บทที่ 23 กลับมาหาหมอฟาง
"หมอเหมียว!"
บุคลากรหลายคนรีบเอ่ยทักทาย ในหน่วยงานขนาดใหญ่อย่างแผนกฉุกเฉิน การได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแพทย์เฉพาะทางย่อมหมายถึงการมีอำนาจตัดสินใจ และอิสระในการทำงานที่สูงยิ่ง
ด้วยปริมาณคนไข้มหาศาล จำนวนแพทย์ประจำบ้านและนักศึกษาแพทย์ฝึกงานจึงมีมากตามไปด้วย โดยปกติแพทย์เฉพาะทางแต่ละท่านจะมีกลุ่มแพทย์ประจำบ้านในความดูแลหลายคนเพื่อช่วยขับเคลื่อนงานในแผนก
หมอเหมียวกวาดสายตาไปรอบห้องรักษา เห็นฟางหานกำลังยืนล้างมืออยู่พอดี จึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า "ดูเหมือนฉันจะมาได้ถูกจังหวะนะ นี่กำลังจะเริ่มลงมือพอดีใช่ไหม?"
"เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ" ฟางหานตอบพลางเช็ดมือให้แห้ง การรักษาความสะอาดทั้งก่อนและหลังการทำหัตถการคือนิสัยพื้นฐานที่ฝังรากลึกในตัวเขา
"เสร็จแล้วเหรอ?" หมอเหมียวชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเห็นฟางหานเดินเข้าห้องรักษามาแต่ไกลจึงรีบตามมาดู ทว่า ทุกอย่างกลับสิ้นสุดลงในเวลาไม่ถึงสามนาทีเสียด้วยซ้ำ
ความกังขาฉายชัดในแววตาของหมอเหมียว การทำหัตถการจะรวดเร็วปานนั้นเลยเหรอ?
โดยทั่วไป เมื่อนักศึกษาแพทย์ฝึกงานทำการรักษา จะต้องมีแพทย์เฉพาะทางคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความผิดพลาด เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน แพทย์เฉพาะทางในฐานะผู้ควบคุมงานจะต้องเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมด
ในการรักษาครั้งนี้ เวชระเบียนจะถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ฟางหานปฏิบัติงานภายใต้การแนะนำของหมอเหมียว ไม่ได้กระทำโดยลำพัง
แม้หมอเหมียวจะประจักษ์ในฝีมือของฟางหานและมอบความไว้วางใจให้จัดการได้เอง โดยมีแพทย์ประจำบ้านหลี่คอยประกบเพื่อความปลอดภัยในแง่กฎหมายวิชาชีพ แต่ความรวดเร็วระดับนี้ก็ยังทำให้เขารู้สึกทึ่งไม่น้อย
อู๋เหล่ยที่อยู่ใกล้ ๆ รีบทำหน้าที่เป็กระบอกเสียงอีกครั้ง "หมอเหมียวครับ เมื่อสองวันก่อนตอนฝึกอบรม ฟางหานก็สามารถทำการจัดกระดูกข้อต่อไหล่ในแผนกศัลยกรรมกระดูกและเนื้อเยื่อาเ็ได้สำเร็จในเวลาอันสั้น จนหมอเฉินถึงกับเอ่ยปากขอตัวฟางหานให้ประจำอยู่ที่นั่นเลยนะครับ"
"ฮ่า ๆ" หมอเหมียวตบไหล่ฟางหานด้วยความภาคภูมิใจ "เสี่ยวฟาง นายนี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆ"
เขารู้สึกยินดีจากใจจริงที่ฟางหานมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดกระดูกลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ต่อไปหากมีคนไข้ที่ได้รับาเ็ทางกระดูกมาที่แผนกฉุกเฉิน เขาก็ไม่จำเป็ต้องทำเื่ขอความช่วยเหลือจากแผนกศัลยกรรมกระดูกและเนื้อเยื่อาเ็ให้เสียเวลาอีก
การรักษาเคสอย่างข้อเคลื่อนหรือกระดูกหักมีอัตราค่าบริการที่ค่อนข้างสูง และทำรายได้ให้แผนกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีฟางหานอยู่ในทีม เคสเหล่านี้ในแผนกฉุกเฉินย่อมกลายเป็ผลงานในความดูแลของเหมียวต้าหลงทั้งหมด
"ขอฉันตรวจสอบอาการหน่อย"
หมอเหมียวเดินเข้าไปตรวจเช็กบริเวณข้อมือของคนไข้ แม้เขาจะไม่เชี่ยวชาญการจัดกระดูก แต่ความรู้ในการวินิจฉัยเขายังแม่นยำ ผลงานของฟางหานนั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ตอนนี้คนไข้สามารถเคลื่อนไหวข้อมือได้เป็ปกติแล้ว
"เสี่ยวฟาง ตามฉันมานี่หน่อย" หมอเหมียวกวักมือเรียก ก่อนจะหันไปสั่งแพทย์ประจำบ้านหลี่ "จัดน้ำมันดอกคำฝอยให้คนไข้หนึ่งขวด และกำชับเื่ข้อควรระวังในการใช้ชีวิต่นี้ด้วย"
ฟางหานเดินออกจากห้องรักษาไปพร้อมกับหมอเหมียว ระหว่างทาง หมอเหมียวเอ่ยถามด้วยความสนใจว่า "เสี่ยวฟาง ทักษะการจัดกระดูกของนาย ครอบคลุมไปถึงเคสกระดูกหักด้วยหรือเปล่า?"
"ตราบใดที่ไม่ใช่เคสกระดูกแตกละเอียด หรือมีการกดทับเส้นประสาทและหลอดเืใหญ่ ผมจัดการได้ทั้งหมดครับ" ฟางหานตอบตามจริง ด้วยทักษะการจัดกระดูกขั้นกลางที่ได้รับมา โรคที่ซับซ้อนเกินกว่านั้นเขายังไม่เสี่ยงจะลงมือ
"วิเศษมาก" หมอเหมียวอุทานด้วยความทึ่ง "อายุแค่นี้แต่กลับมีความรู้แ่าเหลือเกิน ถ้ามีโอกาสฉันอยากจะพบคุณปู่ของนายสักครั้งจริง ๆ ว่าแต่นายเป็คนเจียงจงใช่ไหม?"
"ผมเป็คนเจียงจงโดยกำเนิดครับ" ฟางหานตอบ "ตอนเรียนผลการเรียนของผมก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร จึงสมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยการแพทย์แผนจีนหลินโจวครับ"
"ฉันก็นึกว่านายจะเป็ระดับหัวกะทิของรุ่นเสียอีก แสดงว่านายทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการเรียนหมอเพียงอย่างเดียวเลยใช่ไหม?" หมอเหมียวหัวเราะร่า รู้สึกว่าตนเองยังมีจุดที่เหนือกว่าฟางหานอยู่บ้าง เพราะสมัยเรียนเขาคือนักเรียนระดับแถวหน้า
"ก็พอประมาณครับ จริง ๆ ผมรู้สึกว่า พร์ของตนเองค่อนข้างธรรมดา" ฟางหานกล่าวอย่างถ่อมตัว "ไม่รู้ว่าก่อนอายุสามสิบ ผมจะมีความสามารถพอจะสอบเลื่อนขั้นเป็แพทย์ชำนาญการได้หรือเปล่า"
ในมุมมองของคนที่มีระบบบ่มเพาะ การตั้งเป้าเป็แพทย์เฉพาะทางก่อนอายุสามสิบถือว่าเป็การถ่อมตัวอย่างที่สุด
ทว่า คำพูดนี้กลับสะกิดใจหมอเหมียวอย่างแรง เขาหันมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก "ไอ้เด็กนี่ตั้งใจกวนกันหรือเปล่า?" ตัวเขาเองอายุเกือบสี่สิบแล้ว ยังเป็เพียงแพทย์เฉพาะทาง และตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกก็ยังดูห่างไกลเกินเอื้อม แต่ฟางหานกลับตั้งเป้าหมายไว้สูงลิ่วในวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ
ตามหลักการ หากฟางหานยังรักษามาตรฐานและพร์ระดับนี้ไว้ได้ การเป็หัวหน้าแผนกในวัยสี่สิบก็ไม่ใช่เื่เกินฝัน
แต่ที่ว่า 'พร์ธรรมดา' นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
หากฟางหานเรียกสิ่งนี้ว่าธรรมดา แล้วความสามารถของเขาไม่เรียกว่าย่ำแย่จนไม่กล้าสู้หน้าผู้คนเลเหรอ? อย่าลืมว่าที่นี่คือโรงพยาบาลเจียงจง แพทย์เฉพาะทางที่นี่หากย้ายไปโรงพยาบาลอื่น ย่อมมีคุณสมบัติเป็ถึงระดับหัวหน้าแผนกได้ทันที
ทว่า เมื่อพิจารณาสีหน้าของฟางหานที่ยังคงราบเรียบและจริงใจ หมอเหมียวก็ตระหนักได้ว่านี่คือตัวตนที่ถ่อมตัวของเขาจริง ๆ
ความรู้สึกเลื่อมใสในตัวเด็กหนุ่มพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ทั้งฝีมืออันฉกาจและการวางตัวที่นอบน้อมเกินวัย อนาคตของเขาคงไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
[ได้รับแต้มความชอบ +100!]
ฟางหานที่กำลังเดินอยู่ชะงักฝีเท้าลงทันที เขาหันมองหมอเหมียวด้วยความประหลาดใจ การที่ระบบแจ้งเตือนแต้มก้อนใหญ่ขนาดนี้ออกมาโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนย่อมมีที่มา
รายละเอียดหลังบ้าน : [เหมียวต้าหลงเกิดความเลื่อมใสต่อโฮสต์ ได้ระดับแต้มความชอบ +100]
อารมณ์เลื่อมใสนับเป็ความชื่นชมขั้นสูงสุด ระบบจะคำนวณจากความศรัทธาที่ออกมาจากใจจริง ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าแต้มความริษยาถึงห้าเท่า
ร้อยแต้มเต็ม ๆ ฟางหานจ้องมองหมอเหมียวพลางคิดในใจว่า จู่ ๆ หมอคนนี้ก็ดูใจดีและหล่อขึ้นมาอย่างประหลาด นี่คือบุคคลที่มอบแต้มให้เขามากที่สุดในการแจ้งเตือนครั้งเดียวั้แ่ได้ระบบมา
เมื่อเห็นสายตาเป็ประกายของฟางหาน เหมียวต้าหลงก็ลูบหน้าตัวเองด้วยความงุนงง "หน้าฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ?"
"เปล่าครับ" ฟางหานรีบส่ายหน้า "ผมแค่รู้สึกว่า คุณหมอเหมียวช่างเป็กันเองและใจดีมากครับ คุณเป็หมอที่คุยด้วยแล้วสบายใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลย"
"ฮ่า ๆ" เหมียวต้าหลงหัวเราะด้วยความเอ็นดู "ปากหวานจริง ๆ นะ"
คนหนุ่มที่เปี่ยมด้วยความสามารถแต่ไม่อวดอดีต รู้จักกาลเทศะ แถมยังมีรูปโฉมงดงามเช่นนี้ หากไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็คงจะไร้เหตุผลเกินไปแล้ว
...
หน้าแผนกฉุกเฉิน
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมกับคู่สามีภรรยาวัยรุ่นด้วยท่าทีเร่งร้อน เขาสอดส่ายสายตาพลางะโเรียก
"หมอฟาง หมอฟาง!"
หลินอวี่ซานที่อยู่บริเวณนั้นรีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม "ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่ากำลังตามหาหมอฟางท่านไหนคะ?"
ในแผนกฉุกเฉินมีหมอแซ่ฟางอยู่สองคน คือฟางเฮ่าหยางที่เป็รองหัวหน้าแผนก และฟางหานที่เป็เด็กฝึกงาน หากคนเหล่านี้มาหาฟางหาน เธอก็จะได้มีข้ออ้างเข้าไปคุยกับเขาอีกครั้ง
"พวกเรามาหาหมอฟางหานครับ" ชายวัยกลางคนกล่าว
"รบกวนรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปตามให้ค่ะ" หลินอวี่ซานกล่าวด้วยท่าทีที่สุภาพขึ้น "ไม่ทราบว่าเป็ญาติกับหมอฟางหรือเปล่าคะ?"
"เปล่าครับ พวกเราตั้งใจมาหาหมอฟางเพื่อให้ช่วยตรวจอาการ เมื่อวานลูกชายของผมได้รับการรักษาจากเขาจนหายดีครับ" ชายคนนั้นคือพ่อของเด็กชายที่เบ็ดตกปลาติดคอเมื่อวานนี้นั่นเอง
"อ๋อ มาหาเพื่อทำการรักษาเหรอคะ?" หลินอวี่ซานแอบผิดหวังเล็กน้อยที่นึกว่าเป็ญาติ แต่เธอก็ยังคงยิ้มแย้ม "เชิญนั่งรอที่โซนพักคอยก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะรีบไปแจ้งหมอฟางให้ทราบค่ะ"
แม้จะเป็การมาหาเพื่อรับการรักษา แต่ในใจของพยาบาลสาวกลับลิงโลด ฟางหานช่างเก่งกาจเหลือเกิน เข้าแผนกมาเพียงสองวันก็มีคนไข้ตามมาหาถึงที่เสียแล้ว
"เสี่ยวฟาง นายมีความรู้พื้นฐานแน่นมาก ฝีมือการรักษาไม่ด้อยไปกว่าแพทย์ประจำบ้านรุ่นพี่ในแผนกเลย แต่ตามระเบียบ นักศึกษาแพทย์ฝึกงานจะยังไม่มีเงินเดือนประจำ ฉันจึงตั้งใจจะไปปรึกษากับรองหัวหน้าแผนกฟาง เพื่อขออนุมัติเงินโบนัสพิเศษให้นาย"
ที่หมอเหมียวเดินมาหาฟางหานก่อนหน้านี้ก็เพื่อเื่นี้เอง ด้วยศักยภาพของฟางหาน เคสรักษาในอนาคตย่อมมีเข้ามาอีกมาก และหลายเคสหมอเหมียวเองก็อาจจะยังจัดการได้ไม่ดีเท่า เช่น งานด้านการจัดกระดูก
ทว่า ในปัจจุบันฟางหานยังต้องสังกัดทีมของเขา ผลงานทั้งหมดจะถูกนับรวมเป็ของหมอเหมียว และโบนัสรายเดือนก็จะถูกโอนเข้าบัญชีของเขา
หมอเหมียวไม่ใช่คนเอาเปรียบใคร ยิ่งกับคนที่มีอนาคตไกลอย่างฟางหาน เขาจึงต้องรีบสร้างไมตรีไว้ล่วงหน้า
โดยปกติ แพทย์เฉพาะทางที่สอนงานเด็กฝึกงานก็นับว่าเป็บุญคุณล้นเหลือแล้วที่ยอมให้ลงมือปฏิบัติจริง นักศึกษาต้องเป็ฝ่ายขอบคุณด้วยซ้ำ เหมือนกับเหล่านักศึกษาบัณฑิตศึกษาที่ต้องทำงานให้ศาสตราจารย์ฟรี ๆ
แต่สำหรับฟางหานที่ความสามารถล้ำหน้าไปไกล หมอเหมียวจึงต้องปฏิบัติด้วยอีกระดับ
"คุณหมอเหมียวเกรงใจเกินไปแล้วครับ ผมเพียงแค่ทำหน้าที่ตามปกติเท่านั้นเอง"
"ตกลงตามนี้แหละ เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับรองหัวหน้าแผนกฟางให้ นายมาฝึกงานต่างถิ่น ค่าใช้จ่ายคงไม่น้อย" หมอเหมียวหัวเราะ "อาจจะไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ คาดว่าเดือนละประมาณหนึ่งพันหยวน แต่พอให้นายใช้เป็ค่าครองชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้"
แม้จะเป็เพียงเงินหนึ่งพันหยวนซึ่งเทียบไม่ได้กับเงินเดือนพื้นฐาน แต่นี่คือเงินรางวัลพิเศษจากทางแผนกที่มอบให้ด้วยน้ำใจ
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนากัน เสียงของหลินอวี่ซานก็ดังมาจากด้านหลัง "หมอฟางคะ มีคนไข้มาหาค่ะ บอกว่าเจาะจงมาหาคุณโดยเฉพาะเลย"
"มาหาผมโดยเฉพาะเหรอครับ?" ฟางหานชะงัก เขาเพิ่งจะเริ่มงานได้ไม่กี่วัน จะมีคนตามมาหาชื่อเขาเลยเชียวเหรอ?
เหมียวต้าหลงเองก็ขมวดคิ้ว "พยาบาลหลิน จำคนผิดหรือเปล่า?"
"ญาติคนไข้เคสเบ็ดตกปลาเมื่อวานน่ะค่ะ เขาพาคนรู้จักมาด้วย" หลินอวี่ซานอธิบายพลางจ้องมองฟางหานด้วยสายตาชื่นชม
"ถ้าอย่างนั้นไปดูด้วยกันเถอะ"
ทั้งสองคนเดินตามพยาบาลสาวไปยังโซนตรวจ ชายวัยกลางคนเมื่อเห็นฟางหานก็รีบกะพริบตาเรียกคู่สามีภรรยาวัยรุ่นให้เดินตามมา
"สวัสดีครับหมอฟาง"
คู่สามีภรรยาวัยรุ่นชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีพวกเขาคิดว่าเหมียวต้าหลงคือหมอฟาง ไม่นึกเลยว่าจะเป็ชายหนุ่มที่ดูละอ่อนขนาดนี้ ความเชื่อมั่นในใจเริ่มสั่นคลอน หรือว่าคุณอาจะแนะนำคนผิด?
ฟางหานพยักหน้ารับทักทาย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ทารกในอ้อมกอดของหญิงสาว "เด็กไม่สบายเหรอครับ?"
"ใช่ค่ะ สองวันมานี้ลูกหลับไม่ยอมตื่นเลย ไปหาหมอมาหลายที่แล้วแต่ไม่มีใครระบุสาเหตุได้เลยค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงกังวล
"ขอผมตรวจดูหน่อยครับ"
ฟางหานเริ่มตรวจดูฝ้าบนลิ้นและลักษณะดวงตา แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติ เขาจึงลองจับชีพจรเพื่อตรวจสอบภายใน ทว่า ลักษณะชีพจรก็ดูเป็ปกติทุกประการ นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว
หมอเหมียวขยับเข้ามาช่วยตรวจอีกแรง เขาขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะหันไปปรึกษาฟางหาน "อาการแบบนี้ หรือว่าเราควรจะตามผู้เชี่ยวชาญจากแผนกกุมารเวชศาสตร์มาช่วยดูดีไหม?"