ควันและความร้อนที่พวยพุ่งเข้ามาทำให้ซูเหม่ยถิงได้แต่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจสำหรับนางแล้วจะตายเร็วหรือว่าตายช้าก็ล้วนไม่มีอะไรแตกต่างเพียงแต่การถูกย่างสดท่ามกลางกองไฟอันร้อนระอุทั้ง ๆที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเช่นนี้ออกจะเป็การลงมือที่โเี้เกินไปสักหน่อย
อดีตฮูหยินที่ไร้ความสำคัญเช่นนางจะตายเพียงเพราะถูกไฟคลอกตายก็คงจะไม่มีใครมาเรียกร้องความเป็ธรรมให้โชคดีเพียงอย่างเดียวของนางก็คือท่านย่าที่รักนางมากที่สุดได้ตายจากนางไปแล้วไม่เช่นนั้นยามนี้นางคงจะมีความร้อนใจมากกว่านี้เป็แน่
ควันไฟทำให้นางหายใจลำบากมากขึ้นเรื่อยๆควันที่มากถึงขนาดนี้ทำให้นางมั่นใจว่านางคงจะสำลักควันตายก่อนที่จะถูกเผาหากคิดในแง่ดีการจากไปเช่นนี้ก็คงจะดีกว่าการตายจากไปอย่างทุกข์ทรมานเพียงเพราะการถูกไฟเผาทั้งที่ยังเป็ๆอย่างแน่นอน ซู
เหม่ยถิงจ้องมองปิ่นปักผมในมือของตนเองอย่างอาวรณ์ปิ่นหยกอันนี้คือปิ่นที่ท่านย่าของนางมอบให้ก่อนที่จะจากไปสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในตอนนี้ก็คือหากนางตายจากไปเช่นนี้ยามที่ผู้อื่นมาพบร่างของนางปิ่นอันนี้จะถูกผู้อื่นแย่งชิงไปเป็ของตนเอง นางค่อยๆกำปิ่นเอาไว้แนบอกพลางไอออกมาทั้งน้ำตา วาระสุดท้ายของชีวิตของนางได้มาถึงแล้วชาตินี้ของนางคงจะจบลงเช่นนี้เสียแล้ว
“ถิงถิง!”เสียงเรียกชื่อในวัยเด็กของนางดังขึ้นพร้อมด้วยร่างสูงใหญ่ของคนผู้หนึ่งที่ฝ่าควันไฟตรงเข้ามาหานางทำให้ซูเหม่ยถิงอดรู้สึกยินดีไม่ได้แต่เมื่อเห็นว่าเขาคนนั้นอุ้มร่างของนางขึ้นมาทำให้นางพลันรู้ตัวแล้วว่าตอนนี้ิญญาของนางไม่ได้อยู่ในร่างของตนเองแล้วหรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือคนผู้นั้นมาสายไปเสียแล้ว
แม้ว่าจะรู้ตัวแล้วว่ายามนี้ิญญาของนางได้ออกจากร่างมาแล้วแต่ิญญาของนางกลับไม่สามารถไปไหนมาไหนตามใจได้นางทำได้แค่เพียงล่องลอยติดตามร่างของตนเองที่ถูกอุ้มไปในโถงหลักของสกุลเซี่ย
“ทำร้ายท่านหญิงที่ได้รับการแต่งตั้งจากอดีตฮ่องเต้องค์ก่อนจนถึงแก่ความตายเช่นนี้พวกเ้ารับรู้ความผิดหรือไม่”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธของคนผู้นั้นทำให้ทุกคนในจวนติ้งหย่วนโหวต่างหวาดกลัวจนตัวสั่นซูเหม่ยถิงได้แต่มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อนลอยนางจ้องภาพที่คนผู้นั้นกำลังอุ้มร่างอันไร้ิญญาของนางอยู่ด้วยความสับสนสิ่งที่คิดได้ในตอนนี้ก็คือ
‘ข้าคือคนที่ตายไปแล้ว’
“ท่านผู้สำเร็จราชการจางนางทำผิดกฎระเบียบจวนติ้งหย่วนโหวของพวกเราข้าจึงได้สั่งให้โบยตีแล้วก็กักขังนางให้สำนึกผิดที่หอบรรพชนของสกุลเซี่ยของพวกเราเพียงเท่านั้นผู้ใดจะรู้ว่าสุดท้ายแล้วหอบรรพชนจะถูกไฟไหม้เช่นนี้”ติ้งหย่วนโหวเซี่ยหยวนพูดพลางจ้องมองร่างที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยดวงตาอันแดงก่ำ
“ช่างบังเอิญเสียจริงศาลบรรพชนอันกว้างใหญ่แต่ไฟจำเพาะจะต้องไปลุกไหม้ที่หอบรรพชนที่นางถูกกักขังติ้งหย่วนโหวท่านเองก็ไม่น่าจะใช่คนโง่เรือนหลังของพวกท่านเกิดเื่วุ่นวายขึ้นเช่นนี้ท่านจะไตร่ตรองไม่ได้เชียวหรือ”คนผู้นั้นเอ่ยออกมาพลางก้มลงไปมองร่างไร้ิญญาในอ้อมแขนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง
“ท่านหญิงซูในอดีตเคยเป็คนของราชวงศ์ยามนี้ในเมื่อท่านหญิงสิ้นแล้วก็ควรจะส่งกลับคืนสู่ราชวงศ์ส่วนเื่เน่าเหม็นในจวนแห่งนี้นั้นรองผู้บัญชาการซ่งท่านคือคนที่คอยดูแลความเรียบร้อยในเมืองหลวงเื่นี้ข้าขอมอบหมายให้ท่านจัดการก็แล้วกัน”เมื่อเอ่ยจบเขาก็อุ้มร่างของซูเหม่ยถิงเดินออกจากจวนติ้งหย่วนโหวไปไม่คิดจะฟังคำทัดทานของคนในจวนสักนิด
“นางคือฮูหยินของข้าศพของนางก็ควรจะตั้งอยู่ที่นี่สิ”เสียงคัดค้านของติ้งหย่วนโหวไม่ได้ทำให้ฝีเท้าอันหนักแน่นของเขาหยุดได้เลยสักนิดส่วนซูเหม่ยถิงที่กำลังประหลาดใจกับแรงดึงดูดบางอย่างที่บังคับให้ิญญาของนางติดตามเขาไปได้แต่ทอดถอนใจออกมา
‘จางเหวินจิ้ง!’เสียงเรียกของนางเขาให้เขาหันกลับมาแต่เมื่อเห็นเขามองผ่านแล้วก็เดินทะลุิญญาของนางไปเพื่อขึ้นรถม้าทำให้นางได้แต่จำต้องมองเขาอุ้มร่างไร้ิญญาของนางไป
เมื่อรถม้าออกเดินทางก็เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ร่างของนางจำต้องล่องลอยติดตามไปด้วยผลสุดท้ายิญญาของนางก็สามารถทะลุเข้าไปในรถม้าได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนักแต่ภาพที่นางเห็นทำให้นางอดขมวดคิ้วไม่ได้ท่าทางที่จางเหวินจิ้งโอบกอดร่างของนางด้วยความอาลัยและความเศร้าเสียใจเช่นนี้มันช่างขัดกับการกระทำในกาลก่อนของเขาเสียจริง
จางเหวินจิ้งคือคุณชายใหญ่สกุลจางที่ท่านย่าของนางตั้งใจจะให้นางหมั้นหมายกับเขา ทางสกุลจางตอบรับการทาบทามการหมั้นหมายนี้อย่างยินดีรีบส่งหนังสือสัญญาหมั้นหมายมาที่จวนสกุลซูอย่างรวดเร็วแต่ได้หมั้นหมายกันแค่เพียงไม่กี่เดือนวันจางเหวินจิ้งก็เดินทางมาที่จวนสกุลซูด้วยตนเองพร้อมกับการขอขมาต่อท่านย่าของนางแล้วก็ขอยกเลิกการหมั้นหมาย
ในยามนั้นนางมีอายุแค่เพียงสิบสามย่างสิบสี่ยังรับมือกับการที่ตนเองถูกชายหนุ่มมาปฏิเสธการหมั้นหมายที่จวนไม่ได้ทำให้นางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าคู่ครองคนต่อไปของนางนางจะต้องเป็คนเลือกเอง และแล้วผลการเลือกของนางก็เป็อย่างที่เห็นถูกสามีจอมละโมบหักหลัง ถูกสหายรักและคนรอบข้างทำลายชีวิต เมื่อคิดย้อนกลับไปแล้วคนที่มีส่วนให้ชีวิตของนางเป็เช่นนี้ตัวเขาเองก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย
“ท่านน้าท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้นะนางเป็สตรีของผู้อื่นท่านจะเอาศพของนางมาตั้งที่จวนของท่านไม่ได้”องค์ฮ่องเต้หลี่เทียนหลงเสด็จเข้ามาในห้องโถงหลักของจวนท่านผู้บัญชาการแล้วก็ทรงออกพระโอษฐ์คัดค้านการกระทำของน้าชายด้วยสีหน้าอึมครึมในทันที
“ฝ่าา่เวลานี้คือ่เวลาที่พระองค์จะต้องทรงเรียนรู้เื่การปกครองกับท่านราชครูมิใช่หรือแล้วเหตุใดพระองค์จึงได้เสด็จมาที่นี่ในเวลานี้กันเล่า”จางเหวินจิ้งเอ่ยด้วยสีหน้าเ็าส่วนหลี่เทียนหลงฮ่องเต้นั้นก็ไม่พอใจจนพระพักตร์แดงก่ำ
“ท่านน้าท่านคือผู้สำเร็จราชการแทนข้าการกระทำที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตักเตือนเชียวหรือ”คำถามของหลี่เทียนหลงฮ่องเต้ทำให้จางเหวินจิ้งระบายรอยยิ้มอันว่างเปล่าออกมาได้ในที่สุด
“อีกไม่นานพระราชอำนาจของพระองค์ก็จะมั่นคงแล้วข้าคนนี้ก็เหนื่อยล้าเต็มทีฝ่าาในฐานะที่ข้าดูแลและทำทุกอย่างเพื่อฝ่าามาเนิ่นนานขอฝ่าาได้โปรดทรงตามใจกระหม่อมสักครั้งเถิด”
“แต่ท่านน้า...”หลี่เทียนหลงฮ่องเต้ทรงตรัสได้เพียงเท่านั้นสุดท้ายก็ทรงเก็บงำพระดำริของพระองค์เองเอาไว้ทรงทอดถอนพระทัยอย่างปลงตกแล้วจึงได้เอ่ยกับจางเหวินจิ้งผู้เป็พระมาตุลาแท้ๆของพระองค์ด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นพระทัย
“ข้าได้ยินมาว่าต่อให้ไม่เกิดเื่ไฟไหม้ขึ้นไม่ว่าอย่างไรนางก็คงจะต้องตายอยู่ดีร่างกายของนางทั้งบอบช้ำจากการโบยตีอีกทั้งยังอ่อนแอเพราะการถูกลงโทษอดอาหาร”เมื่อหลี่เทียนหลงฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาสายตาของจางเหวินจิ้งก็มองไปยังโลงศพสีขาวที่ตั้งเด่นเป็สง่าอยู่ในโถงหลักของจวนด้วยสายตาอันเลื่อนลอย
“เื่นี้กระหม่อมก็พอจะรู้มาบ้างทรงวางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะทุกการกระทำของกระหม่อมจะไม่มีทางกระทบกระเทือนไปถึงฝ่าาอย่างเด็ดขาด”
“ข้าไม่ได้กลัวว่าตัวข้าจะเดือดร้อนแต่ข้าไม่อยากให้ชื่อเสียงของท่านน้าต้องแปดเปื้อนมากไปกว่านี้นางไม่ใช่ภรรยาของท่านแต่ท่านกลับตั้งศพของนางในโถงหลักของจวนท่านเช่นนี้ไม่ใช่แค่ท่านที่จะเสื่อมเสียชื่อเสียงแต่ท่านหญิงซูเองก็อาจจะพลอยแปดเปื้อนไปด้วย คำพูดของคนทำร้ายผู้ใดไม่ได้แต่ก็สามารถทำลายจิตใจคนฟังได้เป็แน่ท่านหญิงซูที่อยู่บน์ก็คงจะไม่สบายใจนักถ้าหากได้รับรู้ว่ามีคนกำลังทำให้ชื่อเสียงของนางต้องด่างพร้อย”
“ถ้าเช่นนั้นฝ่าาทรงมีพระดำริเช่นไร”
“สกุลซูคือพระญาติของข้าผ่านการแต่งงานมารดาแท้ๆของท่านหญิงซูคือเสด็จอาของข้าถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็คนนำศพของนางไปจัดการการเองจวนข้างๆ คือจวนภายใต้ชื่อของข้าตอนที่ข้าถูกพระราชบิดาปลดเป็สามัญชนยามนี้เว้นว่างลงไปแล้วสามารถใช้ทำพิธีศพให้แก่ท่านหญิงซูได้อีกทั้งด้วยอายุเพียงเท่านี้ของข้าไม่มีผู้ใดกล้าคิดถึงเื่นี้ไปในทางอกุศลแน่”
“ในเมื่อฝ่าาทรงมีพระดำริเช่นนี้กระหม่อมก็ไม่คิดจะคัดค้าน”จางเหวินจิ้งพูดพลางหันไปสั่งให้คนเคลื่อนย้ายโลงศพไปที่จวนข้างๆ