ตอนที่ 26 หงส์ร้องเหนือนภา (2)
บุรุษบนเตียงได้ยินคำพูดของฮวาอิ่งเม่ย มุมปากก็กระตุกอย่างแรง สิ่งที่เขาได้ยินตอนตื่นขึ้นมามันคืออะไรกัน! ถือโอกาสช่วย การทำตามอำเภอใจนี้ทำไมถึงฟังดูเหมือนพาหมาน้อยแมวน้อยติดมือกลับมาด้วย
ฮวาอิ่งเม่ยสังเกตเห็นลมหายใจแปรปรวนของบุรุษบนเตียงได้อย่างเฉียบคม นางเงยหน้ามองชิวเอ๋อร์ แล้วปั้นหน้ายิ้มสดใส “ชิวเอ๋อร์ ข้าหิวแล้ว มื้อเช้าวันนี้ขอโจ๊กเปล่าเพิ่มอีกชามได้หรือไม่”
“เฮ้อ!” ชิวเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างหนัก “ข้าจะไปยกมื้อเช้าที่ห้องครัวเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” พูดจบก็หมุนกายเดินออกจากห้อง
หลังจากชิวเอ๋อร์ไป ฮวาอิ่งเม่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ข้างเตียง มองบุรุษที่ยังหลับตาอยู่ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อฟื้นแล้ว ก็เลิกหลับตาได้แล้ว”
ซิวหลัวลืมตาขึ้นทันที ดวงตาฉายแววแหลมคมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองสาวน้อยที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง “เจ้าเป็นคนช่วยข้าหรือ”
ฮวาอิ่งเม่ยดื่มชาที่เย็นชืดมานานแล้วหนึ่งอึก ก่อนจะมองเขาด้วยท่าทางคล้ายจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “รู้แต่แรกแล้ว จะถามเช่นนี้อีกทำไม”
“ขอบคุณมาก!” ซิวหลัวกล่าว
“ไม่ต้อง” ฮวาอิ่งเม่ยวางถ้วยชาลง สายตาจ้องไปที่ร่างของเขาอย่างดื้อรั้น พลางกล่าว “ขอแค่เจ้าจดจำสิ่งที่ตัวเองรับปากก็พอ”
‘วิญญาณหรือ ไม่ๆ ข้าคือมารร้าย มารร้ายที่ช่วยชีวิตคนเพื่อควบคุมดวงวิญญาณ’ ภายใต้การจ้องมองด้วยดวงตาคู่นี้ของนาง คำพูดที่ดูคลุมเครือและเย็นชาเมื่อวานนี้ก็สะท้อนขึ้นในหัวของเขา
“เจ้าอยากควบคุมข้า” ร่างของซิวหลัวเต็มไปด้วยไอสังหาร อุณหภูมิรอบด้านลดลงถึงจุดเยือกแข็งทันที ดวงตาของเขาดุจเคียวที่แหลมคมที่สุด จ้องมองฮวาอิ่งเม่ยอย่างไม่ละสายตา ราวกับว่าหากนางกล้าตอบว่าใช่ เขาก็จะทำให้นางได้ตายอย่างไร้ที่ฝังศพ
ฮวาอิ่งเม่ยยิ้มเย็นชา นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ขยับไปไหน สีหน้าท่าทางผ่อนคลาย ไม่เห็นจิตสังหารที่เขาแผ่ออกมาจากร่างอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ดวงตาสองคู่จ้องประสาน ฮวาอิ่งเม่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วกล่าว “ควบคุม…ไม่ ข้าต้องการความภักดี”
ฮวาอิ่งเม่ยตลอดมาไม่ชอบบังคับฝืนใจคน ยิ่งไม่ชอบควบคุมผู้ใด หากไม่จงรักภักดีด้วยความเต็มใจ นางขอไม่เอาดีกว่า
ซิวหลัวเห็นนางจ้องมองตนอย่างไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาไม่เข้าใจ อีกฝ่ายเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะได้รับความภักดีจากตน
“เพราะพวกเราเป็นคนประเภทเดียวกัน” ฮวาอิ่งเม่ยยิ้มพลางกล่าว
ซิวหลัวแสยะยิ้ม ดวงตาฉายแววดูแคลน ใช่ อีกฝ่ายไม่เกรงกลัวไอสังหารบนตัวเขานั้นทำให้เขาค่อนข้างตกตะลึง แต่บอกว่าเป็นคนประเภทเดียวอะไรกัน นางจะเป็นคนประเภทเดียวกับเขาได้อย่างไร ดูจากชุดกระโปรงที่นางสวมใส่ แม้จะเก่าโทรมอย่างยิ่ง แต่ก็ยังพอมองออกว่าทำจากวัสดุชั้นดี คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มั่งคั่งจะไปรู้อะไร ต่อให้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ก็ยังเป็น…
ไอสังหาร ไอสังหารที่แตกต่างจากตัวเขา นั่นคือรัศมีที่ทรงพลังยิ่งกว่า
ซิวหลัวพลันเบิกตาโต มองฮวาอิ่งเม่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ไอสังหาร บนร่างของสาวน้อยผู้นี้ที่เขาดูแคลน คาดไม่ถึงว่าจะมีไอสังหารที่สูสีกับเขา
มือที่เปื้อนเลือดและพรากชีวิต มีแต่คนที่เคยสังหารหมู่อย่างหนักเท่านั้น บนตัวจึงจะมีไอสังหารที่แรงกล้าเช่นนี้ได้ ในชั่วพริบตา ซิวหลัวราวกับมองเห็นหมอกดำที่บดบังแสงแดดจากร่างของนาง
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายที่นางบอกว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน
ติดตามคนเช่นนี้ เขาไม่บิดพลิ้ว ยิ่งกว่านั้นเขาไม่เคยผิดคำพูดมาก่อน เมื่อครู่นี้เขาเพียงแค่ทดสอบ หยั่งเชิงว่าสาวน้อยตรงหน้าผู้นี้มีค่าให้เขาพยายามมากน้อยแค่ไหน
ซิวหลัวพยายามออกแรงประคองร่างขึ้นมา “ข้าซิวหลัว ยินดีอุทิศความภักดีเพื่อท่าน”
หากชีวิตคนคือการเดิมพันครั้งใหญ่ เขาเต็มใจที่จะเดิมพันและยอมรับผลของความพ่ายแพ้ ถึงอย่างไรหอหลิงเทียนที่เขาก่อตั้งเองกับมือก็พินาศย่อยยับไปแล้ว เขาสูญเสียทุกสิ่ง ตอนนี้ยังมีอะไรให้กลัวอีก
เพียงแต่ “หากท่านรับข้าไว้อาจกังวลเกี่ยวกับชีวิต” หากเซวียนหยวนอี้รู้ว่าเขายังไม่ตาย เช่นนั้นก็จะไม่ปล่อยทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขา
ฮวาอิ่งเม่ยเก็บชายเสื้อ ในดวงตาคือความสูงศักดิ์และเยือกเย็นอย่างหาได้ยากในยามปกติ นางเลิกคิ้วอย่างหยิ่งทะนง รอยยิ้มเย็นชาอย่างเย่อหยิ่งปรากฏที่มุมปาก ความสูงศักดิ์และเยือกเย็นในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำตามใจอย่างไร้พันธนาการที่ดูหมิ่นใต้หล้า สิ่งที่เปล่งประกายในดวงเนตรคือความดูแคลนเล็กน้อย นางเอ่ยปาก น้ำเสียงอันทรงพลังและอหังการดังก้องที่ข้างหูของซิวหลัว “กังวลเกี่ยวกับชีวิตหรือ ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดสามารถคุกคามชีวิตของข้าได้ และยิ่งไม่มีใครกล้าดูแคลนชีวิตของข้า”
รัศมีบนตัวนางเทียบได้กับกษัตริย์องค์ใด ยากจะจินตนาการว่ารัศมีอำมหิตดุดันทั้งยังแฝงซึ่งความอหังการและบ้าบิ่นจะออกมาจากตัวของสาวน้อยคนหนึ่ง ซิวหลัวตะลึงงันอยู่กับที่ ภายในดวงตาคือท่าทางที่กระทำตามใจอย่างไร้พันธนาการของนาง อีกทั้งคิ้วที่เลิกขึ้น ดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยความไม่ยอมจำนน และมุมปากที่ยกขึ้นของนาง สิ่งเหล่านี้รวมกันได้สี่คำว่า ‘หงส์ร้องเหนือนภา’
ไม่ต้องรอวันหน้า ไม่ต้องรอคอยอีกต่อไป ซิวหลัวก็รู้ว่าเขาเดิมพันถูกต้องแล้ว เขาถึงกับคาดหวังขึ้นมาบ้าง คาดหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะปรากฏตัวต่อหน้าเซวียนหยวนอี้ในฐานะใหม่ พึงเห็นใบหน้าที่หวั่นเกรงและหวาดกลัวของอีกฝ่าย
หวั่นเกรงที่เขายังไม่ตาย หวาดกลัวที่เขาเป็นผู้ใต้บัญชาของนาง
เขาเชื่อว่าวันนี้คงอยู่ไม่ไกล