กระนั้นแล้ว คนทั้งหมดก็รวมกันด้วยเหตุนี้
หลายครั้งที่โหยวเสี่ยวโม่อยากถามหลิงเซียวว่าทำไมต้องรวมกลุ่มเดินทางกับพวกเขาแผนที่บนตัวพวกเขาจะให้พวกทังอวิ๋นฉีรู้ไม่ได้เด็ดขาด แต่ก็ไม่มีโอกาส เพราะทังอวิ๋นฉีวนอยู่ข้างหลิงเซียวถามนู่นนี่ตลอดเวลาเขาจึงไม่มีหนทางเอ่ยเรื่องนั้นขึ้นได้
แต่มีเรื่องหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือหลิงเซียวคงวางแผนไว้อยู่แล้วดังนั้นจึงตกลงข้อเสนอของทังอวิ๋นฉีโดยไม่คุยกับเขาก่อน แม้ความฉงนในใจจะมีมากมายแต่โหยวเสี่ยวโม่ก็อดทนไว้ก่อน
หญ้าเซียนและสัตว์ปีศาจอยู่ในขุมหยกวิญญาณเสียเยอะแม้โหยวเสี่ยวโม่จะพึ่งกลับมาจากขุมหยกวิญญาณได้ไม่กี่ชั่วยามแต่เขาก็ตั้งใจไปขุดหญ้าเซียนเพิ่มอีกสักหน่อยจึงไม่ได้คัดค้านและมุ่งหน้าสู่ที่นั่นพร้อมพวกเขา
คนที่พูดมากสุดมาตลอดทางคือทังอวิ๋นฉีไม่รู้ว่านางอดพูดมาจากไหน พูดน้ำไหลไฟดับ แต่หลิงเซียวก็ไม่ได้ตอบนางแต่นางก็ยังพูดอย่างออกรสได้ตลอด
โหยวเสี่ยวโม่นั่งอยู่บนหลังเจ้าบอลใหญ่เริ่มรู้สึกเบื่อ
แม้เจ้าบอลใหญ่จะได้รับบาดเจ็บที่ขาหลังข้างหนึ่งแต่หมาป่าเลือดสีขาวมีพลังเยียวยาที่ร้ายกาจ และโหยวเสี่ยวโม่ก็ให้ยารักษากับมันอย่างไม่ตระหนี่บาดแผลที่เห็นจึงค่อยๆ สมานตัว ไม่ส่งผลต่อการขยับเขยื้อนของร่างกาย
ขณะที่กำลังเบื่อหน่าย เจียงหลิวที่เดินอยู่ข้างหน้าก็ผ่อนความเร็วลงสักพักก็มาเดินพร้อมเขา
เหมือนว่าเจียงหลิวอยากหาโอกาสคุยกับเขานานแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แสงอาทิตย์หันมาส่งยิ้มสดใสให้โหยวเสี่ยวโม่ “ศิษย์พี่โหยว ไม่เจอกันนานเลยคิดไม่ถึงว่าครั้งนี้เราจะได้เจอกันในแดนสวรรค์วิมานพวกเรานี่มีวาสนาต่อกันมากเลยนะ ท่านว่ามั้ย?”
“ใช่แล้ว!” โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มแห้งตอบไป
อะไรเรียกว่ามีวาสนาต่อกัน นี่มันเวรกรรมชัดๆเขารู้ว่าเจียงหลิวคงไม่คิดว่าเขาจะมาแดนสวรรค์วิมานนี่ได้
ทว่าผิวเผินอาจไม่แสดงท่าทีอะไร แต่มีจุดหนึ่งที่เขารู้สึกแปลกเขากับเจียงหลิวไม่ใช่ศิษย์ทัพเดียวกัน ปกติก็ไม่ค่อยได้พบได้คุยกันแม้จะพูดว่าทัพสวรรค์กับทัพพิภพไม่ถูกกันเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็เป็นเพียงศิษย์ที่พึ่งเข้าร่วมสำนักได้ไม่ถึงปีแม้จะมาจากต่างทัพกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นแค้นเคืองถึงขั้นต้องใช้แผนเจ้าเล่ห์กับเขาตอนนี้คิดย้อนดู เขาคิดว่าเจียงหลิวอาจจะเกลียดเขามานานแล้ว
แต่เขาคิดไม่ตกว่าทำไมเจียงหลิวต้องเกลียดเขาด้วย ในความทรงจำเขาไม่เคยทำอะไรให้เจียงหลิวมาก่อนแต่โหยวเสี่ยวโม่คนเดิมก็ไม่แน่
เหมือนว่าเจียงหลิวจะไม่ทันสังเกตท่าทีเปลี่ยนไปของเขามองหมาป่าเลือดสีขาวข้างล่าง แล้วเอ่ยอย่างชื่นชม “ศิษย์พี่โหยวโชคดีจริง พึ่งเข้าแดนสวรรค์วิมานไม่กี่วันก็ได้หมาป่าเลือดสีขาวกึ่งขั้นแปดมา ข้าเคยอ่านในตำรามา พลังต่อสู้ของมันร้ายกาจมากในขั้นพลังเดียวกัน นับว่าติดอันดับต้นๆ เชียว ข้าเองก็อยากมีหมาป่าเลือดสีขาวสักตัว”
โหยวเสี่ยวโม่สมองแล่นฉับไว แล้วเอ่ย “ยังมีเวลาอีกตั้งยี่สิบกว่าวันข้าเชื่อว่าเจ้าต้องมีโอกาสแน่”
เจียงหลิวหันมากะพริบตาชั้นเดียวของเขา “ข้าก็เชื่อว่าดวงข้าคงไม่แย่ถึงขั้นนั้น จริงสิศิษย์พี่โหยว หมาป่าเลือดสีขาวตัวนี้ตัวโตมาก ให้ข้านั่งด้วยได้รึเปล่าข้าอยากลองลิ้มรสความรู้สึกตอนนั่งบนหมาป่าเลือดสีขาวบ้าง ได้รึเปล่า?”
โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินคำพูดนี้ถึงกับอึ้งคนทั่วไปไม่น่าเอ่ยคำขอแบบนี้ได้ แต่เขาก็ไม่อาจพูดออกมาตรงๆได้แต่เอ่ยอย่างอึดอัด “ขอโทษด้วยนะศิษย์น้องเจียง เจ้าบอลใหญ่ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้มันอีกอย่างแผลมันยังไม่หายดี คงไม่ได้หรอก”
“เช่นนี้เอง งั้นไม่เป็นไร ข้าก็แค่พูดไปงั้นๆแหละ” เจียงหลิวคิ้วตก พลันพยักหน้าอย่างเข้าใจเหมือนว่าคำพูดเมื่อครู่แค่พูดแบบขอไปที
โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะเป็นพิธี แล้วไม่พูดอะไรตอบ
แต่ไม่คิดว่า เจียงหลิวจะหาหัวข้อมาพูดต่อมองหน้าเขาอย่างเคลือบแคลงแล้วเอ่ย “ศิษย์พี่โหยว มีเรื่องนึงท่านอย่าหาว่าข้าปากมากเลยนะ ข้าเพียงแต่สงสัยน่ะ”
“เรื่องอะไร?” โหยวเสี่ยวโม่กระตุกคิ้วไม่รู้ว่าเขาต้องการพูดอะไร
เจียงหลิวจ้องเขาตาใสเป็นประกาย มือทั้งสองกำแน่นไพล่หลังไว้เอ่ยแกมหัวเราะ “ข้าได้ยินว่ามีแค่นักหลอมยาขั้นสามถึงจะมีสิทธิ์มาแดนสวรรค์วิมานได้โหยวเสี่ยวโม่มาปรากฏตัวที่นี่ นั่นแปลว่าท่านเป็นนักหลอมยาขั้นสามแล้วรึ?”
จากที่ฟัง โหยวเสี่ยวโม่พลันเผยสีหน้าแปลกชอบกล
เรื่องที่เขาไม่ใช่นักหลอมยาขั้นสามแพร่สะพัดในทัพพิภพศิษย์หลายคนก็ปากมาก คิดว่าทัพสวรรค์และทัพวิหคคงรู้แล้ว
เรื่องจริงก่อนหน้าที่จะเข้าแดนสวรรค์วิมานทังฝานกับขงเหวินไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เขายังไม่ได้เป็นนักหลอมยาขั้นสามเขาเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่พอมาพิจารณา พึ่งพบว่าน่าจะเป็นเพราะใกล้ถึงเวลาเปิดแดนสวรรค์วิมานแล้วและทั้งสองนั้นกลัวเสียหน้า ตั้งแง่กับศิษย์สำนักตัวเองต่อหน้าผู้คนเห็นจะเป็นขี้ปากคนอื่นเสียเปล่า
ตอนนั้นเขาคิดแผนไว้ว่าหากทังฝานกับขงเหวินจะเปิดเผยเรื่องนี้จริง เขาก็จะพูดความจริงเรื่องที่เขาบรรลุเป็นนักหลอมยาขั้นสามแล้วหนึ่งวันก่อนที่จะเดินทางมา แม้พวกเขาจะมีข้อกังขาแต่เขาก็เป็นนักหลอมยาขั้นสามแล้วจริงๆ
แต่เขาไม่ทันมีโอกาสได้พูดออกมา ดังนั้นคนอื่นๆจึงยังไม่รู้ขั้นที่แท้จริงของเขา
เดิมทีคนอื่นสามารถสัมผัสดวงวิญญาณของเขาเพื่อตัดสินขั้นพลังของเขาได้แต่นับจากตอนที่เขาได้พลังควบคุมห้วงมิติอย่างสมบูรณ์แล้วห้วงมิติก็แผ่พลังบางอย่างออกมารอบตัวเขาเป็นม่านพลังคุ้มกันบางๆ ชั้นหนึ่ง
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หลิงเซียวรู้ค้นพบแล้วบอกเขาอีกที มิฉะนั้นเขาเองก็คงไม่รู้ม่านคุ้มกันชั้นนี้สามารถซ่อนเร้นขั้นพลังตามจิตสำนึกของเขา
ดังนั้นจากที่ทังฝานและคนอื่นๆ เห็นได้เขาจึงยังเป็นเพียงนักหลอมยาขั้นสองเท่านั้น
เจียงหลิวเป็นนักหลอมยาขั้นสามแล้ว ย่อมน่าจะมีความสามารถในการอ่านขั้นพลังได้เท่านี้ เขาก็รู้ได้ว่าโหยวเสี่ยวโม่มีพลังขั้นไหนแล้ว แต่ที่เขายังถามแบบนี้หากบอกว่าเขาไม่มีความคิดอื่นแอบแฝง ก็คงยากที่จะเชื่อ
โหยวเสี่ยวโม่ไม่ชอบให้คนพูดจาลับหลังไม่ดีต่อหลิงเซียวจึงแสร้งดีใจแล้วพูดขึ้น “ใช่สิพูดถึงข้าก็ดวงดีมากเลย ก่อนหน้าคืนที่จะเดินทางตอนที่ข้าหลอมยาอยู่ทันใดก็บรรลุขั้น โชคดีมากแต่ว่าทุกคนต่างมัวยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวเรื่องแดนสวรรค์วิมานดังนั้นข้าจึงไม่ได้บอกใคร”
ท่าทางของเจียงหลิวแข็งเกร็ง เพียงชั่วครู่ก็ได้สติกลับมาใบหน้าไม่มีความอึดอัดแม้แต่นิด กลับกันคือยิ้มแย้มดีใจกับเขา “ศิษย์พี่โหยวเป็นนักหลอมยาขั้นสามแล้วงั้นรึ? ข้าบอกแล้วท่านดวงดีมากเลย ยินดีด้วย!”
“ข้ายังไม่ได้ยินดีกับเจ้าเลยข้าได้ยินว่าเจ้าก็บรรลุขั้นเมื่อไม่นานมานี้นี่ ยินดีด้วยๆ!” โหยวเสี่ยวโม่รีบโต้กลับ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังคำนับขอแต๊ะเอียอยู่
เจียงหลิวหัวเราะเจื่อน สายตามีความวูบวาบส่ายหัวเล็กน้อยแล้วเอ่ย “ศิษย์น้องจะไปดวงดีสู้ศิษย์พี่ได้ยังไงหากไม่ใช่เพราะอาจารย์ท่านเอ็นดู ข้าก็คงไม่มีทางเลื่อนขั้นได้ในสามเดือนหรอก”
โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะแล้วเอ่ย “ที่จริงเจ้าโชคดีกว่าข้ามากอย่างน้อยที่สุดเจ้ายังมีอาจารย์ที่เอ็นดูและให้หญ้าเซียนกับเจ้าโดยไม่ตระหนี่ไม่เหมือนข้า อะไรก็ต้องซื้อเองหญ้าเซียนที่ข้าหลอมยังต้องอาศัยการขายยาเซียนตันซื้อมาเองเลยไม่งั้นข้าคงเลื่อนขั้นไม่ได้แน่”
รอยยิ้มที่แต่งแต้มบนหน้าเจียงหลิวเกือบปั้นไม่อยู่
คำพูดนี้เขารู้สึกเหมือนถูกประชดเขามีอาจารย์คอยหาหญ้าเซียนให้ ดังนั้นจึงเลื่อนขั้นได้เร็วแต่โหยวเสี่ยวโม่ต้องขายยาเซียนตันหาเงินซื้อหญ้าเซียนเองแต่ระยะเวลาที่เลื่อนขั้นก็ยังไล่เลี่ยกัน
เหมือนกำลังจะบอกว่า หากไม่มีหญ้าเซียนที่อาจารย์หามาให้ เขาไม่มีทางเทียบโหยวเสี่ยวโม่ได้
แม้ตอนที่โหยวเสี่ยวโม่พูดคำพูดพวกนี้จะไม่ได้คิดเช่นนั้นก็ตามแต่สำหรับเขาทุกคำนั้นราวกับกำลังเสียดสีเขาอยู่ลึกๆ ในใจความมืดมนบางอย่างกำลังก่อตัวหนาขึ้น
“สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่จุดนี้ศิษย์น้องเทียบไม่ติดจริงๆ” เจียงหลิวแกล้งยิ้มทีหนึ่ง
“เหอะๆ” โหยวเสี่ยวโม่หัวเราะเอ่ย “ศักยภาพของศิษย์น้องเจียงสูงกว่าข้าที่ข้าทำได้คือต้องพยายามให้มากเพื่อทดแทนศักยภาพอันด้อยของข้า”
เจียงหลิวอึ้งไป แล้วไม่ได้พูดต่อ
จากนั้นทั้งสองก็ตั้งใจเดินทางโดยไม่พูดอะไรอีกไม่รู้ว่าเจียงหลิวได้คำตอบที่ตัวเองต้องการหรือไม่หรืออึ้งกับคำพูดโหยวเสี่ยวโม่จริง แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้คุยกับโหยวเสี่ยวโม่อีก
ด้านโหยวเสี่ยวโม่เดิมที่ที่รู้สึกเบื่อหน่ายในการเดินทางกับพวกทังอวิ๋นฉีตอนนี้เหมือนว่าจะขจัดความเบื่อหน่ายทิ้งไปหมดใบหน้านวลเนียนแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่รู้สึกออกมาจากใจ นานๆทีก็คุยกับเจ้าบอลใหญ่บ้าง
เบื้องหน้า หลิงเซียวที่ไม่หันหลังมามอง จู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มบาง
ประจวบเหมาะกับทังอวิ๋นฉีหันมาทันเห็นรอยยิ้มนั้นพอดีจึงเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย “ศิษย์พี่ท่านยิ้มอะไรรึ?”
หลิงเซียวชำเลืองนาง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีอะไร”
ทังอวิ๋นฉีแลดูไม่เชื่อ อยากถามต่อ แต่ตอนนั้นเองเหลยจวี้ที่คอยเดินเปิดทางล่วงหน้าก็รีบวิ่งกลับมาหน้าตาตื่นแล้วตะโกน
“ทุกคนมาดูเร็ว ข้างหน้าถ้ำหน้าขุมหยกวิญญาณมีสัตว์ปีศาจขั้นหกตัวนึง”