47.ฮ่องเต้เสวี่ยหย่งฉี
จากนั้นไม่กี่วันต่อมาเสวี่ยซีชางก็ออกเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ตามราชโองการโดยเขาสั่งให้องครักษ์เงาคอยติดตามดูแลความปลอดภัยให้หมิงเยว่และคอยรายงานตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่เพราะไม่ต้องการให้มีบุรุษใดมายุ่งวุ่นวายกับนางหรือแม้แต่มองก็ไม่ได้
เมืองหลวงภายในตำหนักส่วนพระองค์ฮ่องเต้แคว้นฉี......
นี่ก็ผ่านมานานนับเดือนแล้วที่เสวี่ยซีชางมาที่เมืองหลวงอยู่ถวายงานให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่พึ่งขึ้นครองบัลลังก์เมื่อไม่กี่ปีก่อนเขาถูกเรียกเข้าเฝ้าแทบทุกวัน ส่วนมากเดินหมากเป็นเพื่อน จิบชาเป็นเพื่อนพูดคุยเรื่องเมืองตาฟ้าเพราะฝ่าบาททรงสนพระทัยในความเจริญและวิถีชีวิตของคนที่นั่นเผื่อจะสามารถนำมาปรับใช้กับแคว้นฉีได้บ้าง
“ซีชาง เจ้าจะทำหน้าบูดหน้าบึ้งใส่ข้าเช่นนี้ทุกวันเลยหรืออย่างไรกัน”
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะหากแต่ใบหน้ากระหม่อมก็เป็นเช่นนี้มาทั้งแต่เกิดพระองค์ก็ทรงทราบ”เสียงขรึมตอบกลับอย่างเย็นชาและไร้อารมณ์ใดๆ
“เฮ้ออ เจ้านี้น๊าเฉยชาถึงเพียงนี้หากเป็นเช่นนี้ข้าจะหาสตรีมาแต่งให้เจ้าดีหรือไม่ เผื่อจะอารมณ์ดียิ้มแย้มบ้างยามมีพระชายาเคียงกาย”ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยขึ้นเพื่อแกล้งเย้าเมื่อคนตรงหน้ายังมีท่าทีเย็นชาอยู่
“ไม่เอา!! ถ้าพระองค์กล้าหามาให้ กระหม่อมจะหนี”เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตอบกับพร้อมทั้งขมวดคิ้วแววตาขุ่นเคืองอย่างไม่พอใจทันทีและเริ่มจะไม่สามารถรักษาท่าทีที่เคร่งขรึมเย็นชาไว้ได้แล้ว
“นะ นี้เจ้า ข้าเป็นฮ่องเต้ของเจ้านะ”เมื่อคนเป็นฮ่องเต้ถูกขัดใจและถูกขึ้นเสียงใส่ก็ชี้นิ้วสั่นระริกใส่เจ้าปีศาจตรงหน้าเหล่าขันทีและนางกำนัลต่างคุกเข่าก้มศีรษะจนติดพื้นด้วยเกรงกลัวโทสะของฮ่องเต้ทันทีได้แต่คิดว่าเสวี่ยซื่อจื่อช่างไม่กลัวตายถึงกับกล้าพูดจาเช่นนี้กับฝ่าบาท
“ทราบพ่ะย่ะค่ะ” คนที่ถูกชี้หน้าโมโหใส่ก็หาได้สนใจไม่ตอบกลับเสียงนิ่งๆกลับไป
“และข้าก็เป็นญาติผู้พี่ของเจ้าด้วย”ฮ่องเต้หนุ่มไม่ยอมแพ้พยายามอ้างความสัมพันธ์ต่างๆเพื่อให้เจ้าปีศาจตรงหน้ายอมอ่อนข้อให้ตนเองบ้าง
“เรื่องนี้ก็ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใด…ฮึ่ยยย เหตุใดเจ้าจึงทำตัวไม่น่ารักเอาเสียเลยเล่าเสี่ยวชาร์ล”
“อย่างเรียกเสี่ยวชาร์ลสิพ่ะย่ะค่ะ แล้วกระหม่อมก็ไม่ได้อยากน่ารัก”คนถูกเรียกว่าเสี่ยวชาร์ลถึงกับทำหน้าไม่สบอารมณ์ทันที
“ตอนเด็กเจ้าออกจะน่ารักกับข้าเดินตามข้าทั้งวันเรียกเสด็จพี่รัชทายาทอย่างนั้นเสด็จพี่รัชทายาทอย่างนี้แล้วเหตุใดยามนี้เจ้าไม่เรียกข้าว่าเสด็จพี่ฮ่องเต้เล่า”
“ไม่เอาพ่ะย่ะค่ะแล้วอีกอย่างตอนนั้นกระหม่อมเป็นเพียงเด็กน้อยทั้งยังมิรู้ความพ่ะย่ะค่ะตอนนี้โตแล้วไม่เรียกพ่ะย่ะค่ะ”ดวงตาสีน้ำเงินจ้องตอบฮ่องเต้ตรงหน้าไม่หลบสายตาด้วยแววตาเรียบนิ่งไม่สนใจจากนั้นก็เมินหน้าออกไปมองทางอื่นอย่างไม่สนใจอีก
“เฮอะ เจ้ามัน ฮึ่ยไปได้แล้วข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าให้หงุดหงิด”ถึงจะพูดว่าหงุดหงิดคนตรงหน้าแต่แววตากลับฉายออกมามีแต่ความเอ็นดูน้องชายผู้นี้เท่านั้น
“เช่นนั้นกระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”ร่างสูงโปร่งกล่าวลาแล้วเร่งรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็วจนฮ่องเต้หนุ่มถึงกับอ้าปากค้างที่ญาติผู้น้องของตนนั้นเร่งรีบจากไปไวถึงเพียงนี้
“หานกงกงท่านดู ดูเขาทำกับข้าเหตุใดจึงไม่น่ารักเหมือนตอนครั้งยังเยาว์เลยเล่า”
“ฝ่าบาทพระทัยเย็นก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ เสวี่ยซื่อจื่อนิสัยติดเย็นชาเก็บเนื้อเก็บตัวปกติไม่ใคร่ไยดีผู้ใด นั้นก็เพราะเรื่องราวในวัยเยาว์ที่ฝ่าบาทก็ทรงทราบดีแต่กระหม่อมเห็นว่าในใจเสวี่ยซื่อจื่อที่มีต่อฝ่าบาทนั้นก็ยังคงเดิมมิเปลี่ยนแปลงนะพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เรื่องนั้นข้ารู้ดี” ฮ่องเต้เสวี่ยหย่งฉีคิดไปถึงเรื่องราวครั้งนั้นที่ได้พบเจอซีชางครั้งแรกเมื่อครั้งที่ซีชางยังเป็นเพียงทารกตัวน้อยน่ารักและเขายังเป็นเพียงองค์รัชทายาทที่ตามติดเสด็จอาอย่างท่านอ๋องเสวี่ยซีหมิงมากๆ
เขาชอบไปหาเสด็จอาเสวี่ยซีหมิงที่วังอ๋องบ่อยครั้งและได้มีโอกาสเล่นกับเจ้าตัวน้อยซีชางวันเวลาผ่านไปหลายปีเจ้าน้องชายตัวน้อยก็ชอบเดินตามรัชทายาทต้อยๆแม้ว่าทั้งสองอายุห่างกันถึง 10ปีแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการคบหาเป็นเพื่อนเล่นด้วยกัน ทั้งฝึกยุทธขี่ม้า ยิงธนู คนพี่พาทำสิ่งใดซีชางก็ทำตามด้วย
แม้ว่ารอบกายจะมีแต่เหล่าขุนนางหรือราชวงศ์คนอื่นที่ต่างพากันหวาดกลัวรังเกียจสีผมและสีตาของเสวี่ยซีชางและออกปากกล่าวเตือนรัชทายาทให้ออกห่างเพราะอาจเกิดเรื่องร้ายได้หากอยู่ใกล้ๆเสวี่ยซีชางเพราะคนเหล่านั้นเชื่อว่าสีผมและสีตาของเสวี่ยซีชางนั้นจะนำพาเรื่องไม่ดีมาให้ได้
แต่องค์รัชทายาทเสวี่ยหย่งฉีในยามนั้นหาได้สนใจไม่เขาทั้งรักและเอ็นดูน้องชายผู้นี้ยิ่งนักเพราะเสวี่ยหย่งฉีเป็นโอรสที่เกิดจากฮองเฮาจึงถูกวางตัวเป็นรัชทายาทตั้งแต่เกิดจึงทำให้ไม่มีพี่น้องร่วมพระบิดาคนใดที่สนิทสนมหรือสหายสนิทเลย
เพื่อนเล่นยามเด็กจึงมีเพียงเสวี่ยซีชางและยังมีจิ้งหรูองครักษ์ของเสวี่ยซีชางที่เติบโตมาด้วยกันจนกระทั่งเมื่อ 7 ปีก่อนที่เสวี่ยซีชางเดินทางไปเมืองตาฟ้าเพื่อไปหาท่านตาของเขาเองจึงทำให้ติดต่อกับเพียงทางจดหมายเท่านั้น
เมื่อน้องชายคนโปรดกลับมาจึงรีบออกราชโองการเรียกหาเพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้เจ้าเด็กหน้าเหม็นนั้นก็คงไม่คิดจะมาหาพี่ชายผู้นี้หรอกคงค่อยแต่ตามเฝ้าเด็กน้อยบ้านสกุลหยางไม่ยอมห่างออกมาเป็นแน่ เฮอะเจ้าเด็กอกตัญญู
“หานกงกง”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“เราจะให้สมรสพระราชทานแก่ซีชาง แต่ยามนี้คงต้องให้หมั้นหมายไว้ก่อนสินะ” บุรุษหล่อเหลาในชุดมังกรเอ่ยกับกงกงคนสนิททั้งยังยิ้มออกมาได้อย่างอารมณ์ดีเมื่อคิดว่าเจ้าตัวคนที่กำลังจะได้สมรสพระราชทานนั้นจะต้องรีบเข้าวังมาโวยวายกับเขาเป็นแน่
“หึ หึ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดียิ่งนัก”ฮ่องเต้หนุ่มหัวเราะอย่างชอบใจเพียงคิดว่าจะได้แกล้งน้องชายให้หงุดหงิดได้ก็รู้สึกสำราญใจยิ่งนักหานกงกงได้แต่ปาดเหงื่อและปลงตกกับองค์ฮ่องเต้หากเสวี่ยซื่อจื่อเกิดไม่พอใจในราชโองการแล้วหนีไปจริงๆขึ้นมาได้ลำบากกันเป็นแน่…….