หลายวันหลังเทศกาลโคมไฟ ณ ตำหนักองค์ชายใหญ่ วังหลวง นครเจี้ยนอันเฉิง
ค่ำคืนแห่งเทศกาลโคมไฟอันครึกครื้นผ่านพ้นไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันแจ่มชัดในพระทัยขององค์ชายใหญ่จ้าวหลิงเฟิง พระองค์ประทับอยู่เพียงลำพังในห้องทรงพระอักษรภายในตำหนักส่วนพระองค์ แสงเทียนส่องสว่างบนโต๊ะทำงานไม้จันทน์หอมตัวใหญ่ กองฎีกาและรายงานราชการวางซ้อนกันอยู่ แต่สายพระเนตรขององค์ชายกลับทอดมองออกไปยังนอกหน้าต่างที่เปิดรับลมยามค่ำคืนอันเงียบสงบ
ภาพของจอมยุทธ์หนุ่มชุดครามยังคงติดตรึงอยู่ในความคิด... เฟยหลง... นามนั้นที่ทรงทราบมาภายหลังจากการให้ขันทีคนสนิทไปสืบเสาะหาข้อมูลอย่างลับๆ บุรุษหนุ่มผู้มีวรยุทธ์สูงส่งราวเทพเซียน กลับมีท่าทีงุนงงและเปราะบางยามต้องสุรา ความขัดแย้งนั้นช่างน่าสนพระทัยยิ่งนัก และที่สำคัญที่สุด เขาคือศิษย์เพียงคนเดียวของ เทพกระบี่ ยอดฝีมือในตำนานผู้เร้นกายจากยุทธภพไปนานหลายสิบปี! การที่เทพกระบี่ส่งศิษย์เอกลงเขามา ฝึกใช้ชีวิตในเมืองให้เหมือนคนปกติ ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่างซ่อนเร้นอยู่เป็แน่
จ้าวหลิงเฟิงทรงระลึกถึงเหตุการณ์ในป่าโจรครั้งนั้น หากไม่ได้เฟยหลงเข้าช่วยเหลือ ป่านนี้พระองค์คงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ภารกิจที่ตั้งพระทัยจะสร้างผลงานเพื่อเสริมความมั่นคงในตำแหน่งรัชทายาท ก็คงกลายเป็ความล้มเหลวที่น่าอับอาย สถานการณ์การเมืองในราชสำนักเองก็มิได้ราบรื่นนัก พระอนุชาต่างมารดาอีกสี่พระองค์ต่างก็มีขุมกำลังและได้รับการสนับสนุนจากขุนนางต่างขั้วอำนาจ การ่ชิงบัลลังก์ที่กำลังจะว่างลงในไม่ช้า กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ในยามนี้ พระองค์้าผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ้าผู้ที่ไว้พระทัยได้มาอยู่เคียงข้าง... และเฟยหลง ดูเหมือนจะเป็บุคคลผู้นั้น
"องครักษ์เงาหลี่" องค์ชายใหญ่รับสั่งเสียงเรียบ
เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นจากมุมมืด คุกเข่าลงเบื้องหน้า "พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย"
"จงไปเชิญ... จอมยุทธ์เฟยหลง มาพบข้าเป็การส่วนตัวที่ศาลาชมจันทร์ริมสระบัวในวันพรุ่งนี้ยามบ่าย บอกเขาว่าข้ามีเื่อยากจะสนทนาด้วยเล็กน้อย และอยากจะขอบคุณเขาอีกครั้ง" จ้าวหลิงเฟิงรับสั่ง ก่อนจะเสริม "จัดการให้รอบคอบ อย่าให้เื่นี้เอิกเกริก"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์เงารับคำแล้วหายวับไปในความมืดอีกครั้ง
บ่ายวันรุ่งขึ้น ณ ศาลาชมจันทร์แปดเหลี่ยมกลางสระบัวอันเงียบสงบในเขตพระราชฐานชั้นนอก สายลมอ่อนๆ พัดพากลิ่นหอมของดอกบัวโชยมาเป็ระยะ จ้าวหลิงเฟิงประทับนั่งอยู่หน้าโต๊ะหินอ่อน ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนสบายๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม กำลังจิบชาชั้นดีพลางทอดพระเนตรทัศนียภาพอันงดงาม
ไม่นานนัก ร่างของเฟยหลงในอาภรณ์สีครามชุดเดิมก็เดินเข้ามาตามสะพานไม้ที่ทอดไปยังศาลา เขาดูประหลาดใจเล็กน้อยกับการเชิญมาพบอย่างกะทันหันนี้ แต่ก็ยังคงสงบนิ่งเช่นเคย เขาก้าวเข้ามาในศาลา โค้งคำนับตามธรรมเนียม "ถวายบังคม องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ"
"ตามสบายเถิด ท่านจอมยุทธ์เฟยหลง เชิญนั่งก่อน" จ้าวหลิงเฟิงผายพระหัตถ์ไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
เฟยหลงนั่งลงอย่างสำรวม มององค์ชายใหญ่ด้วยแววตาสงสัยเล็กน้อย
"ข้าต้องขออภัยที่เชิญท่านมาอย่างกะทันหัน เพียงแต่อยากจะสนทนากับท่านเป็การส่วนตัว และขอบคุณสำหรับเื่ในคืนเทศกาลอีกครั้ง" องค์ชายใหญ่แย้มพระสรวลบางๆ "คืนนั้น ข้าต้องขออภัยด้วยที่ท่านต้องมาลำบากเพราะข้า"
"เป็กระหม่อมที่ต้องขออภัยฝ่าามากกว่า ที่เสียมารยาทเพราะความเมามาย" เฟยหลงตอบเสียงเรียบ ก้มหน้าลงเล็กน้อย
"เื่เล็กน้อยน่า" จ้าวหลิงเฟิงโบกพระหัตถ์ "ข้าทราบมาแล้วว่าท่านคือศิษย์เอกของท่านเทพกระบี่ในตำนาน นับเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบเจอ"
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจที่องค์ชายทรงทราบถึงที่มาของตน "ฝ่าาทรงทราบได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?"
"นครหลวงแห่งนี้ แม้จะกว้างใหญ่ แต่ข่าวสารก็รวดเร็วนัก โดยเฉพาะเื่ของยอดฝีมือเช่นท่าน" องค์ชายใหญ่ตรัสตอบอย่างมีนัย "ข้าชื่นชมในเพลงกระบี่ของท่านยิ่งนัก มันช่างแตกต่างและล้ำเลิศกว่าเพลงกระบี่ใดๆ ที่ข้าเคยเห็นมา... วันนี้ ข้าอยากจะประจักษ์เพลงกระบี่อันล้ำเลิศของท่านอีกครั้งด้วยตาตนเอง จะเป็เกียรติได้หรือไม่?"
เฟยหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย "ฝ่าา กระหม่อมเป็เพียงศิษย์ต่ำต้อย เพลงกระบี่หาได้ล้ำเลิศอย่างที่ทรงกล่าวไม่ การแสดงออกไปเกรงว่าจะ..."
"ข้าเพียงแค่อยากชมเพื่อเป็บุญตาเท่านั้น" จ้าวหลิงเฟิงตรัสขัดด้วยรอยยิ้ม "องครักษ์หลิว!"
องครักษ์ในชุดสามัญชนคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมศาลา โค้งคำนับ
"ประลองกับจอมยุทธ์เฟยหลงสักเพลงกระบี่สิ เอาแค่พอหอมปากหอมคอ อย่าให้เสียมารยาท" องค์ชายใหญ่รับสั่ง
องครักษ์หลิวเป็ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ขององค์ชายใหญ่ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเฟยหลง เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังกดดันอันมหาศาล เฟยหลงถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นยืน ชักกระบี่ธรรมดาๆ ของตนออกมาอย่างเชื่องช้า "ขอองค์ชายและท่านองครักษ์โปรดชี้แนะ"
เพียงแค่เริ่มประลอง ความแตกต่างก็ปรากฏชัดเจน เพลงกระบี่ขององครักษ์หลิวแม้จะเฉียบคมและรวดเร็วตามแบบฉบับองครักษ์วังหลวง แต่เพลงกระบี่ของเฟยหลงกลับพลิ้วไหว ไร้รูปแบบตายตัว บางครั้งอ่อนหยุ่นดังสายน้ำ บางครั้งแข็งกร้าวปานวชิระ เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติราวกับเป็ส่วนหนึ่งของสายลม ใช้พลังลมปราณบริสุทธิ์ควบคุมกระบี่ได้อย่างอิสระ เพียงไม่กี่กระบวนท่า องครักษ์หลิวก็ถูกปลดกระบี่ออกจากมืออย่างง่ายดาย!
จ้าวหลิงเฟิงทอดพระเนตรการประลองด้วยความชื่นชมระคนทึ่งในใจ เพลงกระบี่เช่นนี้... หากได้มาอยู่ข้างกาย คงจะเป็กำลังสำคัญได้อย่างมหาศาล
"ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!" องค์ชายใหญ่ปรบพระหัตถ์เบาๆ เมื่อการประลองจบลง "สมแล้วที่เป็ศิษย์ของท่านเทพกระบี่" พระองค์ทอดพระเนตรเฟยหลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย "จอมยุทธ์เฟยหลง ท่านลงเขามาเพื่อเรียนรู้โลกกว้าง แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า ความสามารถอันล้ำเลิศของท่านนี้ จะสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือบ้านเมือง ช่วยเหลือราษฎรได้"
เฟยหลงเก็บกระบี่เข้าฝัก ก้มหน้าลงเล็กน้อย "กระหม่อมปฏิบัติตามคำสั่งท่านอาจารย์เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ เื่อื่นยังมิได้คิด"
"เช่นนั้นหรือ..." จ้าวหลิงเฟิงแย้มพระสรวล "แต่หากวันใดท่านเปลี่ยนใจ คิดจะใช้ความสามารถนั้นเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่แคว้นเจียนเซียน หรือ... หากท่าน้าที่พำนักที่มั่นคงในนครหลวงแห่งนี้ ประตูตำหนักของเปิ่นหวาง... เปิดต้อนรับท่านเสมอ" พระองค์ตรัสทิ้งท้าย มองลึกเข้าไปในดวงตาของเฟยหลง
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรองค์ชายใหญ่ วูบหนึ่งเขารู้สึกได้ถึงความจริงใจและความคาดหวังในสายพระเนตรนั้น เขาก้มลงมองกำไลหยกขาวที่สวมอยู่บนข้อมือซ้ายโดยไม่รู้ตัว ของขวัญจากองค์ชายในคืนเทศกาล... มันคือสายใยบางๆ ที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองไว้
"กระหม่อม...จะขอจดจำน้ำพระทัยของฝ่าาไว้พ่ะย่ะค่ะ" เฟยหลงตอบเพียงเท่านั้น ไม่ได้รับปากหรือปฏิเสธ
องค์ชายใหญ่จ้าวหลิงเฟิงเพียงแค่แย้มพระสรวลบางๆ ไม่ได้ตรัสอะไรอีก พระองค์รู้ดีว่าเมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านลงไปแล้ว