หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 ท่านชอบพูดปด

            ราชครูนั้นเก่งเรื่องการทำนายดวงชะตานัก

            สิ่งนี้คือรากฐานของตระกูลจ้ง

            แน่นอนว่าการทำนายดวงชะตาก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือการทำนายดวงชะตาให้ตัวเอง หรือคนใกล้ชิดนั้นมักจะทำนายได้ไม่แม่นยำนัก

            ทำได้เพียงทำนายคร่าวๆ เท่านั้น

            ยามราชครูทำนายให้ตัวเองก็เป็นเช่นนั้น เขารู้แค่ว่าทางรอดของตัวเองนั้นอยู่ทางทิศพายัพ ทว่าสถานที่จริงๆ นั้นคือที่ใด เขาก็ไม่แน่ใจนัก

            ทว่าเขาก็ยังมั่นใจในความสามารถของตน

            บัดนี้เขาจึงต้องมาปีนขึ้นหลังเจ้าสีนิลอย่างยากลำบาก ขาที่เขาประสานกระดูกให้ต่อกันอย่างยากลำบากนั้น คราวนี้ก็รู้สึกเหมือนว่ามันจะหักอีกแล้ว

            หน้าผากขายชายชรามีเหงื่อผุดขึ้นด้วยความเจ็บปวด

            แต่เมื่อเขาได้ขึ้นมานั่งบนหลังม้าแล้วกินเนื้อแห้งนั้น ตาทั้งสองของชายชราก็พลันปรือลงราวกับกำลังเมามายไปกับอาหารรสเลิศในมือ

            เขานั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยจะสนใจเรื่องอาหาร

            ตั้งแต่เกิดมาเขาก็นับว่าสนใจอะไรน้อยนัก

            จะสนใจก็แต่เรื่องการศึกษา และการเขียนตำราเพื่อการศึกษา

            สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ เพื่อจะได้กลายมาเป็นราชครูแห่งแคว้นเชิน

            เส้นทางชีวิตของเขานั้นล้วนแล้วแต่วางแผนมาดีแล้ว ทว่าบัดนี้มันกลับยุ่งเหยิงไปหมด

            ชายชรานั่งอยู่บนหลังม้า กัดเนื้อแห้งในมือตน ค่อยๆ ลิ้มรสชาติของเนื้อแห้ง เนื้อแห้งนี่อร่อยกว่าเจ้าหมั่นโถวแข็งกระด้างนั้นมากโข

            ลายบนเนื้อแห้งนั้นถูกชายชราบดเคี้ยวจนละเอียด รสชาติของมันซาบซ่านในปากของเขาอย่างไม่รู้จบสิ้น กลิ่นของเครื่องเทศอย่างน้อยแปดชนิดแม้จะอวลนักแต่ก็มิอาจบดบังความหอมมันของเนื้อได้

            ทว่าเขานั้นกลับแยกแยะไม่ได้ว่าเนื้อที่กินอยู่นั้นเป็นเนื้ออะไร

            รู้สึกเพียงว่าเมื่อกินหมดชิ้น ร่างกายก็พลันมีแรงขึ้นมา

            แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็กๆ ทั้งเจ้าเด็กนั่นยังกินไปครึ่งหนึ่งแล้ว

            ทันใดเขาก็พลันรู้สึกว่าร่างกายตนนั้นร้อนขึ้น

            คาดว่าคงเพราะแสงแดดกระมัง

            ยามร่างกายได้อาบแสงตะวัน ก็รู้สึกง่วงงุนขึ้นมา

            จวบจนเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนั้นนอนอยู่บนพื้น เมื่อลองขยับมือจับสิ่งของดู มือก็สัมผัสเข้ากับกระดูกท่อนหนึ่ง

            เขาตกใจจนพลันกระถดตัวไปด้านหลัง เมื่อคว้าไม้ได้ท่อนหนึ่งก็คิดจะพยุงกายลุกขึ้นหนี ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือเขานั้นกลับให้ความรู้สึกเย็นๆ แข็งๆ ชายชรารู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล จึงได้หันไปมองทีหนึ่ง ทันใดเขาก็พลันขนหัวลุกชัน รีบปล่อยมือทันที

            แม้เขาจะเคยทำเรื่องไสยศาสตร์ ทั้งยังเคยเห็นคนตายมาแล้ว

            ทว่าในมือเขาเมื่อครู่มันคือกระดูกขาท่อนใหญ่ท่อนหนึ่ง

            เขาจ้องดูกระดูกท่อนนั้นอีกทีหนึ่ง ทั้งร่างพลันสั่นเทิ้ม หรือบัดนี้เขานั้นจะตกลงมาอยู่ในนรกเสียแล้ว

            เขานั่งพิงภูเขากระดูกกองหนึ่งที่ก่อขึ้นจากกระดูกจริงๆ

            แม้ด้านบนภูเขานั้นจะมีผ้าหลากสีคลุมอยู่ ทว่ากระดูกพวกนั้นมีทั้งกระดูกมือ กระดูกเท้า กระทั่งซี่โครงก็ยังมี......

            ที่นี่ต้องฝังคนไปมากเท่าใดกัน จึงมีกระดูกกองสูงราวกับภูเขาเช่นนี้

            “อาโย่ว นี่คือคนที่เจ้าเก็บกลับมารึ”

            ราชครูขณะที่กำลังขวัญผวาอยู่นั้นก็เห็นว่าข้างกายตนนั้นเพิ่งจะมีคนมาเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง

            อีกทั้งยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย

            กระทั่งแม่หนูคนนั้นก็อยู่เช่นกัน

            เห็นเช่นนั้นเขาก็พลันผ่อนลมหายใจออกมาทีหนึ่ง

            ทว่าเมื่อเขาตั้งใจกวาดสายตามองคนที่ยืนอยู่รอบๆ ลมหายใจที่ยังไม่ทันได้ผ่อนออกมาเต็มที่นั้นก็พลันต้องหายใจเฮือกอีกครั้ง

            ชายคนที่กำลังพูดอยู่นั้น มีขาเพียงข้างเดียว ส่วนขาอีกข้างนั้นเป็นเพียงไม้ท่อนหนึ่ง

            ซ้ำคนที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นก็มีแขนเพียงข้างเดียว

            คนที่ยืนอีกด้านหนึ่งก็มีตาเพียงข้างเดียว

            ยังมีชายอีกคนที่ริมฝีปากนั้นดูเหมือนแหว่งเว้าเข้าไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกด้านก็ดูเผยออกดูแล้วสยดสยอง

            คนตรงหน้าเขานั้นยกเว้นเด็กหญิงแล้ว ก็ดูไม่มีใครปกติอีก

            เขาอดไม่ได้ที่จะเอนหลังพิงอีกครั้ง เขาถึงขั้นยกมือขึ้นจับกระดูกที่ตนเพิ่งปล่อยมือทิ้งไปเมื่อครู่

            จากนั้นจึงได้ยินชายตาเดียวนั้นหัวเราะขึ้น “ต้าโกว ตาแก่นี้เอาแต่จับกระดูกขาท่อนนั้นของเจ้าอยู่ได้ ดูท่าคงจะเป็นห่วงเจ้ามาก”

            หากราชครูเป็นแม่นางน้อย บัดนี้คงจะกรีดร้องแล้วปล่อยกระดูกท่อนนั้นเป็นแน่

            ทว่าเขาไม่ใช่แม่นางน้อย เป็นเพียงชายแก่คนหนึ่ง

            ดังนั้นเขาจึงได้แต่จับกระดูกท่อนนั้นแน่น เผื่อว่ามันจะสามารถใช้ป้องกันตัวได้บ้าง

            ร่างกายของราชครูความจริงแล้วอ่อนแอนัก ตระกูลจ้งของเขานั้นมีแต่ยอดบัณฑิต ทุกคนล้วนชอบการร่ำเรียนไม่ชอบใช้แรง ดังนั้นร่างกายจึงไม่ค่อยแข็งแรง

            ไม่เช่นนั้น ชีวิตเขาก็คงจะมีเส้นทางชีวิตชัดเจนเช่นนี้ ทั้งชีวิตเขาก็คงจะไม่ได้มีค่าดั่งทองเช่นนี้ ทว่าชีวิตเขาก็คงจะไม่ตกต่ำจนชีวิตของขอทานนั้นยังจะดีกว่าชีวิตเขาเช่นนี้เหมือนกัน

            “ท่านลุงหยู อย่าทำให้เขาตกใจสิ เขาบอกว่าเขารู้หนังสือ ข้าเลยเชิญเขามาเป็นท่านอาจารย์ หากท่านแกล้งจนเขาตกใจตาย ข้าก็ต้องไปหาอาจารย์คนใหม่อีกนะ”

            ชายฉกรรจ์พากันหัวเราะลั่น

            เหล่าชายที่ยืนอยู่นั้นคือเหล่าคนที่รอดชีวิตจากการต่อสู้กับหมู่บ้านไป๋หู่ หากว่าอยู่ในยุคของนายท่านใหญ่นั้น พวกเขาก็คงจะถูกนำไปทิ้งไว้ในถ้ำเชลยให้อยู่ไม่สู้ตายอย่างแน่นอน

            ทว่าบัดนี้นั้นเป็นยุคของนายท่านสาม พวกเขานั้นจึงยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ร่างกายนั้นไม่คล่องแคล่วนักจึงไม่ได้ลงจากเขาไปทำงาน ได้แต่ทำงานที่ไม่ต้องใช้แรงมากบนเขา

            อย่ามองว่าพวกเขานั้นเป็นคนไม่สมประกอบ เพราะหากว่าถึงคราวสู้ย่อมสู้จนตัวตาย ให้ต่อยตีกับคนธรรมดานั้นก็ยังไม่มีปัญหา เรี่ยวแรงสำหรับการต่อสู้นั้นยังเหลือล้นนัก

            “พวกเจ้าอย่าเข้ามานะ” ราชครูกำกระดูกท่อนเดิมแน่น แล้วโบกสะเปะสะปะไปมา

            จากนั้นจึงได้ยินเสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงดังขึ้น “ท่านมิต้องกลัวไป ท่านลุงท่านอาเพียงแกล้งท่านเล่นเท่านั้น บนเขานี้พวกเราเคารพท่านอาจารย์ที่รู้หนังสือที่สุดแล้ว ทุกมื้อล้วนมีเนื้อให้กิน”

            ราชครูจ้งฟางได้ยินเด็กหญิงปลอบตนเช่นนั้น ก็ราวกับเลือดในกายตนนั้นแทบจะเอ่อขึ้นมาถึงปาก

            ตรงหน้าเขานั้นมีกระดูกขาวอยู่กองหนึ่ง ไกลๆ ยังมีบ้านเรือนอยู่ ข้างเรือนนั้นมีแปลงผัก

            ดูแล้วก็เหมือนกำลังเดินเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

            “อาโย่ว อาจารย์ที่เจ้าเชิญมาเล่า” น้ำเสียงหวานหูถามขึ้น

            “น้าหลัว เขาอยู่ทางนี้”

            เสียงหัวเราะครืนพลันดังขึ้นอีกครั้ง

            ราชครูที่นั่งอยู่บนพื้นก็เห็นหน้าคนที่กำลังกล่าวอยู่เช่นกัน

            เพียงเห็นแวบแรก ชายชราก็พลันสูดลมหายใจ

            เขานั้นพยากรณ์ลักษณะบุคคลได้

            แม้ตอนนี้เขาจะถูกไล่ล่าราวกับสุนัขตัวหนึ่ง ทว่าเขาก็ยังเป็นคนตระกูลจ้ง

            ยามเขาพบเด็กหญิงที่ริมแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เขานั้นมองไม่เห็นทั้งอดีตและอนาคตของนาง

            เมื่อเห็นกลุ่มคนพิกลพิการตรงหน้าเขาก็พลันตกใจไปครู่หนึ่ง เพราะในความเห็นของเขานั้น คนพวกนี้ควรตายไปแล้ว ไม่ควรมีชีวิตอยู่อีก

            ยามเขานั่งอยู่หน้าภูเขากระดูก เขายังคิดว่าตัวเองกำลังเห็นภาพลวงตาด้วยซ้ำ

            เพียงแต่บัดนี้เขาเห็นว่าทุกคนนั้นกำลังหลีกทางให้กับร่างอรชรที่สวมชุดสีเมล็ดข้าวสารที่กำลังค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา

            สตรีนางนั้นสวมชุดธรรมดากับรองเท้าสีดำ ใบหน้าขาวผ่อง ผมดกดำ

            ราชครูนั้นอาศัยอยู่ในวังหลวงมานาน นับแต่คนตระกูลจ้งของเขานั้นเมื่อได้รับเลือกให้เป็นราชครูก็ไม่สามารถแต่งงานได้อีก

            ยามได้เป็นราชครูแล้ว ก็เพียงเลือกลูกศิษย์ที่มีสายเลือดตระกูลจ้งมาสั่งสอนบ่มเพาะตั้งแต่ยังเล็กสักคนหนึ่ง

            ตัวเขาเองนั้นก็ถูกเลี้ยงดูสั่งสอนมาเช่นนี้

            ยามยังเล็กเขาก็อาศัยอยู่ในวัง

            ฝ่าบาทนั้นไม่ว่าเรื่องจะเล็กใหญ่ก็ล้วนแต่ถามราชครู บางคืนฝันถึงเรื่องร้าย ก็เรียกราชครูให้มาทำนายฝันในยามกลางดึก

            หรือบางครั้งทอดพระเนตรต้นไม้แล้วไม่ถูกใจ ก็ตรัสเรียกราชครูมาหารือ

            เหล่านางสนมในวังนั้น เขาล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

            ด้วยเพราะเหล่านางสนมเองบางคราก็มีเรื่องสงสัย ก็ล้วนแต่รอราชครูมาชี้แนะจึงจะดีกว่า

            บัดนี้บนภูเขาสูงที่มีถนนกระดูกสีขาวทอดยาว รอบด้านมีบ้านเรือนหน้าตาธรรมดากับผักสีเขียวข้างเรือน ในกลางป่ากลางเขาเช่นนี้ เขาเพิ่งจะได้เห็นสตรีที่ราวกับสตรีสูงศักดิ์ในวังกำลังเดินมาทางตน

            เขาพลันปล่อยกระดูกในมือลง

            ก็ได้ยินเสียงแม่นางร่างอรชรถามตนอย่างใจดีว่า “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”

            ราชครูลูบเคราของตนครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างชายชราบนพื้นนั้นจะยืดอกแล้วเปล่งเสียงขึ้น “จำจรจากสถาน ดัสกรพาลรีดไถ พัสถานบ่เสถียร อันตรธาน นมัสการองค์พระพาพ้นกรรม ว่าบุญส่งกรรมหนุนมา ณ ที่ ขอเมตตาอารีอย่าขับไส”

            เหล่าคนด้านข้างที่ได้ยินชายชรากล่าวออกมาด้วยท่าทีมีอารยะ ก็สงสัยจนต้องเอ่ยถามเฉินโย่ว “เสี่ยวโย่ว ตาแก่นั่นพล่ามอะไรอยู่”

            เฉินโย่วจึงอธิบาย “เขาพูดว่าเขาพบเข้ากับโจร จากนั้นก็โดนปล้นจนเกลี้ยง จากนั้นจึงได้อยู่ในสภาพเช่นนี้”

            ใบหน้าชราของราชครูพลันเศร้าหมอง เอาเถิด ที่กล่าวมาก็มีความหมายเช่นนั้น

            ทว่าก็พลันได้ยินชายขาด้วนตะโกนขึ้นว่า “ตาแก่ เจ้าโกหกแล้ว บริเวณร้อยลี้รอบนี้เป็นเขตของค่ายพวกเรา จะมีโจรได้อย่างไร พวกข้าเคยปล้นใครเสียที่ไหน”

            ราชครู “......”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405