บะหมี่ซอสดำแสนอร่อยก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
กู้เสี่ยวหราน กู้หยวน กู้เผย หนานหงซิ่ว และหนานเจียกั๋ว นั่งกินอาหารอยู่โต๊ะเดียวกัน ท่านตากับท่านยายแยกไปกินอีกโต๊ะหนึ่ง ส่วนหม่าหลันก็นำอาหารของตัวเองแยกไปนั่งกินอยู่ที่โต๊ะเล็กมุมสุดของห้อง ทุกคนเห็นภาพนี้จนชินตาแล้ว เพราะไม่ว่าท่านยายเหอจะบังคับให้หม่าหลันมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยอย่างไร แต่นางก็ยังไม่ยอมอยู่ดี นางให้เหตุผลแต่เพียงว่าถึงแม้นางและลูกจะไม่ได้ขายตัวเองเข้ามาเป็บ่าวรับใช้ แต่จะให้นางไปนั่งร่วมโต๊ะกับเ้านายนั้นก็ยังไม่เหมาะสมอยู่ดี
ท่านยายเหอก็ได้แต่ตามใจ แต่กู้เสี่ยวหรานกลับไม่ยอมให้หนานหงซิ่วและหนานเจียกั๋วแยกโต๊ะกินข้าวกับตนเอง นางให้เหตุผลว่าพิธีการนั้นเอาไว้ใช้เวลาออกนอกบ้าน แต่เวลาอยู่ในบ้านนางก็อยากจะมีเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารบ้าง ก็การนั่งกินข้าวคนเดียวมันน่าเบื่อออก ในภพที่แล้วครอบครัวของนางก็ปฏิบัติเช่นนี้ ถึงแม้ทุกคนจะงานยุ่งมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีมื้อหนึ่งที่คนในครอบครัวจะต้องมานั่งกินข้าวด้วยกัน
“หรานเอ๋อ บะหมี่ดำของเ้าอร่อยมาก แต่ว่าหมูชุบแป้งทอดของเ้านี่ต้องกินยังไงหรือ” กู้เผยถามขึ้น
“พี่รองก็เอาหมูทอดจิ้มลงไปในน้ำซอสชามเล็กนี่แล้วก็กินเข้าไปเลย หากว่าพี่รองรู้สึกเลี่ยนก็ให้กินไชเท้าดองตามเข้าไปเ้าค่ะ”
กู้เผยและคนอื่นก็เริ่มทำตาม หมูชุบแป้งทอดชิ้นกำลังดี เคลือบด้วยแป้งบางๆ กรอบๆ พอกัดเข้าไปก็พบว่าเนื้อหมูที่ถูกเคลือบด้วยแป้งทอดกรอบนั้นกลับชุ่มฉ่ำ ไม่แข็งกระด้างเลยสักนิด ไหนจะน้ำซอสรสเปรี้ยวหวานรสชาติกลมกล่อมนี่อีก ทำให้พวกเขาหยุดกินไม่ได้กันเลยทีเดียว
เสร็จจากโต๊ะอาหารกู้เผยแยกออกไปนั่งคุยกับกู้เสี่ยวหรานอยู่ที่โต๊ะม้าหินหน้าบ้าน ส่วนกู้หยวนไปคุยธุระกับท่านตาเหอ
“ท่านปู่เหอ นี่คือจดหมายที่ท่านปู่ฝากข้ามามอบให้ท่านขอรับ”
ท่านตาเหอแอบถอนหายใจเบาๆ “คงใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ ทางบ้านพวกเ้าเตรียมตัวกันพร้อมแล้วหรือยัง”
“เมื่อไหร่ที่คนผู้นั้นเดินทางมาถึงอำเภอของเรา สกุลกู้ก็จะย้ายคนมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ทั้งหมดขอรับ” กู้หยวนรู้เื่ราวในบ้านของเขาเป็อย่างดี เพราะเขาจะต้องขึ้นเป็ผู้นำครอบครัวต่อจากบิดา ท่านปู่กู้จึงเริ่มฝึกฝนเขาั้แ่อายุยังน้อย แม้แต่ความเป็มาที่แท้จริงของสกุลกู้และท่านปู่เหอ ท่านปู่กู้ก็ได้เล่าให้เขาฟังจนหมดแล้ว
“คนผู้นั้นจะต้องมาอาศัยอยู่กับพวกเราอีกหลายปี อย่างน้อยเราก็ต้องเตรียมบ้านพักไว้ให้เขา เ้ากลับไปบอกท่านปู่ของเ้าว่าบ้านพักของคนผู้นั้นประเดี๋ยวปู่จะจัดการเอง ส่วนบ้านพักของสกุลกู้ก็ให้ปู่ของเ้ารีบมาจัดการ เื่นี้จะช้าไม่ได้ ปู่คิดว่าอีกไม่นานคนผู้นั้นคงจะถูกส่งตัวออกจากกำแพงสูงนั้นมาแล้ว”
“ข้าจะกลับไปรายงานท่านปู่อย่างไม่ให้ตกหล่นเลยขอรับ” กู้หยวนทำสีหน้าลังเล “ท่านปู่เหอขอรับ หมายความว่าพวกเราอาจจะได้ย้ายกลับไปอยู่ที่เมืองหลวงแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”
“ปู่กับปู่ของเ้าได้ให้สัญญากับผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นไว้แล้ว ในเมื่อเขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับปู่ได้ ต่อไปก็ถึงคราวที่ปู่จะต้องรักษาสัญญาของตัวเองบ้าง” ท่านตาเหอยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่ม “เ้าไม่ต้องกังวล ขอเพียงเ้าตั้งตนอยู่บนความถูกต้องและซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครมาทำอันตรายเ้าได้”
“ขอบคุณท่านปู่เหอที่ชี้แนะขอรับ”
____________________
[1] บะหมี่ซอสดำหรือจาเจี้ยงเมี่ยน มีต้นกำเนิดมาจากมณฑลซานตง ประเทศจีน ส่วนประกอบหลักคือเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดหนาทำจากแป้งสาลี โดยซอสจาเจี้ยงทำมาจากถั่วเหลืองหมัก นำมาผัดรวมกับเนื้อสัตว์บดและผักที่หั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ซอสจะมีสีออกเข้ม (หรือจะเห็นคุ้นตาในซีรีส์เกาหลีที่เรียกว่าจาจังมยอน)