ตอนที่ 3 สำรวจป่า
"เ้ามีชื่อเหมือนข้าแต่กลับมีชีวิตที่น่าเวทนามากยิ่งนัก ไหนๆข้าก็ได้เข้ามาสิงร่างของเ้าแล้ว งั้นข้าจะตอบแทนเ้าโดยจัดการแก้แค้นแทนเ้าให้เอง"
เอี้ยก้วยที่รับรู้ความทรงจำทั้งหมด จึงเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวของเด็กหนุ่มนามว่าเอี้ยก้วยคนนี้เป็ที่เรียบร้อย
"ข้าจะไม่ให้ใครมาดูถูกนามของข้าเด็ดขาด ข้าจะต้องกลับมายิ่งใหญ่ ให้ชื่อข้านามกระบือไปทั่วยุทธภพอีกครั้งและทุกคนต้องยอมสยบใต้เท้าข้าคนนี้"
เมื่อเอี้ยก้วยตั้งเป้าหมายเสร็จเรียบร้อย เขาทำการสำรวจร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างละเอียดขึ้นมาทันที
"ร่างกายของเ้าหนูนี้ช่างอ่อนแอสิ้นดี นี้มันร่างกายของเศษสวะชัดๆ ลมปราณแทบไม่มี ศักยภาพร่างต่ำเตี่ยเรี่ยดินเสียนี่กระไร นี้มันแย่ยิ่งกว่าคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกยุทธซะอีก แม้แต่ระดับผู้ฝึกหัดอสูรก็ยังไม่ได้เป็ เสียดายที่ไม่น่ามีชื่อเหมือนกับข้าเลย"
"เดี้ยวนะ ลูกไฟพวกนั้นมันคืออะไรกัน"
เอี้ยก้วยที่กำลังสำรวจร่างกายอยู่ ก็พบกลุ่มลูกไฟดวงเล็กทั้งสี่ดวงที่กำลังสว่างไสวภายในห้วงจิติญญา
"รึว่าพวกนี้คือดวงจิตของอสูรในตำนานทั้งสี่ แสดงว่าข้ายังโชคดีอยู่ที่ภายในร่างกายอันแสนอ่อนแอนี้ยังมีดวงจิตอสูรในตำนานทั้งสี่ติดตัวมาด้วย"
อย่างน้อยเอี้ยก้วยรู้สึกว่าโชคของตัวเองยังไม่ย่ำแย่ไปซะหมด เมื่อจิตอสูรในตำนานทั้งสี่ที่เคยค้นหาเืตาแทบกระเด็นได้มาอยู่รวมกันจนครบ
เมื่อสำรวจร่างกายเสร็จ จึงเริ่มมองบริเวณโดยรอบ ก็รับรู้ได้ทันทีว่าที่แห่งนี้คือชายป่าที่มีสัตว์อสูรเร่ร่อนอาศัยอยู่ แต่จะไม่ค่อยเดินออกมานอกชายป่าสักเท่าไร ทำให้บริเวณนี้ไม่ค่อยน่ากลัวและอันตรายถึงแก่ชีวิตนัก แต่เด็กหนุ่มต้องยังโชคร้ายที่มาตายด้วยน้ำมืุ์แทนจะเป็จากสัตว์อสูรเร่ร่อน
"ดีละ จูเชว์ได้ยินข้าไหม"
"....."
"จูเชว์ ถ้าได้ยินข้าแล้วตอบข้าด้วย"
".....""
นี้มันอะไรกัน ทำไมจูเชว์ไม่ตอบข้ากัน"
"ชิงหลง ไป๋หู เสวียนอู่ พวกเ้าได้ยินข้าไหม"
".....""
"ทำไมไม่มีใครตอบรับข้าเลย รึว่าร่างกายข้าอ่อนแอเกินไป จนทำให้ไม่มีการตอบสนองต่อจิตอสูรในตำนานกัน"
เอี้ยก้วยที่พยายามเรียกอสูรในตำนานอยู่นานก็ยังไม่มีใครตอบกลับมา จึงได้เข้าไปสำรวจห้วงจิติญญาอีกครั้ง เมื่อมองดวงจิตอสูรในตำนานดีๆ ก็พบว่าภายในกลุ่มก้อนลูกไฟที่สว่างไสว อสูรในตำนานแต่ละตัวปิดตาสนิทเหมือนกำลังนอนหลับกันอยู่
"รึว่าเ้าพวกนี้กำลังจำศีลงั้นรึ แสดงว่าข้าจะเรียกพวกนี้กี่ครั้งก็ไม่ตอบสนองสินะ แบบนี้ข้าก็ไม่สามารถใช้อสูรในตำนานพวกนี้ได้สิ"
เอี้ยก้วยอารมณ์เสียเล็กน้อย
"แต่ช่างเหอะ ถึงตอนนี้ข้าอยากจะผสานอสูรในตำนานสักตน ก็คงไม่สามารถรองรับพลังงานที่มหาศาลของอสูรในตำนานได้อยู่ดี"เ
เมื่อเอี้ยก้วยคิดวิเคราะห์ดีๆ จึงตัดสินใจไม่ได้ฝืนปลุกจิตอสูรในตำนานให้ตื่นขึ้นมาอีก เนื่องจากตัวเองเคยมีประสบการณ์มาแล้วในอดีตครั้งนึง จากการลองผสานอสูรในตำนานทั้งสี่ จนสุดท้ายก็เกินขีดจำกัดที่ร่างกายของตัวเองจะรับไหว แม้ตอนนั้นจะมีลมปราณขั้นสูงสุดที่ยืนอยู่ระดับบนสุดของจอมยุทธอสูรใต้หล้าแล้วก็ตาม
"ก่อนอื่นเราต้องปรับปรุงร่างกายที่แสนอ่อนแอนี้ซะก่อน"
เอี้ยก้วยตัดสินใจเริ่มจากหนึ่งใหม่ คือการตามล่าสัตว์อสูรเร่ร่อน เพื่อนำมาเพิ่มศักยภาพให้กับร่างกายตอนนี้แทนการพึ่งพาพลังของอสูรในตำนาน
เอี้ยก้วยเริ่มเดินเข้าไปภายในป่า เพื่อหวังว่าจะได้เจอสัตว์อสูรที่เหมาะกับร่างกายตัวเองในเวลานี้
ระหว่างทางเมื่อเอี้ยก้วยเจอสมุนไพรและดอกไม้บางอย่างที่น่าสนใจจึงไม่รอช้าที่จะหยิบติดมือมาด้วย
"นั้นมันกระต่ายแคระ สัตว์อสูรทองแดงระดับหนึ่ง"
เมื่อพบเห็นกระต่ายแคระที่เป็สัตว์อสูรไม่มีพิษมีภัย
เอี้ยก้วยเริ่มย่องเข้าหากระต่ายแคระไปทางด้านหลังอย่างคล่องแคล่ว มือของมันกำท่อนไม้ขนาดพอดีกับมือตัวเองที่เก็บได้ระหว่างทางจนแน่น
ฟิ้ว
ท่อนไม้หวดเข้าที่หัวกระต่ายแคระด้วยความเร็วสูงอย่างแม่นยำ
กระต่ายแคระหัวแตกและเซไปเซมาชั่วครู่ก่อนจะล้มลงแน่นิ่งกับพื้น
"เสร็จละ"
จากนั้นแท่งไม้ปลายแรงแทงลงที่ท้องกระต่ายแคระและเปิดท้องออกทันที
แกนอสูรกระต่ายแคระเก็บใส่กระเป๋าหลังอย่างชำนาญ ซึ่งกระเป่าหลังใบนี้เป็สิ่งของเพียงไม่กี่อย่างที่เด็กน้อยเอี้ยก้วยนำติดตัวออกมา พร้อมกับเสื้อผ้า อาหารแห้ง ผลไม้จำนวนนึงที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิตด้านนอกลำพัง