“เด็กคนนี้เป็คนดี มีเขาอยู่ด้วยบ้านคึกคักขึ้นเยอะเลย” เจียงเจิ้นเทายิ้มพลางเอ่ยพูดอยู่ด้านข้าง
“ใช่ไหมล่ะคะ อีกอย่างฉันว่าอาเซิ่งก็ชอบเด็กคนนี้พอตัวเลย เสี่ยวลี่แตะเขา เขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอยากสะบัดออก ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวพวกเราอาจได้อุ้มหลานชายกันแล้วจริงๆ ก็ได้นะคะ” เฉียวมู่หลานพูดพลางเบ้าตาก็เปียกชื้นอีกรอบ
การหาอวี๋จิ่นลี่เจอนับเป็ความโชคดีของพวกเขาตระกูลเจียงเลยจริงๆ แต่พอนึกถึงสาเหตุที่พวกเขาหาอวี๋จิ่นลี่พบ นึกถึงร่างกายที่ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ของลูกชาย คนเป็แม่อย่างเธอก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเศร้าโศกขึ้นในหัวใจ
เจียงเจิ้นเทามองภรรยาที่เศร้าเสียใจก็ปวดใจเหลือเกิน จึงโอบอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมกอดพร้อมปลอบโยนเธออย่างเอาใจใส่
หลายวันมานี้คนที่เ็ปทรมานมากที่สุดก็น่าจะเป็ภรรยาของเขาแล้ว ก่อนหน้าก็เป็เพราะร่างกายของเขา ถัดจากนั้นก็มาเป็ร่างกายของลูกชายอีก เสาหลักของบ้านล้มครืนฉับพลันทั้งสองคน จะให้เธอไม่เ็ปทรมานได้อย่างไร
ถึงแม้ใบหน้าของเธอจะประดับรอยยิ้มเสมอ แต่เขารู้ว่าเธอแค่ไม่อยากให้คนอื่นสังเกตเห็นแล้วกังวลเื่เธอก็เท่านั้น
“หลานเอ๋อร์ ทุกอย่างจะดีขึ้นนะ” เจียงเจิ้นเทาปลอบภรรยา
“ค่ะมันจะดีขึ้น” เฉียวมู่หลานลอบเช็ดน้ำตาเอ่ยตามเขา
ตระกูลเจียงของพวกเขาไม่มีทางล่มสลาย แล้วก็จะไม่ปล่อยให้ใครหน้าไหนมารังแกด้วย ช้าเร็วต้องมีสักวัน วันที่คืนสิ่งเหล่านี้กลับไปให้หมด!
…ภายในห้องครัว...
อวี๋จิ่นลี่มองวัตถุดิบนานาชนิดที่ตนเองซื้อกลับมาในวันนี้ก็อารมณ์ดีจนยิ้มไม่หุบ เขาหันซ้ายมองขวาแต่ละอย่างล้วนเป็สิ่งที่เขาสามารถคิดหาวิธีการกินออกมาได้มากมายหลายรูปแบบ ถึงขั้นว่าเขาอดไม่ได้ที่อยากลองทุกรูปแบบการกินเลย แต่ด้วยเครื่องปรุงที่มีจำกัดในตอนนี้ อาหารรสเลิศที่พอจะทำได้เองก็มีไม่มาก แต่ดูจากในตอนนี้แล้วก็เพียงพอที่จะประทังความหิวของเขาได้แล้วละ
อวี๋จิ่นลี่หยิบก้อนสีดำออกมาก่อน จากนั้นใช้มือช่างน้ำหนัก คิดว่าเ้านี่น่าจะพอเอามาทำอาหารเย็นของวันนี้ได้ ส่วนที่เหลือค่อยเอามันไปทำเป็เกลือให้หมดในวันพรุ่งนี้
อวี๋จิ่นลี่บอกให้คนนำหม้อขนาดใหญ่มาก่อน โชคดีที่ว่าคนในยุคสมัยนี้กินแต่ของต้มจึงมีหม้อต้มเยอะพอสมควร
ถัดมาเขาโยนก้อนดำเข้าไปในหม้อ ใส่น้ำเข้าไปอีกครึ่งหม้อแล้วเริ่มต้ม
พอบรรดาเชฟใหญ่ในห้องครัวเห็นว่าวันนี้อวี๋จิ่นลี่จะทำของกินเอง ก็ต่างรอรับคำสั่งอยู่ด้านข้างอย่างเชื่อฟัง
เพราะเฉียวมู่หลานก็มีเข้าครัวทำอาหารให้คนในครอบครัวกินบ้างเป็ครั้งคราว เชฟใหญ่จึงคุ้นชินกับการที่เ้านายเข้าครัวทำอาหารด้วยตนเอง และรอคอยเป็ลูกมือให้เ้านายอยู่ด้านข้าง
แต่ว่า...
“คุณนายน้อย เมื่อกี้คุณต้มอะไรเหรอครับ” เจิ้งเพ่ยฉีหนึ่งในเชฟใหญ่ของตระกูลเจียงเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ เพราะเขาเคยจัดการวัตถุดิบมาตั้งมากมาย แต่กลับไม่เคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อนเลย
“ผมก็ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรเหมือนกัน แต่ผมจะเอามันมาทำเป็เกลือครับ” อวี๋จิ่นลี่เอ่ยตอบโดยที่ไม่วางมือ
สาเหตุที่อวี๋จิ่นลี่รู้ขั้นตอนการต้มเกลือก็ต้องขอบคุณที่เขาชื่นชอบและศึกษาค้นคว้าในอาหารรสเลิศในชาติก่อน
ตอนนั้นที่เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ตสมัยใหม่เป็ เขาทุ่มเทเวลาและความตั้งใจส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาค้นคว้าอาหารรสเลิศ นี่ถ้าเขาเอาความทุ่มเทพยายามนั่นไปใช้กับการฝึกบำเพ็ญตบะละก็ ระดับขั้นการบำเพ็ญเพียรของเขาคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้นแน่นอน และอาจจะไม่โดนเด้งมาที่โลกใบนี้ก็ได้
“เกลือคืออะไรเหรอครับ กินได้ด้วยเหรอ” เชฟใหญ่อีกคนหนึ่งเองก็เอ่ยถามขึ้นด้วย
เวลานี้เชฟใหญ่แต่ละคนของตระกูลเจียงต่างกลายเป็เ้าหนูจำไมกันทุกคน พอเห็นของที่ไม่รู้จักก็ไม่ละอายที่จะเอ่ยถามผู้ที่ด้อยกว่า
อวี๋จิ่นลี่เองก็ชอบพูดคุยเื่อาหารรสเลิศกับบรรดาเชฟทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่รู้สึกหงุดหงิดที่ต้องตอบคำถามเลยสักนิดเดียว
เนื่องจากเครื่องปรุงรสมีจำกัด อวี๋จิ่นลี่ตัดสินใจว่าวันนี้จะทำอาหารที่ทำกินประจำในบ้านสักสองสามอย่างก็พอ