ถัดจากเสียงไอนั้นคือภาพสตรีวัยสี่สิบต้นๆ ซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ซูซื่อร่างกายซูบผอม อีกทั้งดวงตายังลึกโหลคล้ำดำ
ผิวของนางเหลืองซีด แขนขาที่โผล่พ้นผ้าห่มมานั้นผอมจนแทบเหลือแต่กระดูก ผอมยิ่งกว่าคนในสลัมของศตวรรษที่ยี่สิบสามเสียอีก
เพียงเห็นใบหน้านี้นางก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่คนป่วยธรรมดา อาการของซูซื่อหนักมากจริงๆ
ในอกของฮวาชิงเหยียนปวดร้าวและหดหู่จนพูดไม่ออก นางรู้ว่าความรู้สึกนี้คืออารมณ์ของเ้าของร่างเดิมที่หลั่งไหลเข้ามา ในเมื่อนางต้องใช้ร่างนี้ หากเมินเฉยต่อคนที่เ้าของร่างเดิมหวงแหน ย่อมไม่คู่ควรจะใช้ร่างนี้
“เหยียน...แค่กๆ เหยียนเอ๋อร์ เ้าไม่เป็อะไรใช่หรือไม่”
ซูซื่อมองนางด้วยแววตาเปี่ยมความห่วงใย ทั้งยังมีความปวดร้าวและสำนึกผิดปะปนอยู่
ตอนที่บุตรสาวโดนโบย นางอ้อนวอนขอร้องไม่ให้พวกนั้นตีอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่สุดท้ายนางทำได้เพียงมองบุตรสาวถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา ภาพที่บุตรสาวนอนหายใจรวยรินในวันนั้นยังตามหลอกหลอนทุกลมหายใจ
ฮวาชิงเหยียนเดินเข้าไปพยุงมารดาขึ้นมาพิงหัวเตียงพลางส่ายหน้าเล็กน้อย
“ท่านแม่ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าสบายดีเ้าค่ะ”
ซูซื่อยกมือผอมแห้งขึ้นมาแตะใบหน้าของบุตรสาวด้วยกลัวว่านางจะเป็อะไรเบาๆ แม้ใบหน้าของฮวาชิงเหยียนจะเต็มไปด้วยคราบเปื้อน แต่ซูซื่อกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
ปลายนิ้วที่แตะโดนรอยข่วนบนใบหน้าที่เกิดจากน้ำมือของฮวาเย่ว์โหรว ทำให้ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ซูซื่อรีบชักมือกลับทันที นางเสียงสั่นเครือ “เ้าเจ็บหรือไม่...พวกเขาทำกับเ้าแบบนี้ได้อย่างไร โชคดีนะที่เขายังไม่ใจดำจนถึงที่สุด ยอมให้เ้ากลับมา ไม่อย่างนั้นข้าคงเอาชีวิตไปแลกกับเขาแล้ว!”
พอเห็นาแที่เกิดจากโดนแส้ฟาดบนร่างบุตรสาว น้ำตาซูซื่อก็ไหลพรากด้วยความโกรธและเสียใจ รีบบอกให้ฮวาชิงเหยียนไปล้างตัวแล้วกลับมาทายา ฮวาเฮ่าเย่ว์ก็เร่งให้น้องสาวไปพักผ่อนเช่นกัน
ั์ตาของฮวาชิงเหยียนปรากฏความอบอุ่นวาบ นางเป็เด็กกำพร้าั้แ่เกิด จึงไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัวมาก่อน
แต่แน่นอนว่าฮวาชิงเหยียนไม่ได้รอดกลับมาเพราะความเมตตาของฮวาเจิ้นเซี่ยแน่ๆ
เมื่อนางเห็นซูซื่อไออย่างรุนแรงอีกครั้ง ก็เม้มปากแน่นโดยไม่พูดอะไรต่อ
อาการของซูซื่อน่าวิตกไม่น้อย ฮวาชิงเหยียนจึงถือโอกาสตอนที่กำลังห่มผ้าให้นาง ลอบจับชีพจรเพื่อตรวจอาการเบื้องต้น
หลังตรวจเสร็จ สีหน้าของฮวาชิงเหยียนพลันเคร่งเครียด
อาการของซูซื่อแย่ยิ่งกว่าที่คิด หากไม่รีบรักษา เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน
หากนางมีมิติเก็บของ นางมั่นใจว่าสามารถปรุงโอสถรักษาซูซื่อได้แน่นอน แต่ตอนนี้นางไม่มีมิติเก็บของ อีกทั้งยังไม่คุ้นชินกับสมุนไพรในโลกนี้นัก หลังลองค้นจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมก็ไม่มีสมุนไพรที่้า และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในร้านขายยาจะมีหรือไม่
ฮวาชิงเหยียนจึงเพียงบอกว่าจะไปล้างเนื้อล้างตัวก่อน แล้วเดินออกจากห้องไป
ร่างกายของนางแทบจะถึงขีดจำกัดแล้ว หลังต้มน้ำเสร็จนางก็ลงไปแช่ในอ่าง รับรู้เลยว่าร่างกายแทบไม่มีแรงจะขยับ
น้ำอุ่นซึมผ่านาแจนแสบวาบ แต่ความร้อนกลับทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายอย่างล้ำลึก ฮวาชิงเหยียนซึ่งนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำค่อยๆ ปล่อยใจพักผ่อน และไม่รู้ตัวเลยว่าหลับไปั้แ่เมื่อไร
ไม่รู้ว่าเงาดำซึ่งสวมหน้ากากเงินปรากฏตัวเงียบๆ ภายในห้องของฮวาชิงเหยียนั้แ่เมื่อไร ร่างนั้นเดินมายืนอยู่ข้างอ่างน้ำ
ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากสีเงินชะงักเล็กน้อย
เด็กสาวในอ่างน้ำใบหน้าซีดเหลือง ดูก็รู้ว่าขาดสารอาหารมานาน แม้ร่างกายที่อยู่ใต้น้ำจะไม่มีส่วนใดน่าดึงดูด แต่ผิวของนางกลับขาวผ่องอย่างน่าประหลาด ผิวขาวนั้นตัดกับาแสีแดงสดที่แต้มทั่วร่างชัดเจน
แต่เขาเพียงแค่เหลือบมอง ก่อนจะถอนสายตากลับมานิ่งๆ เขากวาดตามองไปรอบห้อง แล้วเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งเก่าด้วยท่าทางเหมือนกำลังหาบางสิ่ง
แต่เขาไม่รู้เลยว่าั้แ่วินาทีที่เขาเบือนสายตาไป ฮวาชิงเหยียนก็ลืมตาขึ้นอย่างเฉียบคมทันที
“ท่านแอบย่องเข้ามาในห้องเล็กๆ ของข้าโดยไม่ขออนุญาต ไม่ทราบว่ามีธุระอันใด หรือจะเอ่ยออกมาตรงๆ เลยดีเล่า”
เสียงของนางเรียบเฉยไร้อารมณ์
ชายผู้สวมหน้ากากเงินเห็นว่าตนถูกจับได้ก็ไม่แสดงอาการใแม้แต่น้อย ยังคงเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะหยิบหยกวงหนึ่งขึ้นมาถือไว้
ฮวาชิงเหยียนหรี่ตาทันที
เขาจะเอาแหวนหยกนั่นไปอย่างนั้นหรือ
แต่นางยังไม่ทันแน่ใจเลยว่าสิ่งนั้นใช่มิติเก็บของของนางจริงหรือไม่
ขณะกำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำแฝงความน่าดึงดูดดังขึ้นจากใต้หน้ากาก
“หยกวงนี้เกือบคร่าชีวิตของเ้าไป ข้าว่าเ้าคงไม่อยากเก็บของสิ่งนี้ไว้ ข้าจึงจะเก็บเอาไว้เอง”
พูดจบก็ทำท่าจะสวมมันเข้าที่นิ้ว ฮวาชิงเหยียนใ รีบจนลืมตัวไปว่าตนยังไม่ได้สวมเสื้อผ้า นางพยุงตัวจากอ่างไม้ ก้าวเพียงสองก้าวก็คว้าข้อมือของชายหน้ากากเงินไว้แน่น
“หยิบของผู้อื่นโดยไม่ขอเช่นนี้ถือว่าเป็โจร คืนให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ”
ฮวาชิงเหยียนเอ่ยเสียงขุ่นอย่างไม่พอใจ
ชายหน้ากากเงินชะงัก ดวงตาลุ่มลึกคู่นั้นจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินจากผิวขาวซีดซึ่งเต็มไปด้วยรอยแผลของฮวาชิงเหยียนกระทบพื้นทีละหยด
ทั้งที่เรือนร่างของนางผอมแห้ง ไร้ส่วนเว้าโค้ง อีกทั้งแผลเต็มตัวก็ดูน่าเกลียดแท้ๆ แต่กลับทำให้เขารู้สึกร่างกายตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ส่วนที่ไม่ควรรู้สึก กลับกระตุกวูบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เป็ไปไม่ได้! เขาไม่ควรรู้สึกเช่นนี้กับใคร
สตรีคนนี้...!
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้ว่าชายหน้ากากเงินนิ่งค้างกลางอากาศเพราะเหตุใด นางคว้าแหวนหยกกลับมาใส่นิ้วโดยไม่ลังเล ทันใดนั้นเองถึงรู้สึกว่าร่างกายตนเย็นวาบ ยามก้มมองก็เห็นว่าตนเปลือยอยู่เต็มตา จึงร้องเสียงหลง “ว้าย!”
ฮวาชิงเหยียนรีบคว้าผ้าห่มผืนบางมาห่มกายแน่น ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความโกรธและอับอาย ดวงตาคู่งามจ้องเขม็งด้วยความระแวดระวัง
แม้นางเคยประจำการอยู่แนวหน้า แต่ด้วยความที่มิติเก็บของกว้างขวาง นางจึงไม่เคยต้องเปลือยต่อหน้าผู้อื่น ทว่าเพิ่งจะทะลุมากลับถูกคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นหน้ากันชัดๆ มาพลั้งเผลอมองเห็นร่างกายหมดเปลือกเข้าให้!
“น้องสาว เกิดอะไรขึ้นหรือ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมเสียงของฮวาเฮ่าเย่ว์ที่เรียกด้วยความร้อนรน
ฮวาชิงเหยียนเหลือบมองชายหน้ากากเงิน เขาไม่เพียงไม่หลบหนี ซ้ำยังโน้มตัวเข้ามาใกล้ นางถอยจนชิดขอบเตียง ก่อนที่มือเรียวของอีกฝ่ายคว้ามือนางซึ่งสวมแหวนหยกไว้
ฮวาชิงเหยียนรีบซุกมือไว้ใต้ผ้าห่มทันที
“เ้าจะทำอะไร!”
ด้วยไม่อยากให้ฮวาเฮ่าเย่ว์ซึ่งอยู่ด้านนอกได้ยิน นางจึงกระซิบกล่าวเสียงต่ำนางพลางมองชายตรงหน้าด้วยความตื่นตัวสุดขีด เพียงสบตาก็รู้ว่าแม้เขาจะเก็บกลิ่นอายพลังไว้หมด แต่ด้วยสัญชาตญาณ นางแน่ใจว่าต่อให้ตนอยู่ในสภาพแข็งแกร่งเต็มที่ ก็ไม่มีทางเอาชนะเขาได้
แต่นางไม่มีวันยกแหวนหยกนี้ให้เขาเด็ดขาด
สายตาของชายหน้ากากเงินพลันวาววาบ เสียงที่กระซิบข้างหูนางแ่เบาแต่ทรงพลัง คล้ายแฝงเสน่ห์ชวนให้หัวใจสั่น “เ้าจะเก็บแหวนวงนี้ไว้จริงหรือ”
ถึงฮวาชิงเหยียนไม่ตอบ แต่แววตานั้นชัดเจนยิ่ง
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็กน้อย “ในเมื่อเป็เช่นนั้น ก็อย่าเสียใจแล้วกัน”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี เงาร่างของเขาก็หายวับไปทันตา หากไม่ใช่เพราะฮวาชิงเหยียนมีพลังจิตสูงและจับได้ว่าหน้าต่างขยับเล็กน้อย คงคิดว่าเขาเป็ปีศาจจากยุคาเสียแล้ว
แต่สิ่งที่ชัดเจนในใจนางคือ ชายหน้ากากเงินผู้นั้นมีพลังน่ากลัวถึงขีดสุด
แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงไม่แย่งแหวนไป แต่เพื่อความปลอดภัย นางต้องรีบตรวจสอบแหวนวงนี้ให้แน่ชัด
ส่วนคำว่า ‘เสียใจ’ นั้นไม่มีวันเกิดขึ้นกับนางแน่
“น้องสาว?”
เสียงของฮวาเฮ่าเย่ว์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เต็มไปด้วยความร้อนรนราวกับจะพังประตูเข้ามา
ฮวาชิงเหยียนรีบะโตอบ “ข้าไม่เป็ไร ข้าแค่เผลอแตะแผลเลยเจ็บขึ้นมานิดหน่อยเ้าค่ะ!”