เรนเดลล์ วาเลนเซียร์
สมาชิกเฮย์ลิออทลำดับสอง ชายผู้ใช้ดาบเป็อาวุธต่อสู้หลัก ส่วนสูงหกจุดห้าฟุตใบหน้าเรียวยาวจมูกโด่งดวงตาสีเทาเรียวคมหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยคล้ายแอมารัคสัตว์ปีศาจรูปร่างคล้ายหมาป่า ผมและผิวสีขาวค่อนไปทางซีดหากรวมเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยแล้วชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบเก้าผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับูเาน้ำแข็งเดินได้
บางครั้งก็มักเกิดข่าวลือแปลกๆ ยกตัวอย่างเช่นหากสบตากับเรนเดลล์ วาเลนเซียร์นานเกินไปหัวใจจะถูกกัดเซาะด้วยเกร็ดน้ำแข็งที่เย็นที่สุดในจักรวาล
ฉันชอบเธอ… ให้คำตอบหลังฉันกลับมานะ
หากน้ำแข็งในข่าวลือเ่าั้กัดเซาะหัวใจเควียร์ก็คงจะดี ใจของเขาจะได้ไม่ต้องเต้นโครมครามเสียงดังจนน่ารำคาญ
“เจอตัวแล้ว”
ใบหน้าของเควียร์ซีดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเรนเดลล์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโผล่หน้ามาเร็วขนาดนี้ หากจำไม่ผิดเรนเดลล์น่าจะทำภารกิจกำจัดสิ่งผิดปกติระหว่างประตูมิติอยู่อีกฝั่งของจักรวรรดิไม่ใช่หรือ
“นั่นคนของเฮย์ลิออทไม่ใช่เหรอ”
“เขามาทำอะไรที่นี่”
“มาหาคุณเควียร์งั้นเหรอ”
สมาชิกทีมบีของหน่วยซันไชน์เริ่มส่งเสียงถามคำถามเมื่อตั้งสติได้ แต่ทว่าก็เป็เพียงการถามลอยๆ เพียงเท่านั้น พวกเขาไม่แม้แต่จะคิดเดินเข้าใกล้สักนิด
“….”
เ้าของเรือนผมสีขาวไม่แม้แต่จะสนใจผู้คนรอบข้างเขาทำเพียงแค่ยืนเฉยๆ มองไปยังน้องเล็กของเฮย์ลิออทไม่ละสายตาเพียงเท่านั้น
บรรยากาศรอบข้างเริ่มสร้างความอึดอัดให้สมาชิกทีมบี พวกเขาต่างหันมองหน้ากันไปมาคล้าย้าให้ใครสักคนทำลายความเงียบในตอนนี้
“สมาชิกเฮย์ลิออทมีธุระอะไรกับซันไชน์หรือครับ”
ในที่สุดผู้นำทีมบีอย่างอเล็กซิสก็เป็ฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบ ชายหนุ่มก้าวเท้าขึ้นมายืนข้างหน้าเควียร์ ไรท์ฮาร์ท ใช้แผ่นหลังกว้างบดบังเขาออกจากสายตาเรนเดลล์
“…”
เรนเดลล์ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แม้จะอยากพาน้องเล็กของหน่วยแยกตัวออกไปพูดคุยให้รู้เื่ แต่เขาก็ทำเพียงยืนนิ่งไม่ตอบสนองกับใคร
เรนเดลล์ไม่รู้ว่าต้องเอ่ยคำไหนเพื่อคุยกับเควียร์ ความไม่เข้าใจอัดแน่นอยู่เต็มอก
“คุณเรนเดลล์ครับ”
ั์ตาสีเทาเปลี่ยนจุดโฟกัสสายตาจากคนคุ้นเคยด้านหลังมาเป็ชายแปลกหน้าที่เขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อที่กำลังยืนกันท่าอยู่แทน มือเรียวยาวหยิบของบางอย่างในกระเป๋ากางเกงออกมาก่อนจะโยนมันไปให้คนที่อยู่ตรงหน้า
“นี่มันอะไรครับ”
อเล็กซิสรับก้อนอัญมณีสีฟ้าครามขนาดเล็กมาไว้ในมือ หมุนซ้ายขวาดูด้วยความฉงน
“สาส์นภารกิจครับ”
เควียร์เอ่ยตอบความสงสัยของอเล็กซิส พลางยื่นมือไปหยิบก้อนอัญมณีในมืออีกฝ่าย ั์ตาสวยมองสาส์นภารกิจในมือนิ่ง ก่อนจะกำมือเข้าหากันเพื่อทำลายผลึก
ป๊อก!
ผลึกสาส์นแตกออกจากกันเป็ผุยผง กระดานภารกิจปรากฎขึ้นตรงหน้าทันที
“นี่มันอะไรกันคะคุณเควียร์”
โซน่าที่ยืนอยู่ไม่ไกลเดินขึ้นมาเกาะเข้าที่แขนข้างขวาของเควียร์ ดวงตาสวยไหล่สายตาอ่านกระดานภารกิจด้วยความแปลกใจ เนื่องจากไม่เคยเห็นอุปกรณ์เช่นนี้
“ภารกิจปิดประตูมิติ กำจัดสิ่งผิดปกติและสัตว์ประหลาดระดับเจ็ด หมายความว่าไงครับทำไมซันไชน์ถึงต้องร่วมทำภารกิจของเฮย์ลิออทด้วยล่ะครับ”
นั่นสิ ปกติภารกิจนี้เป็หน้าที่ของสมาชิกเฮย์ลิออทจำนวนสองคน แต่ทำไมสาส์นครั้งนี้ถึงให้เฮย์ลิออทร่วมมือกับซันไชน์ทีมบี
เควียร์ไล่สายตาอ่านกระดานสาสน์พร้อมทั้งพยายามทำความเข้าใจ ในสาส์นระบุชัดเจนว่าซันไชน์ทีมบี หากระบุว่าผู้ทำภารกิจคือเรนเดลล์ วาเลนเซียร์และเควียร์ ไรท์ฮาร์ท เขาคงจะไม่งุนงงมากขนาดนี้
“คุณเรยเดลล์ช่วยตอบด้วยครับ”
เควียร์คล้ายเห็นใบหน้าเบื่อหน่ายของพี่รองชั่วครู่ ก่อนเรนเดลล์จะเอ่ยตอบเสียงเรียบ
“มีสัตว์ระดับกลาง”
นั่นหมายถึงจะให้สมาชิกทีมบีไปจัดการส่วนนั้นสินะ เควียร์์ ไรท์ฮาร์ทเข้าใจความหมายในทันทีเมื่อเรนเดลล์พูดจบ กำลังจะเดินออกไปเตรียมตัวกลับต้องหยุดชะงักเมื่อสมาชิกทีมบีเอ่ยค้าน
“มีปีศาจระดับกลางแล้วยังไง เฮย์ลิออทไม่มีปัญญาจัดการเหรอไหนว่าเก่งนักหนา”
เสียงนั้นมาจากชายผู้ชื่อสการ์ คนที่ขัดเคืองเควียร์เมื่อครู่ ก่อนจะตามมาด้วยคนอื่นๆ
“พวกเรายังไม่รับภารกิจเลยนะครับทำไมจะต้องไปด้วย”
“นั่นสิคะ พวกเราพึ่งจะไปกำจัดสัตว์ประหลาดระดับกลางเสร็จมานะคะ”
“เฮย์ลิออทจะทำตามใจเกินไปหรือเปล่าครับ”
เรนเดลล์ยกมือเสยผมหน้าม้าด้านซ้ายขึ้นแสดงออกชัดเจนว่าตนกำลังหงุดหงิด ดวงตาคมกริบเลื่อนมาจับจ้องที่เควียร์แทนหน้าของพวกน่ารำคาญ
อย่างน้อยก็มีสิ่งที่ทำให้ไม่ระคายเคืองสายตา
“ประตูมิติ..คุณเรนเดลล์จะเป็คนปิดครับ ส่วนผมจะกำจัดสัตว์ประหลาดระดับเจ็ด”
“แล้วจะให้พวกเรากำจัดสัตว์ประหลาดระดับกลางเหรอคะ”
“ใช่ครับ”
“แล้วถ้าพวกฉันไม่ทำล่ะ”
เควียร์หันหน้าไปมองสการ์ที่ยังคงแสดงออกชัดเจนว่าไม่คิดจะให้ความร่วมมือ เ้าของดวงตาสีฟ้าทำเพียงยกยิ้มบางตอบรับ ก่อนจะหันหน้ากลับมาคุยกับอเล็กซิสและโซน่าแทน
“สาส์ของเฮย์ลิออทไม่สามารถปฏิเสธได้ทุกกรณีครับ”
“แต่พวกเรายังาเ็กันอยู่เลยนะคะ ยังไงทีมก็ต้องพักฟื้นก่อน”
มือเล็กของโซน่าขยับกระชับกอดเกาะแขนของเควียร์เอาไว้แน่นมากขึ้น พร้อมทั้งช้อนตามองเขาด้วยสายตาคล้ายออดอ้อนเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวเล็ก
“โอ๊ย!..ทำอะไรคะ”
ก่อนจะถูกมือเรียวยาวเรนเดลล์กระชากตัวเธอออก
“ไปเถอะ”
เรนเดลล์ไม่สนใจหญิงสาวที่ตนผลักออกห่างแม้เพียงนิด เขาโอบเข้าที่เอวของน้องเล็กประจำเฮย์ลิออท ก่อนจะดึงเข้าหาตัว แผ่นหลังของเควียร์กระแทกเบาๆ เข้ากับอกแกร่ง ลมหายใจอุ่นร้อนเหนือศรีษะยิ่งทำให้เควียร์ทำตัวไม่ถูก
“คุณเรนเดลล์ ไปแค่สองคนไม่ได้”
เควียร์ยกมือขึ้นผลักอกอีกฝ่ายออกห่าง ตั้งท่าจะอธิบายให้หน่วยซันไชน์ได้เข้าใจสถานการณ์ คำพูดกลับถูกกลืนลงคอไปเมื่อวงแขนแกร่งยกตัวเขาให้เท้าลอยเหนือพื้นเล็กน้อย
“เดี๋ยวคุณ”
คล้ายคำว่าคุณเป็คำกระตุ้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แขนแกร่งกระชับกอดเอวบางแน่นก่อนจะเดินออกจากอาคารที่พักทั้งอย่างนั้น
เควียร์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็เสื้อโค้ดที่วางพาดแขนอย่างไรอย่างนั้น ก้มมองเท้าที่ลอยเหนือพื้นแล้วได้แต่ถอดถอนหายใจออกมาเบาๆ
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาทีมบีไปช่วยกำจัดสัตว์ประหลาดระดับกลาง เพราะหากให้เขาคาดเดาจากสาส์นที่เรนเดลล์สร้างมีความเป็ไปได้สูงที่ฝูงสัตว์ประหลาดระดับกลางจะอยู่บนพื้นและสัตว์ประหลาดระดับเจ็ดจะอยู่บนฟ้า หากต้องกำจัดทั้งสองพร้อมกันประตูมิติอาจจะดึงเอาสิ่งผิดปกติอื่นเข้ามาเพิ่มได้ อย่างไรก็ตามภารกิจครั้งนี้ก็ควรมีสามฝ่าย
“จะไปเลยเหรอครับ”
“อือ”
“คุณเรนเดลล์เราไม่มีอาวุธวงกว้างนะครับ”
เท้าที่กำลังก้าวเดินไปยังยานบินไพรอทหยุดชะงักลง เควียร์ที่เป็ดั่งตุ๊กตาในอ้อมแขนแกร่งเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายหลังได้ยินเสียงกัดฟันดังกรอด
“คุณเรนเดลล์”
“พี่รอง” เสียงที่เคยราบเรียบอยู่ตลอดกลับเอ่ยเจือไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
เควียร์นิ่งเงียบครู่หนึ่งเพื่อชั่งใจ อย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนของเฮย์ลิออทจะเอ่ยเรียกสมาชิกคนอื่นๆ เช่นเดิมก็ดูจะไม่เหมาะนัก แต่หากปล่อยให้เรนเดลล์ วาเลนเซียร์อารมณ์เสียไปทำภารกิจมีหวังพื้นที่โดยรอบอาจเกิดความเสียหายสูงสุดได้
“พี่รอง...ให้เราคุยกับซันไชน์ก่อนได้ไหม”
“เดี๋ยวพวกมันก็ตามมา”
เอ่ยพูดเสียงอ่อนก็แล้ว ดูเหมือนเรนเดลล์จะไม่ได้อารมณ์ดีขึ้นแม้แต่น้อย อีกฝ่ายหอบหิ้วตัวเขาขึ้นนั่งบนยานบินไพรอทก่อนจะตวัดขาขึ้นคร่อมเบาะหลัง ตัวยานบินนั้นรูปทรงคล้ายคลึงกับจักรยานยนต์ที่คนธรรมดาใช้ทั่วไปอยู่บ้าง จะมีแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็เพียงวงล้อใช้ขับเคลื่อนที่ยานบินไพรอทไม่มี
ขึ้นชื่อว่ายานบินอย่างไรก็ต้องอยู่บนฟ้า เมื่อจัดท่าทางแล้วเรนเดลล์ก็ยื่นมือโอบผ่านตัวเเควียร์มาด้านหน้าเพื่อควบคุมมือจับของยานบิน ไม่รีรออีกฝ่ายออกตัวทะยานขึ้นฟ้าทันที
ติ๊ด ติ๊ด
“….แบบนี้มัน..”
เควียร์มองไปยังหน้าจอแสดงสถานะสาส์นด้านหน้ายานบินไพรอท หน้าจอแสดงเส้นทางเป้าหมายและสัญลักษณ์ของสมาชิกในการทำภารกิจ เครื่องหมายที่กำลังเคลื่อนที่คือเควียร์และเรนเดลล์ หากกดไปที่เครื่องหมายจะขึ้นรายละเอียดคำสั่งย่อยให้ได้อ่าน พวกมันแสดงสถานะปกติ ในขณะที่เหล่าสมาชิกทีมบีที่ไม่ได้ตามมามีรายละเอียดบนลงโทษขึ้นแจ้งเตือนทันทีที่เขาทั้งสองออกห่าง
เควียร์ไม่เคยใช้สิทธิพิเศษสร้างสาส์นสำหรับสั่งทำภารกิจเลยสักครั้ง แม้จะพอรู้มาบ้างว่าสาส์นของเฮย์ลิออททำอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะลงโทษได้มากขนาดนี้
น่ากลัว…
“…ทำไม..”
“หื้อ”
เงียบอยู่นานในที่สุดเรนเดลล์ก็เอ่ยปากพูด เพียงแต่เสียงลมรอบข้างทำให้เควียร์ฟังไม่ถนัดนัก คนในวงแขนขยับตัวยืดหลังตรงเล็กหน่อย ขยับหัวพิงลงที่ไหล่กว้างเพื่อให้ได้ยินคำพูดของคนโตกว่า
“..พี่รองจะพูดอะไรนะ”
เห็นเรนเดลล์เงียบไปเขาจึงต้องเอ่ยท้วงติง
เ้าของั์ตาสีเทาขยับใบหน้าลงมาแนบข้างแก้มของคนในอ้อมแขน จมูกโด่งเป็สันคลอเคลียอยู่ข้างแก้มชวนจั๊กจี้ ใบหน้าของเควียร์ ไรท์ฮาร์ทเห่อร้อนจนแม้แต่สายลมเย็นยังไม่สามารถช่วยให้เขาสงบลงได้ ในตอนที่ริมฝีปากของเรนเดลล์กระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างหูอาการเห่อร้อนก็ได้ลามไปทั่วใบหูและลำคอ
“คิดถึง”
“..ไม่ใช่สิ”
เควียร์ยกมือขึ้นกุมที่อกข้างซ้ายหัวใจภายในนั้นกำลังเต้นตึกตักรัวเร็วจนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาที่ััถึงมันได้อย่างชัดเจน
“พี่รอง..อย่า”
เควียร์พยายามดึงมือขวาของอีกฝ่ายที่ผละออกจากไพรอทมากอดตัวเขาออก แต่เรนเดลล์กลับใช้ฝ่ามือใหญ่กอบกุมบีบคั้นที่หน้าอกข้างซ้ายของเควียร์อย่างหยอกเหย้า หากเป็่ก่อนหน้าที่คนโตกว่าจะบอกชอบเขาความมืือเร็วของเรนเดลล์ก็เป็เพียงการถึงเนื้อถึงตัวหยอกล้อโดยทั่วไปสำหรับเควียร์เท่านั้น แต่พอเป็ตอนนี้การกระทำของอีกฝ่ายไม่ต่างกับการคุกคามเขา
แบบนี้ใช่ได้ที่ไหนกัน ตัวเองคิดไม่ซื่อแล้วทำเช่นนี้กับเขา
“เรนเดลล์หยุดได้แล้ว”
เควียร์ดึงมืออีกฝ่ายออกด้วยแรงเท่าที่มี เห็นท่าว่าคนในอ้อมกอดจะเริ่มหงุดหงิดเรนเดลล์จึงกลับมาตั้งใจควบคุมยานไพรอทเหมือนเดิม
“โกรธเหรอ”
เสียงทุ้มต่ำยังคงเอ่ยถามข้างใบหูแต้มสีแดงจางๆ ใบหน้าที่แนบชิดอยู่แล้วยิ่งแนบชิดมากขึ้นเมื่อเควียร์ตอบกลับ
“เราเคยโกรธพี่รองเหรอไง”
น่ารัก
ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงสถานที่เป้าหมาย เรนเดลล์นำไพรอทลงจอดกับพื้นก่อนตวัดขายาวไปทางด้านหลังเพื่อลงจากยานบิน
“ประตูกว้างเกินไป คนเดียวน่าจะปิดไม่ทันนะ”
“อือ”
เควียร์พูดขึ้นเมื่อได้มองประเมินประตูมิติที่อยู่บนท้องฟ้า ดูเหมือนจะเกิดขึ้นมาสักพักใหญ่แล้วแต่่นี้เฮย์ลิออทต่างออกปฏิบัติภารกิจใช้เวลานานกว่าปกติทำให้ไม่มีผู้ตรวจสอบสั่งเกตุการณ์
“ดูเหมือนว่าจะเป็ประตูมิติที่ใช้ลมเป็แกนนะครับ”
“ใช่”
“ระยะสร้างประตูเท่าไหร่ครับหน่วยสองได้รายงานไหม”
“หนึ่งเดือน”
เควียร์นิ่งค้างหลังได้รับคำตอบ ดวงตาใสเบิ่งโพลงขึ้นด้วยความใ
หนึ่งเดือนเป็เวลาที่นานมาก ปกติการตรวจสอบโอกาสเกิดประตูมิติจะรู้รายละเอียดการสร้างประตูเร็วสุดคือหนึ่งวัน มากสุดไม่เกินสิบสองวัน เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไปประตูมิติจะปิดยากมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่นี่ประตูอายุหนึ่งเดือนเลยนะ
“ทำไมล่ะ..ไม่เข้าท่าเลย”
เควียร์ไม่เข้าใจเลยสักนิด แล้วประตูมิติบานนี้กลับเกิดขึ้นหลังจากเฮย์ลิออทแยกย้ายกันออกไปทำภารกิจอีก ตัวเควียร์เองก็ถูกลงโทษไม่ให้รับภารกิจจึงไม่ได้ออกสำรวจ แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะเกิดการสำรวจล่าช้าได้ขนาดนี้
เมื่อประตูมิติมีขนาดใหญ่มากยิ่งต้องใช้เวลาในการปิด หากไม่ล่อสัตว์ประหลาดที่เฝ้าประตูออกไปให้ไกล สัตว์ประหลาดจะไหวตัวทันและใช้พลังของมันทำให้มิติรอบข้างประตูบิดเบี้ยวจนเกิดสิ่งผิดปกติจำนวนมากและมันจะยิ่งทำให้ปิดประตูมิติลำบากมากขึ้น
จริงๆ แล้วสถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้น่แรกๆ ที่หน่วยเฮย์ลิออทสร้างขึ้น ในคานั้นสมาชิกทีมอีกสองคนถูกดึงเข้าไปในมิติอื่น หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นเครื่องมือสื่อสารของหน่วยยังใช่ได้ไม่แน่ว่าพวกเขาคงไม่มีชีวิตรอดกลับมา
“เราต้องรอหน่วยซันไชน์ก่อนไหม”
เควียร์เปิดหน้าจอไพรอทขึ้นมาเพื่อเช็คสถานะของเหล่าสมาชิกทีมบี ดูเหมือนทางฝั่งนั้นเดินทางตามมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว แต่หากให้รอก็อาจจะใช้เวลาอีกเกือบครึ่งชั่วโมง
“ตึงผนึก”
“ฝืนเกินไป”
ตึงผนึกคือการสร้างบาเรียสำหรับขังสิ่งมีชีวิตเอาไว้ซึ่งน้อยคนที่จะสร้างบาเรียได้แข็งแรงจนสามารถขังสัตว์ประหลาดหลายตัวได้ แต่ทั้งเควียร์และเรนเดลล์ไม่ชำนาญการตึงผนึกเท่าไหร่ หากต้องขังสัตว์ประหลาดหลายตัวน่าจะอยู่ได้ไม่เกินสิบนาที
“เควียร์”
“หื้อ”
เควียร์ที่กำลังใช้ความคิดเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไพรอทหันมาสบตากับเ้าของเรือนผมสีขาว อีกฝ่ายขยับเข้ามายืนข้างๆ ยานบินพลางใช้แขนข้างซ้ายโอบรอบเอวของคนเด็กกว่า คางได้รูปวางเกยที่ไหล่บาง เส้นผมซุกเข้าหาแก้มเนียน
“ทำไมถึงออกจากเฮย์ลิออท”
นี่คือคำถามที่เรนเดลล์อยากถามเควียร์มากที่สุด หลังจากที่ทำภารกิจกำจัดสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งได้เขาหวังจะรีบกลับฐานทัพเพื่อมาเอาคำตอบที่เขาขอไว้กับคนในอ้อมแขน แต่เขากลับได้รู้ว่าอีกฝ่ายย้ายหน่วยสังกัดและได้ออกทำภารกิจแล้ว เขาไม่เข้าใจและงุนงงตลอดทางที่ตามหาเควียร์ หากไม่ใช่เพราะต้องวิเคราะห์และรับภารกิจล่่าสุดนี้เขาคงจะมาหาเควียร์เร็วกว่าเดิม
“…ก็แค่..”
เหนื่อยกับบรรยากาศ….ไม่หรอกไม่ใช่ เขาแค่เหนื่อยกับตัวเองและไม่พร้อมเผชิญหน้ากับเฮย์ลิออทอีกสี่คนต่างหาก
“แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ”
“แค่นั้นเหรอ”
“ครับ…พี่รองจมูก.."
ปลายจมูกโด่งถูไถ่ไปตามลานไหล่ไล่ขึ้นไปหาลำคอระหง สมาชิกสังกัดดวงดาวที่หนึ่งคนที่ถือว่าพูดน้อยที่สุดคือ เรนเดลล์ วาเลนเซียร์ ส่วนคนที่ถึงเนื้อถึงตัวเก่งที่สุดก็คือเรนเดลล์ วาเลนเซียร์ ต่อให้จะดูน่าอึดอัดใจแค่ไหนแต่เ้าตัวก็ยังคงถึงเนื้อถึงตัวได้เป็ธรรมชาติอยู่เสมอ แล้วกว่าเควียร์จะตั้งหลักได้ก็ปฏิเสธััเ่าั้ไม่ทันเสียแล้ว
“นึกว่าหนีเสียอีก”
“….”
“อย่าหนีไปไหนเลยนะ”
แล้วจะให้เควียร์รับปากได้ยังไง เพราะในตอนแรกเขาคิดหนีจริงๆ
---------
#เฮร์ลิออทไหลลึก