บทที่16 ปริศนาอักขระโบราณ
ที่ห้องโถงอันโอ่อ่าภูมิฐานหลังหนึ่งแห่งอารามเทพซีเซี่ยท่ามกลางเสียงสายฝนที่โปรยปรายลงสู่หลังคาห้องโถงมีเสียงของชายชราสามคนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ห้องโถงนี้เป็สถานที่หวงห้ามของอารามเทพ บุคคลหรือศิษย์ทั่วไปของสำนักมิอาจย่างกายแม้แต่บุคคลระดับผู้าุโยังต้องได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้เช่นนั้นบุคคลทั้งสามเมื่ออยู่ที่นี่ได้ย่อมมิใช่บุคคลธรรมดาทั่วไป หากพวกมันมิใช่เ้าอารามรองเ้าอาราม และผู้าุโใหญ่ซึ่งเป็เหล่าคนที่อยู่จุดสูงสุดของสำนักแล้วจะเป็ใครได้
“ท่านเ้าอาราม ข้าได้ยินข่าวคราวการเคลื่อนไหวของเหล่าเจ็ดบัญญัติฟ้าผู้คุมกฎแห่งปฐี”
“ว่ามา”
“หลังจากที่ตำแหน่งของเจ็ดบัญญัติฟ้าสีคราม ว่างลง พวกมันจะคัดเลือกบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งนี้อีกครั้ง”
“ตำแหน่งของเจ็ดบัญญัติฟ้าสีครามครั้งก่อนคือ ถังเทียนเจ๋อ ซึ่งเป็คนของสำนักเรา หากมันไม่…”
“หยุดลำลึกถึงเื่ราวที่ผ่านมาได้แล้วครั้งนี้หนึ่งในเจ็ดบัญบัติฟ้าผู้คุมกฏแห่งปฐีไม่มีคนของเราดำรงอยู่ การจะคิดกระทำสิ่งใดย่อมยากมากยิ่งขึ้น”
“ท่านเ้าอารามกล่าวได้มิผิด ในบรรดาค่ายพรรคใหญ่ทั้งหมดหากนับถึงขุมพลัง และสิ่งเกื้อหนุนจากตำแหน่งเจ็ดบัญญัติฟ้า ก็คงมีสำนักพรตหงส์ฟ้าหรือไม่ก็วังัฟ้าที่จะมีโอกาสได้รับมากกว่าใครเขา”
“ท่านรองเ้าอาราม หรือว่าท่านหมายถึง.........”
“ท่านผู้าุโใหญ่คิดมิผิด ตามที่ข้าคาดคิดห้าส่วนแรกเป็ฮุ่ยหลงแห่งสำนักพรตหงส์ฟ้า ห้าส่วนหลังเป็หยางเค่อแห่งวังัฟ้าที่มีสิทธิ์จะได้รับคัดเลือกขึ้นเป็เจ็ดบัญญัติฟ้าสีครามในครั้งนี้ เช่นนั้นไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งที่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งมันย่อมช่วยส่งเสริมให้ค่ายพรรคหรือสำนักของพวกมัน เนื่องด้วยปกติค่ายพรรค สำนักพวกมันก็มีคนดำรงในตำแหน่งเจ็ดบัญญัติฟ้าอยู่ก่อนแล้วฝั่งละคน”
“แต่เจ็ดบัญญัติฟ้าเกิดขึ้นจากพันธะสัญญาที่ผู้มีอำนาจทุกผู้ในแผ่นดินใหญ่ลงนามกันไว้เจ็ดบัญญัติฟ้าเป็กลุ่มคนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลความสุขสงบของแผ่นดิน ไม่ก้าวก่ายเื่อำนาจหรือเื่ของค่าย พรรค สำนักใด”
“เมื่อปรากฏการณ์ั์ตา์เกิดขึ้นอาจมีเจ็ดบัญญัติฟ้าเกี่ยวข้องก็ได้ จะอย่างไรเืย่อมข้นกว่าน้ำ”
“ถึงเจ็ดบัญญัติฟ้าอยากเกี่ยวข้องข้าก็มิได้กริ่งเกรงอะไรมากเพราะผู้นำของพวกมัน เจ็ดบัญญัติฟ้า สีแดง ผู้ที่ถูกขนานนามว่าแข็งแกร่งที่สุดในปฐีตอนนี้มันมิได้สังกัดในค่ายพรรค หรือสำนักใด ทั้งมันยังเป็ผู้ที่เถรตรงที่สุด ขอเพียงมันมิก้าวก่ายอารามเทพซีเซี่ยยังเกรงใจผู้ใดอีก”
“ท่านเ้าอารามกล่าวได้ประเสริฐ”
“เอาล่ะพักเื่นี้ไว้ก่อน ส่วนเื่สำคัญที่ตำหนักเทพสรรพวุธหวังว่าพวกเ้าจะไม่ทำให้เสียเื่”
“ท่านเ้าอารามโปรดวางใจ”
แสงอาทิตย์หลังฝนสาดส่องจากฟากฟ้ากระทบสู่ผืนปฐีไอระเหยของน้ำบนพื้นแผ่นดินนี้แผ่สะท้อนออกมาให้ความรู้สึกที่อบอ้าวยิ่ง ท่ามกลางพื้นดินที่ร้อนอบอ้าวและแสงแดดสาดกระทบใส่มีร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนอนทอดร่างสลบเหมือดอยู่ บุรุษหนุ่มผู้นี้อายุประมาณสิบเจ็ดปีเศษมันมีใบหน้าที่หล่อเหล่าราวภาพวาดจากจิตรกรมือหนึ่งของแผ่นดิน บุรุษผู้นี้ไม่รู้ว่ามาจากแห่งหนใดเนื่องเพราะอยู่ดีๆ มันก็มาโผล่ยังที่นี่พร้อมกับแสงสีเหลืองทองห่อหุ้มร่าง บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือเฟยหลงนั่นเอง
เฟยหลงหลังจากััอักขระโบราณบนแผ่นศิลาที่อยู่เกาะลอยกลางบึงมรณะร้อยลี้มันก็หมดสติไป พอรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีเวลาก็ล่วงเลยไปถึงยามบ่ายแล้ว ชายหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วเหลียวมองไปบริเวณโดยรอบ ซักพักคนต้องรู้สึกแปลกใจ เพราะภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับมิใช่บึงน้ำและผืนแผ่นดินที่ลอยกลางบึงอีกแล้วที่นี่มิใช่บึงมรณะร้อยลี้ ที่นี่เป็ูเา เป็ูเาเถาิซาน!!!
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เรามาอยู่ที่ยอดเขาเถาิซานได้อย่างไร”
ที่ชายหนุ่มมั่นใจว่าที่แห่งนี้คือยอดเขาเถาิซานก็เพราะถ้ำปริศนาที่อยู่เบื้องหน้าตนนั่นเอง ถ้ำแห่งนี้ตนเมื่อสมัยเยาว์วัยและอาจารย์คนแรกได้เดินทางผ่านมาแล้วแวะชมดูแม้ตอนนั้นจะอยู่อีกฝั่งของถ้ำ แต่ทว่าไม่ว่าด้านหน้าหรือด้านหลังของถ้ำก็มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันไม่ผิดเพี้ยนชายหนุ่มเกิดความสงสัยอยู่เต็มอกแต่ก็หาข้อสรุปมิได้ ขณะที่ครุ่นคิดคนก็ได้ยกมือขวาขึ้นมาปัดฝุ่นที่ใบหน้าทันใดสายตาพลันเหลือบไปเห็นที่ฝ่ามือ มันพบว่าที่ฝ่ามือมีอักขระโบราณขนาดเล็กปรากฏอยู่ชายหนุ่มสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน รูปอักขระดังกล่าวเป็อักขระโบราณที่ตนพบเจอบนศิลาที่บึงมรณะร้อยลี้ไม่ผิดแน่เหตุใดจึงมาอยู่ที่มือของมัน ชายหนุ่มพยายามถูมือเพื่อลบออก แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็ไม่เกิดผลเช่นนั้นเฟยหลงจึงหยุดการกระทำแล้วลองส่งพลังญาณััพลังจากรูปอักขระโบราณบนมือ แต่มันก็ไม่สามารถััพบพลังวิเศษอันใดที่ปลดปล่อยออกมาจากอักขระโบราณรูปนี้
“หรือว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอักขระโบราณ”
“แต่ว่าทำไมเราถึงััพลังใดๆจากอักขระนี้ไม่ได้ ทั้งที่ตอนอยู่บนศิลากลางบึงมรณะร้อยลี้ มันกลับมีพลังที่แปลกพิสดารอยู่แท้ๆ”
“คงมีแต่อาจารย์ที่จะตอบข้อสงสัยเราได้เฒ่าพยากรณ์ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนกันนะ”
เฟยหลงสลัดความคิดในหัวทั้งหมดทั้งมวลทิ้งไปจากนั้นชายหนุ่มได้หันหน้าไปมองถ้ำปริศนาเบื้องหน้าอยู่ชั่วครู่ แล้วตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าป่าบนยอดเขาไปก่อนที่จะถึงงานประลองในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า มันต้องทำความคุ้นเคยและควบคุมสมดุลของพลังญาณในร่างที่พึ่งฝ่าด่านขึ้นให้เข้าสู่ความเสถียรเสียก่อน มันต้องมีพลังเพียงพอและการเตรียมตัวอย่างดีเพื่อที่จะเพิ่มโอกาสได้เข้าถึงตัวเ้าอารามเทพซีเซี่ยมากยิ่งขึ้นเช่นนั้นเป็ว่าระหว่างนี้ชายหนุ่มจะยังไม่ปรากฏตัวที่ใดจนกว่าจะถึงวันประลอง
ที่แคว้นเหยียน แคว้นที่ถูกขนามนามว่าแดนพันหมื่นขุนเขาบนยอดเขาสูงแห่งหนึ่งมีวิหารขนาดใหญ่ดำรงอยู่ภายในวิหารมีรูปปั้นขนาดกลางหลายรูปตั้งไว้ให้คนมากมายเข้ามาสักการบูชาที่ลานด้านหลังรอบนอกวิหารบริเวณที่ไม่มีผู้คนผ่านเข้ามามีชายชราสองผู้กำลังสนทนากันอยู่ หนึ่งกำลังยืนกวาดลานอย่างเนิบช้าส่วนอีกหนึ่งนอนพิงใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างสุขสบาย
“ฮัดดด ชิ้วววว!! ละอองไอจากน้ำฝนกลับสร้างความรำคาญใจให้ผู้คนอยู่บ้าง”
“นี่เฒ่าพยากรณ์ใจเ้าจะดำรงอยู่ที่นี่ตลอดไปหรืออย่างไร เหตุใดจึงไม่ไปจากที่นี่เสียที”
“เ้าก็จะกวาดแต่พื้นไปจนทั่วทุกวิหารในแดนพันหมื่นขุนเขาเลยหรือไงตาแก่ไหนวันนี้เ้าบอกจะเล่าเื่ราวอักขระศาสตร์โบราณประจำตระกูลเ้าให้ข้าฟังหรือว่าเ้าคิดจะเบี้ยว เช่นนี้ข้าไม่ยอมแน่นอนข้าอุตส่าห์บอกเล่าเื่ราวมากมายตลอดการเดินทางของข้าให้เ้ารับฟังแล้ว”
“ข้ายังมิได้บอกเลยว่าจะไม่เล่า”
“โอ้ ประเสริฐ ข้าล้างหูรอรับฟังแล้ว”
“เ้ารู้หรือไม่ พลังที่เ้า ข้าหรือผู้ฝึกญาณในปฐีนี้ได้ตีความจนเกิดเป็เคล็ดวิชา หรือวิถีพลังต่างๆ นั้นแท้จริงสิ่งเหล่านี้เป็เพียงวิถีพลังแห่งฟ้าทั่วไปที่ยอดคนผู้นั้นได้เผยแพร่ไว้แต่ตามบันทึกตำราประจำตระกูลข้าที่สืบทอดกันมาบอกไว้ว่ายอดคนผู้นำวิถีแห่งฟ้ามาสู่ผืนแผ่นดินในอดีตกาล ได้ตกทอดวิถีพลังแห่งฟ้าอันแท้จริงไว้สองอย่างหนึ่งคืออักขระศาสตร์ สี่ชุด และสองคือเคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาล เก้าบท วิถีพลังแห่งฟ้าทั้งสองนี้นับว่าเคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาลทั้งเก้าบท เป็สิ่งที่เลือนรางอย่างมากเพราะั้แ่อดีตจนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดค้นพบหรือปรากฏสู่ปฐีจนเคล็ดวิชานี้ถูกมองว่าเป็เพียงบันทึกเื่เล่าปรัมปราของบรรพบุรุษข้าเท่านั้นแต่ทว่าในส่วนของอักขระศาสตร์ สี่ชุดกลับเป็บรรพบุรุษข้าที่บังเอิญค้นพบมาหนึ่งชุด แต่เพียงหนึ่งชุดก็ทำให้นิกายสุริยันจันทรายิ่งใหญ่ไม่เป็สองรองใครในแผ่นดินแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบันทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานิกายพวกเราได้ส่งคนค้นหาไปทั่วสถานที่สำคัญต่างๆไม่ว่าจะเป็ถ้ำปริศนาบนยอดเขาเถาิซาน หรือแม้แต่บึงมรณะร้อยลี้นี่ก็ทำให้พวกเราเสียมือดีของนิกายไปเป็จำนวนมาก สุดท้ายก็ยังไม่พบอักขระศาสตร์ชุดที่เหลือ.......เื่นี้ก็เป็ความลับสูงสุดของพรรคคนนอกมิอาจล่วงรู้นี่ข้าเห็นเ้าเป็สหาย อีกทั้งเ้าก็มิคิดก้าวก่ายเื่ราวในปฐีข้าจึงบอกกล่าวเื่ราวแก่เ้าได้ หวังว่าเ้า.....”
“เ้าเห็นข้าเป็คนปากพล่อยหรือไร อืมว่าแต่ที่แท้เื่วิถีพลังแห่งฟ้าอันแท้จริงก็มีเพียงพวกเ้าที่รู้เื่ราว”
“มิผิด แต่ว่าเื่ราวนี้จะเล็ดรอดออกไปยังภายนอกแล้วหรือไม่นั้นข้าก็มิอาจทราบได้ ทว่าแม้เื่ราวจะเล็ดรอดออกไปหรืออาจมีใครค้นพบอักขระศาสตร์บางชุดแล้วข้าก็เชื่อว่านอกจากนิกายสุริยันจันทรา จะไม่มีผู้ใดในปฐีรู้วิธีการใช้หรือดึงพลังจากอักขระศาสตร์ออกมาใช้ได้”
“เ้าช่างมันใจเสียจริงนะตาแก่”
“ที่ข้ามั่นใจเพราะส่วนที่บอกวิธีการใช้อักขระศาสตร์นั้น ปรากฏอยู่ในอักขระศาสตร์ชุดที่สี่เพียงชุดเดียวซึ่งเป็ชุดที่อยู่ในการของนิกายสุริยันจันทราเรา”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้”
“แต่น่าเสียดาย”
เฒ่าพยากรณ์“...............................”
“น่าเสียดายที่คนรุ่นหลังกลับคิดแบ่งแยกจนเกิดความขัดแย้งกันเอง มิรู้ว่าความยิ่งใหญ่ที่สั่งสมกันมาของนิกายจะจบลงในน้ำมือของพวกมันเมื่อใด”
“นั่นมันปัญหาในครอบครัวของเ้ามิใช่รึข้าไม่อยากฟังแล้ว”
เมื่อสองเดือนพ้นผ่าน ยามวสันตฤดูก็ผ่านพ้นวันนี้เป็วันแรกที่แผ่นดินใหญ่ย่างเข้าสู่เหมันตฤดู อิทธิพลของลมจากทางเหนือพัดพาเอาอากาศอันหนาวเย็นลงสู่แผ่นดินใหญ่ส่งผลให้ผู้คนทั่วไปเริ่มที่จะหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมตัวรับมือความหนาวเหน็บในปีนี้แต่ทว่ายังมีสถานที่หนึ่งกำลังคึกคักจอแจด้วยผู้คนแต่กลุ่มคนเหล่านี้มิได้เตรียมกักตุนอาหาร หรือเตรียมเชื้อไฟสำหรับฤดูเหมันต์ดั่งเช่นคนทั่วไปพวกมันต่างเตรียมตัวเพื่องานสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า วันนี้เองเป็วันแรกที่งานประลองของตำหนักเทพสรรพวุธได้เริ่มต้นขึ้นผู้คนรวมถึงผู้ร่วมประลองที่ถูกรับเชิญมาต่างเริ่มทยอยสู่ตำหนักเทพสรรพวุธอย่างเนืองแน่นที่ประตูทางเข้าตำหนักเทพสรรพวุธจัดคนของพรรคไว้ไม่น้อยกว่ายี่สิบคนเพื่อรอตรวจรับเทียบเชิญและรอรับแขกผู้มีเกียรติจากค่ายพรรคในแคว้นเว่ยนี้รวมถึงอาคันตุกะรับเชิญจากแดนไกล
“ป้อมปราการทวนทองมาถึงแล้ว”
ปรากฏผู้คนกลุ่มแรกที่มาถึง นำขบวนมาด้วยบุรุษชราอายุหกสิบเก้าปีเศษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าแดงปลั่งห้าวหาญ สวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มขลิบทองมันก็คือประมุขป้อมปราการทวนทอง ไป๋หานซู่ นั่นเอง ที่ด้านข้างของมันมีชายชราอายุราวหกสิบหกปีเศษร่างสูงใหญ่ดั่งชายฉกรรจ์ ผมสีขาวถูกเกล้าไว้อย่างเป็ระเบียบ มันสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มขลิบทองเช่นเดียวกันมิใช่ผู้าุโใหญ่ อูซานซง แล้วจะเป็ใคร ที่ด้านหลังผู้าุโใหญ่มีบุรุษสองคนยืนเคียงข้างกันอยู่พวกมันทั้งสองต่างสะพายทวนสีเงินยวงคนละเล่ม หนึ่งอายุประมาณยี่สิบแปดปีรูปร่างสูงใหญ่เป็ส่วนสัด ใบหน้าหล่อเหลาขาวซีด นามของมันคือ ไป๋หลง ัที่พุ่งทะยานขึ้นมาในหมู่ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งยุคนี้แม้ไม่อาจเทียบชั้น ฮุ่ยหลง หยางเค่อ แต่นับว่ามันก็เด่นล้ำที่สุดในแคว้นเว่ยอีกหนึ่งอายุประมาณยี่สิบห้าปี รูปร่างผอมบาง ใบหน้าหล่อเหลาขาวซีดลักษณะคล้ายคลึงกับบุคคลแรกสวมชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มมีขลิบสีทองจำนวนสองขีด มันก็คือ ไป๋หู่ นั่นเองและถัดลงไปก็เป็คนของป้อมปราการทวนทองที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมงานในวันนี้
“เชิญท่านประมุขป้อมและแขกผู้มีเกียรติจากป้อมปราการทวนทองทุกท่านทางเราจัดเตรียมตำแหน่งเก้าอี้ให้พวกท่านพร้อมแล้ว”
“พรรคยาจกใต้มาถึงแล้ว”
ต่อจากป้อมปราการทวนทองก็เป็พรรคยาจกใต้ที่เดินทางมาถึงเหล่าคนจากพรรคจาจกใต้ถูกนำมาด้วยชายชราอายุราวหกสิบเก้าปีเศษ รูปร่างเตี้ยล่ำสันผมเพล้าหนวดเคราสีดำแซมขาวยาวเฟื้อยรุงรัง มันก็คือประมุขพรรคยาจกใต้ แป๊ะตงยี่ด้านหลังของมันก็คือเหล่าคนที่เป็ผู้มีอำนาจในพรรคนั่นเอง
“เชิญท่านประมุขพรรคและแขกผู้มีเกียรติจากพรรคยาจกใต้ทุกท่านทางเราจัดเตรียมตำแหน่งเก้าอี้ให้พวกท่านพร้อมแล้ว”
หลังจากการมาของป้อมปราการทวนทองและพรรคยาจกใต้ ค่ายพรรคอื่นก็เริ่มทยอยเข้าสู่ตำหนักเทพสรรพวุธมากขึ้นเรื่อยๆ
“ค่ายพันกระบี่ มาถึงแล้ว”
“พรรคเหยี่ยวดำ มาถึงแล้ว”
“สำนักเชนแดนใต้ มาถึงแล้ว”
“ค่ายหุบเขามีดบิน มาถึงแล้ว”
“หอระฆังเงิน มาถึงแล้ว”
“สำนักเชนกระเรียนขาว มาถึงแล้ว”
“ป้อมพยัคฆ์แดนเหนือ มาถึงแล้ว”
“พรรคเมฆา มาถึงแล้ว”
“ค่ายภูผาหมอก มาถึงแล้ว”
“พรรคผ่านฟ้า มาถึงแล้ว”
“พรรคยูงทอง มาถึงแล้ว”
“พรรคนภาจำรัส มาถึงแล้ว”
“และสุดท้าย.... พรรคขอทานเหนือ มาถึงแล้ว”
เมื่อนามของพรรคขอทานเหนือถูกเอ่ยขึ้นสายตาของคนจากพรรคยาจกใต้ก็จ้องเขม็งมองมาอย่างไม่เป็มิตรทันทีรวมถึงสายตาอันแหลมคมของ ไป๋หู่ ที่สาดประกายมองกลุ่มคนจากพรรคขอทานเหนือที่กำลังเดินมายังตำแหน่งเก้าอี้ที่ตำหนักเทพสรรพวุธจัดเตรียมไว้ให้มันพบว่าพรรคขอทานเหนือถูกนำมาด้วย ประมุขพรรค ปั๊กลอเอี้ยง ตามด้วยผู้าุโใหญ่จางเสิ่นคง ผู้าุโอีกสามคน ผู้คุมกฎ หัวหน้าสาขา รองหัวหน้าสาขา และ หวงโจวเหยียนยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ของพรรคขอทานเหนือ ผู้ที่มันเคยหยามอัปยศไว้เมื่อคราก่อนไป๋หู่มิได้สนใจคนเหล่านี้เท่าใดนัก มันกลับกำลังมองหาชายหนุ่มผู้นั้นผู้ที่มันไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะได้เมื่อสองสามเดือนก่อน ผู้ที่ทำให้มันมุ่งมั่นฝึกฝนตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้จนทะลวงผ่านด่านขึ้นอีกหนึ่งขั้นผู้ที่ทำให้มันคิดที่จะเข้าร่วมการประลองในวันนี้ แต่ทว่ากลับไม่เห็นหัวชายหนุ่มผู้นั้นแม้แต่น้อยไป๋หลงมองเห็นน้องชายของตนนั่งขมวดคิ้วเป็ปมแน่นจ้องมองไปยังผู้มาจากพรรคขอทานเหนือได้คิดว่าเพราะคนจากพรรคขอทานเหนือจึงทำให้มันเปลี่ยนไปเป็คนที่มีความมุ่งมานะฝึกฝนตนรวมทั้งทำให้มันตัดสินใจเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ ก็อดอย่างรู้อยากเห็นมิได้ปากจึงกล่าวขึ้น
“ผู้ที่ทำให้เ้าเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ใช่บุรุษหนุ่มนั่นหรือไม่”
“เหอะ เ้าเศษสวะที่นั่งอยู่ตรงนั้นยังมิอาจจะเทียบเคียงมันได้”
“หากมิใช่มันแล้วเป็ผู้ใดกันที่ทำให้เ้าหน้านิ้วคิ้วขมวดได้ถึงขนาดนี้”
“ที่ข้านิ้วหน้าเป็เพราะมันกลับไม่มาเข้าร่วมการประลองต่างหาก.... เฮอะอย่าบอกนะว่าพรรคขอทานเหนือจะส่งเศษสวะเบื้องหน้านี้เข้าประลองแทนที่จะเป็มันผู้นั้น”
“โฮ่ คนที่คอยดูถูกผู้อื่นเช่นเ้ากลับดูเหมือนจะยกย่องคนผู้นั้นขนาดนี้ ข้าเริ่มอยากจะเห็นมันแล้ว”
“หากมันไม่มา ข้าก็ขอสละสิทธิ์ ไม่ร่วมการประลองในครั้งนี้ทันที”