หลังเสิ่นม่านซูใช้ผ้าเปียกเช็ดมือจนสะอาดแล้ว ก็เงยหน้ามองเจียงกูกูที่มีรอยยิ้มเมตตาอยู่เต็มใบหน้าก่อนจะกล่าวว่า “กูกูกินด้วยกันเถิด”
“เจ้าค่ะ แล้วพวกเจ๋อหลันเล่า”
“ไม่ต้องสนใจพวกนางหรอก ตอนนี้คงกำลังกินกันอยู่ข้างนอก” หลังเสิ่นม่านซูดื่มน้ำหนึ่งอึกก็เอ่ยถาม “เจียงกูกูรู้หรือไม่ว่าท่านไป๋ขึ้นรถมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
เจียงกูกูกล่าวเสียงเบา “ท่านไป๋ขึ้นรถมาตั้งแต่ยังไม่ออกจากเมืองหลวง ตอนนั้นคุณหนูยังหลับอยู่เจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูเอนกายพิงตั่งกุ้ยเฟยด้านหลัง “เจียงกูกูให้ความเคารพท่านไป๋มากทีเดียว”
“ท่านไป๋ฐานะสูงส่ง องค์ชายหลายพระองค์กับท่านแม่ทัพใหญ่ต่างปฏิบัติต่อเขาด้วยมารยาทเป็นพิเศษ ตอนนี้บ่าวเป็นเพียงกูกูแก่ๆ คนหนึ่ง ย่อมต้องเคารพคนเช่นท่านไป๋อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นม่านซูหลุบตามองนิ้วมือของตนเอง “แต่ท่านกับท่านไป๋ดูเหมือนจะคุ้นเคยกันมากทีเดียว”
ทุกประโยคฟังดูเรียบเฉย แต่กลับรุกคืบเข้ามาทีละก้าว
เจียงกูกูหลุบตาลงพลางถอนหายใจอยู่ในใจ
คุณหนูสามผู้นี้หลอกยากจริงๆ เจียงกูกูรู้อยู่แล้วว่านางต้องถาม แต่ไม่คิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้
อยู่ด้วยกันไม่นาน เจียงกูกูก็พบแล้วว่าคุณหนูสามผู้นี้ไม่ได้อ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะและถูกรังแกง่ายอย่างที่ฮูหยินเสิ่นเล่าไว้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อครู่นางยังโต้กับองค์ชายเจ็ดไม่ใช่หรือ หากเป็นแม่นางที่อ่อนแอโง่งมจริงๆ เกรงว่าคงไม่เข้าตานายท่านน้อยเช่นกัน
เจียงกูกูยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ “คุณหนูสาม บ่าวกับท่านไป๋เป็นคนรู้จักเก่ากันจริงเจ้าค่ะ ปีนั้นบ่าวพาบุตรสาวบุญธรรมออกเดินทางท่องยุทธภพ แล้วพบเจอปัญหาบางอย่าง โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านไป๋กับท่านผู้เฒ่าไป๋”
“เจียงกูกูติดค้างบุญคุณคนอื่นอีกแล้ว” เสิ่นม่านซูไม่ซักต่อ เพียงเท้าคางกล่าวอย่างจนใจ “ว่ากันว่าบุญคุณคนเป็นสิ่งตอบแทนยาก ตอนนี้ข้าเองก็ติดค้างบุญคุณท่านไป๋ถึงสองครั้ง”
นางมองมือตนเองพลางคิดว่าตนทำได้เพียงขนมหวานกับอาหาร ส่วนเรื่องอื่นเหมือนจะช่วยอะไรต้นต้นขาทองคำไป๋ไม่ได้เลย
เจียงกูกูกลับชะงักไปเล็กน้อย
เดิมเสิ่นม่านซูถามซอกแซกถึงรากถึงโคน เห็นๆ อยู่ว่านางแทบรับมือไม่ไหว แต่ตอนนี้กลับไม่ถามต่อแล้ว...นางจึงมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
เสิ่นม่านซูกลับยิ้มแล้วกล่าวว่า “เจียงกูกู ข้ามีเรื่องสงสัย ท่านช่วยไขข้อข้องใจให้ข้า เท่านี้ก็พอแล้ว สรุปก็คือ ข้าเพียงต้องรู้ว่ากูกูเชื่อถือได้ก็พอ”
หลังเจียงกูกูได้ยิน ก็หัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ
คุณหนูสามผู้นี้ช่างเป็นคนน่าสนใจจริงๆ
นางทอดถอนใจกล่าว “คุณหนูสาม ท่านไม่ค่อยเหมือนที่คนอื่นพูดกันนัก”
เสิ่นม่านซูหลับตาลงก่อนกล่าวอย่างทอดถอนใจเสียงเบา “บางครั้งสิ่งที่ผู้อื่นเห็น ก็ใช่ว่าจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของข้าเสมอไป”
แล้วตัวนางในสายตาของตนเองนั้น จะใช่ตัวตนที่แท้จริงของนางจริงหรือ...
เจียงกูกูพลันสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันย่ำแย่ของเสิ่นม่านซู นางจึงไม่พูดอะไร หลุบตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
หลังจากกินข้าวเสร็จ นางก็เก็บของทั้งหมดลงไป
เสิ่นม่านซูหลับตา แต่ไม่ได้หลับจริงๆ นางรู้ว่าตนเพียงเศร้าและรู้สึกอ่อนไหวขึ้นมาชั่วขณะ เสแสร้งอ่อนแอขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น
ถึงอย่างไรการมาถึงโลกใบนี้ก็เหมือนลืมตามาแล้วไร้ญาติขาดมิตร ไม่ว่าคนผู้หนึ่งจะแข็งแกร่งเพียงใด ในใจลึกๆ ก็มักมีความเปลี่ยวเหงาของคนที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนอยู่บ้าง แต่พอคิดอีกที โชคดีที่นางได้พบคนดีมากมาย สิ่งนี้จึงทำให้นางไม่โดดเดี่ยวเร่ร่อนถึงเพียงนั้น
ในตอนนั้นเองม่านตรงประตูก็เลิกขึ้น เสิ่นม่านซูพลันได้กลิ่นหอมของหญ้าอ่อนๆ อันคุ้นเคยอีกครั้ง
ความเศร้าเล็กน้อยในใจหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที!
เสิ่นม่านซูจึงหลับตานิ่งกว่าเดิม แสร้งทำเป็นว่าตนกำลังหลับ
ไป๋ซิวจิ่นที่ขึ้นรถมามองเด็กสาวที่กำลังแสร้งหลับผู้นั้น...
ผู้ฝึกยุทธ์ล้วนรู้ดีว่าลมหายใจของคนเรายามหลับกับยามปกติย่อมแตกต่างกัน
ที่สำคัญที่สุดคือ อีกฝ่ายตัวเกร็ง ท่าทางประหม่าถึงเพียงนั้น จะเป็นคนหลับไปแล้วได้อย่างไร
ไป๋ซิวจิ่นเม้มปาก คิ้วงดงามประณีตขมวดน้อยๆ
ชั่วพริบตาต่อมา เขานั่งลงข้างกายเสิ่นม่านซูแล้วเอื้อมมือไปจับข้อมือของนาง
บทที่ 96 แต่งกับต้นขาทองคำไป๋ยังดีกว่า
เสิ่นม่านซูเอาแต่กังวลอยู่ตลอดว่าต้นขาทองคำไป๋จะฟันแขนฟันขานางหรือไม่ ยามที่อีกฝ่ายจู่ๆ ก็คว้าข้อมือนางไว้ นางจึงเกือบพุ่งตัวหนีออกไปทันที!
ด้วยความตกใจ เสิ่นม่านซูลืมตาขึ้นฉับพลัน รีบใช้มืออีกข้างจับมือใหญ่ของไป๋ซิวจิ่นไว้ ก่อนจะร้องอย่างร้อนรน “ต้นขาทองคำไป๋ ท่านฟังข้าอธิบายก่อน!”
ไป๋ซิวจิ่น “...”
“ต้นขาทองคำไป๋?”
ดวงตาคู่นั้นของไป๋ซิวจิ่นพร่างพราวดุจดวงดาว จ้องมองเสิ่นม่านซูอย่างเงียบงัน ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ
แต่เสิ่นม่านซูกลับหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองตะโกนอะไรออกไป นางก็อยากเย็บปากตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น!
นางกล่าวเสียงอ่อย “ทะ...ท่านไป๋ ท่านฟังข้าอธิบายก่อน...”
ไป๋ซิวจิ่นหลุบตาลงเล็กน้อย ก็เห็นว่ามือของเด็กสาวยังจับมือเขาไว้แน่น
อบอุ่นมาก
เขาเงยหน้ากล่าว “วันนั้นที่จวนองค์หญิง ตอนขึ้นจากน้ำมาเจ้าพูดว่า แต่งกับต้นขาทองคำไป๋ยังดีกว่า...”
“ไม่ๆๆ! ท่านไม่ต้องพูดแล้ว!” เสิ่นม่านซูพลันอับอายอย่างยิ่ง
ทั้งเรื่องตั้งฉายาให้ผู้อื่น มิหนำซ้ำยังนินทาด้วยถ้อยคำที่น่าอับอายเช่นนี้
ตอนนี้เจ้าตัวกลับเล่าออกมาอย่างลื่นไหลและสงบนิ่ง...
นางอยากหาหลุมมุดลงไปเสียจริงๆ!
เมื่อมองท่าทางตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกที่ทั้งเขินทั้งอายจนแทบจะกระโดดลงจากรถม้าของเด็กสาว ไป๋ซิวจิ่นก็เม้มปาก เพียงรู้สึกว่าหัวใจทั้งนุ่มนวลทั้งชาแปลบ มุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เขามั่นใจแล้วว่าเด็กสาวที่แก้มแดงเรื่อ เม้มมุมปากแน่น ในดวงตาเอ่อคลอด้วยประกายน้ำผู้นี้ จะต้องชอบพอเขาอย่างแน่นอน
พอคิดได้อย่างนั้น แววตาของไป๋ซิวจิ่นก็ยิ่งอ่อนโยน เขาเอ่ยถามเจือรอยยิ้ม “ยังคิดจะจับไว้อีกนานหรือไม่”
“อะไรนะ”
“มือของข้า”
เสิ่นม่านซูชะงักไป หลังก้มมองตามสัญชาตญาณก็รีบปล่อยมือทันที แต่จากนั้นกลับพบว่าข้อมือขวาของตนยังถูกไป๋ซิวจิ่นกุมไว้ในมือ
นางกัดริมฝีปากเล็กน้อย ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วกล่าวว่า “ท่านไป๋ ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินท่าน ท่านอย่าฟันมือข้าได้หรือไม่ หากท่านฟันมือข้า ต่อไปข้าคงทำของอร่อยให้ท่านกินไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ!”
ไป๋ซิวจิ่น “...”
เขามองความกระวนกระวายบนใบหน้าเด็กสาว ซึ่งดูไม่เหมือนเสแสร้ง จึงถามอย่างแคลงใจ “เหตุใดข้าต้องฟันมือเจ้าด้วย”
“ก่อนหน้านี้ข้าเผลอแตะหน้าท่านโดยไม่ตั้งใจ เมื่อครู่ยังเผลอกอดเอวท่านโดยไม่ตั้งใจอีก ข้า...”
“เจ้าก็บอกเองแล้วว่าไม่ตั้งใจ” ถึงตอนนี้ไป๋ซิวจิ่นจึงเข้าใจว่าเหตุใดเมื่อครู่อีกฝ่ายถึงกลัวตนมากเช่นนี้
ที่แท้...นางก็กลัวว่าเขาจะฟันมือนาง?
จะเป็นไปได้อย่างไร
เมื่อเสิ่นม่านซูได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนี้ก็โล่งใจ นางตบหน้าอกตนเองเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ใช่ๆๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ข้าจะกล้าคิดล่วงเกินท่านไป๋ได้อย่างไรเล่า ฮะๆๆๆ”
“แล้วเรื่องที่แต่งกับต้นขาทองคำไป๋ยังดีกว่าคืออะไร”
เสิ่นม่านซู “...”
ไม่ไหว! นางอยู่บนรถม้าคันนี้ต่อไม่ได้แล้ว!
นางจะกระโดดลงรถ!
เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวเปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนเป็นสีชมพูเข้ม อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ ไป๋ซิวจิ่นจึงไม่แกล้งนางต่อ แต่จับชีพจรให้นางแล้วกล่าวว่า “ร่างกายของเจ้าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก”
“หืม” เสิ่นม่านซูกะพริบตาปริบๆ
ที่ต้นขาทองคำไป๋จับข้อมือนางไว้ก็เพื่อจะตรวจชีพจรให้หรือ
ไป๋ซิวจิ่นกล่าวต่อ “เดินขยับตัวให้มากหน่อย จำไว้ให้ดี อย่าดีใจหรือเสียใจจนเกินไป”
เสิ่นม่านซูไม่อยากพูดแล้ว
เพราะเรื่องนี้ยากยิ่งนัก! แค่เมื่อครู่นางก็เสียใจหนักไปหลายรอบแล้ว!
เมื่อเห็นเด็กสาวดูไม่อยากพูดต่อ ไป๋ซิวจิ่นจึงเก็บมือกลับอย่างสงบนิ่ง หลุบตาลงเล็กน้อย ในหัวใจวาบผ่านความหม่นหมองที่ยากจะบรรยายสายหนึ่ง เขากล่าวเสียงเบา “คุณหนูสาม พวกเราไม่เหมาะสมกัน”
เสิ่นม่านซู “...”
ไม่ไหว ให้นางกระโดดลงจากรถม้าเถิด!
เป็นไปตามคาด หลังจากรถม้าจอดนิ่งแล้ว เสิ่นม่านซูแทบจะหนีลงจากรถม้าไปอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นไม่สนใจเจียงกูกูที่เรียกนางอยู่ด้านหลังด้วยซ้ำ
พรุ่งนี้ไม่ว่าอย่างไร นางก็จะไม่ยอมนั่งรถม้าคันเดียวกับต้นขาทองคำไป๋อีกแล้ว!