หลายล้านปีก่อนที่มนุษย์และสรรพสัตว์จะถือกำเนิดขึ้น ปรากฏเพียงดินแดนโบราณผืนหนึ่งที่กว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมผืนฟ้า พื้นดิน และมหาสมุทร ท่ามกลางธรรมชาติที่สุขสมบูรณ์เ่าั้ ป่าเหมันต์นับว่าเป็จุดแรกเริ่มที่เต็มไปด้วยจิติญญาและปราณชีวิต ป่าแห่งนี้เปรียบเสมือนแผ่นดินขนาดย่อมที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาหลายพันลูกและแม่น้ำหลายร้อยสาย อีกทั้งยังปรากฏความพิลึกพิลั่นอีกประการคือตลอดทั้งปีถูกปกคลุมด้วยหิมะและความหนาวเหน็บเนื่องจากมีธาตุน้ำแข็งหนาแน่น หากแต่ภายใต้ผืนดินกลับเป็จุดกำเนิดปราณธาตุไฟ น้ำ ลม ทอง หิน ไม้ แสง และความมืด กล่าวได้ว่าป่าเหมันต์เป็จุดศูนย์กลางที่รวมเก้าธาตุก่อกำเนิดเอาไว้ และด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ทำให้มันกลายเป็สถานที่แห่งเดียวที่พบมู่หลันแดง พืชหายากที่มีคุณสมบัติวิเศษมากมายทั้งมอบชีวิต ความอ่อนเยาว์ และความะ นอกจากนี้ไอวิเศษจากมู่หลันแดงนับล้านต้นยังเป็ต้นกำเนิดของหนึ่งในเทพาแห่งแดน์เช่นกัน
ใน่หนึ่งของสภาวะที่ไร้ซึ่งกาลเวลาแน่ชัด ท่ามกลางความเหน็บหนาวและฝนฟ้าคะนอง ไอวิเศษแห่งมู่หลันแดงทั่วทั้งหุบเขาได้แผ่กระจายออกและไปกระจุกตัวรวมกันอย่างหนาแน่นที่บริเวณศูนย์กลางของป่าหิมะแห่งนี้ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดทราบ ไอวิเศษที่เต็มไปด้วยปราณชีวิตเ่าั้ก็ได้ก่อตัวเป็หญิงสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้างดงาม เส้นผมดำขลับที่ยาวสยายเลยบั้นท้ายลงไป ผิวเนียนละเอียดหมดจด และบริเวณกลางหน้าผากปรากฏปานแดงลักษณะเช่นดอกมู่หลัน คล้ายว่าตระหนักรู้ถึงการกำเนิดและพลังิญญาของตน หญิงสาวผู้นั้นได้ตอบรับพลังแห่งธรรมชาติโดยบันดาลตำหนักมู่หลัน์ขึ้นที่กลางหัวใจแห่งป่าเหมันต์
ในแต่ละวัน นายหญิงแห่งตำหนักมู่หลัน์ใช้เวลาไปกับการฝึกตนทั้งพลังปราณและอาวุธ รวมทั้งเวทย์โอสถและเวทย์อักขระ สี่หมื่นปีผ่านไปนางกลายเป็ผู้สำเร็จหมื่นวิชาเวทย์พันกระบวนยุทธิ์และยังเป็เลิศในการหลอมรวมธาตุก่อกำเนิดทั้งเก้าทั้งน้ำแข็ง ไฟ น้ำ ลม ทอง หิน ไม้ แสง และความมืดด้วยนางถือกำเนิดขึ้นมาจากเก้าปราณธาตุรวมศูนย์ เพราะฉะนั้นสำหรับหญิงสาวเ้าของตำหนัก์ผู้นี้แล้วนางจะสามารถหยิบยืมปราณธาตุที่ปรากฏทั่วทั้งดินแดนได้ทุกเมื่อยาม้า และด้วยอานุภาพของไอปราณแห่งมู่หลันแดงอันเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต นางยังคงอ่อนเยาว์และงามสง่าเฉกเช่นครั้งที่ถือกำเนิดขึ้นมา หากเป็ผู้อื่นแล้วการมีตำหนิบนร่างกายยิ่งที่ใบหน้าย่อมไม่ใช่เื่พึงประสงค์และอาจถูกมองว่าน่ารังเกียจเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเป็นางแล้วเื่ราวกลับพลิกด้านเนื่องจากปานแดงรูปดอกมู่หลันที่กลางหน้าผากดูแล้วยิ่งส่องประกายเป็เอกลักษณ์ที่งดงาม
กลางราตรีหนึ่งที่เงียบสงัด นางนั่งกระสับกระส่ายบนแท่นฝึกด้วยปราณธาตุทั้งเก้าในร่างกายส่งสัญญาณว่าจะมีสิ่งสำคัญเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ เมื่อไม่อาจอดทนต่ออาการร้อนรนในอกได้ จึงใช้เวทย์ย่นระยะทางก้าวไปสู่ศูนย์กลางของป่าหิมะ เพียงชั่วพริบตาเดียวนางก็จากฝั่งตะวันออกมายืนอยู่หน้าตำหนักมู่หลันา เมื่อธรรมชาติรับรู้การมาถึงของนางก็บันดาลให้เกิดความมหัศจรรย์ด้วยการให้กำเนิดสัตว์เวทย์ทั้งเก้าซึ่งจะเป็าาแห่งสัตว์เวทย์ทั้งปวง แผ่นดินรอบทิศของป่าเหมันต์เกิดรอยแยก ปราณธาตุทั้งเก้าสายไหลเวียนเคลื่อนผ่านรอยแยกนั้นไปรวมกันเหนือแหล่งรวมศูนย์ของธาตุโบราณ เวลาผ่านไปครึ่งเค่อธาตุน้ำแข็งได้ก่อกำเนิดัหิมะ ธาตุไฟก่อกำเนิดหงส์เพลิง ธาตุน้ำก่อกำเนิดกิเลนผยอง ธาตุลมก่อกำเนิดอินทรีทอง ธาตุทองก่อกำเนิดพยัคฒา ธาตุหินก่อกำเนิดหมาป่าูเา ธาตุไม้ก่อกำเนิดหมีใหญ่ ธาตุแสงก่อกำเนิดจิ้งจอกขาว และธาตุความมืดก่อกำเนิดอสรพิษดำทมิฬ เก้าสัตว์เวทย์ถือกำเนิดในร่างแท้จริงก่อนที่จะเปลี่ยนสู่ร่างมนุษย์ เมื่อสัตว์เวทย์ในร่างมนุษย์เ่าั้พบว่าที่ศูนย์กลางของพวกมันปรากฏหญิงสาวที่มีกลิ่นอายของไอิญญาแห่งมู่หลันแดงก็คุกเข่าลงแล้วกล่าวพร้อมกัน
“นายหญิง” หลังจากที่กล่าวจบมนุษย์ชายหญิงทั้งเก้าก็ได้สละโลหิตของตนหนึ่งแต้มใหญ่ในขณะที่ฟากของหญิงสาวผู้สวมอาภรณ์สีแดงก็กระทำเช่นเดียวกัน การกระทำนี้เรียกว่าการก่อพันธะผูกพัน
“ลุกขึ้นเถิด” หญิงสาวเ้าของปานรูปดอกมู่หลันกล่าวขึ้นภายหลังการทำพันธะเสร็จสิ้น
“ขอรับ / เ้าค่ะ” เก้าสัตว์เวทย์ตอบรับและลุกขึ้นยืน ในเวลานี้หญิงสาวได้พิศดูร่างมนุษย์ทั้งเก้าตนก็พบว่าสัตว์เวทย์ทั้งเก้าของนางนั้นผู้เป็บุรุษก็หล่อเหลาผู้เป็สตรีก็งดงามหาใครเทียบ
“พวกเ้ามีนามว่าอย่างไรกันบ้าง” ผู้เป็นายเอ่ยถาม
“พวกข้าหาได้มีชื่อเรียกขานไม่ ขอนายหญิงช่วยคิดหาให้ด้วยขอรับ” เหล่าสัตว์เวทย์นิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนที่ร่างมนุษย์ของัหิมะจะกล่าวขึ้น
“ถ้าเช่นนั้น ัหิมะเ้ามีนามว่าจู้หลง หงส์เพลิงคือเฟิ่งหวง กิเลนให้ชื่อไห่หยาง อินทรีเรียกหวางซู่ พยัคฆาคือเหย่หู หมาป่าให้นามเสวหลาง หมีใหญ่ชื่อว่าโหย่วสง จิ้งจอกขาวคือเหม่ยหยวน อสรพิษนามหม่างเสอ”
“ขอบคุณนายหญิง” เก้าสัตว์เวทย์กล่าวขอบคุณนายหญิงหลังจากได้นามของทุกตนเรียบร้อยแล้ว
หลังจากพานพบกัน หนึ่งสตรีเก้าสัตว์เวทย์ใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเหมันต์ โดยผู้เป็นายอาศัยอยู่ที่ตำหนักหลักอันเป็ศูนย์กลาง ในขณะที่สัตว์เวทย์ทั้งเก้าต่างแยกกันไปอาศัยอยู่รอบป่าหิมะตามจุดที่ปราณธาตุของตนหนาแน่นที่สุด แม้จะมีพันธะผูกพันกันไว้ นายหญิงแห่งป่าเหมันต์ได้ให้อิสระกับสัตว์เวทย์ทุกตนในการใช้ชีวิตของตน ให้กลับมาเมื่อเรียกหา หากแต่เหล่าสัตว์เวทย์กลับ้าที่จะอยู่ข้างๆ นายหญิง กล่าวได้ว่าทุกชีวิตในป่าแห่งนี้หาได้เป็เพียงนายบ่าวหรือเพื่อนร่วมแผ่นดิน แต่เป็ครอบครัวของกันและกัน แม้ว่าพวกมันจะถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับปราณธาตุที่กล้าแข็งแต่ก็ยังจำเป็ต้องฝึกฝนในการใช้พลังเ่าั้ออกไป ด้วยเหตุนี้ผู้เป็นายจึงจัดให้มีการประลองฝีมือระหว่างกันทุกๆ สามวันเพื่อตรวจสอบและกระตุ้นความก้าวหน้าของเหล่าสัตว์เวทย์ ในกลุ่มพวกมันผู้ที่มีพัฒนาการมากที่สุดคือจู้หลงและเฟิ่งหวง ัหนุ่มและหงส์สาว เพราะฉะนั้นในการประลองครานี้ทั้งสองตนจำต้องประลองกำลังกันและแน่นอนว่าการประลองครั้งนี้ย่อมเป็ที่ตั้งตารอของหนึ่งคนและเจ็ดสัตว์เวทย์ที่เหลือด้วยน้ำแข็งกับไฟช่างเป็การปะทะที่พาให้ใจคนหนาวเหน็บและรุ่มร้อนำปในคราเดียวกัน
เมื่อวันประลองมาถึง สมาชิกของป่าเหมันต์ต่างมารวมตัวกันบริเวณลานประลองฝั่งตะวันตกที่กินขนาดเท่าหุบเขาหกลูก บริเวณแห่งนี้มีความพิเศษคือมีเพียงไอิญญาแต่ปราศจากปราณธาตุทั้งปวงด้วยหญิงสาวเ้าของปานแดงรูปดอกมู่หลันตระหนักได้ว่าหากการประลองเกิดขึ้นบนพื้นที่ซึ่งมีปราณธาตุอย่างหนึ่งหนาแน่นย่อมไม่เป็ธรรมต่อผู้เข้าประลองที่ไม่ได้สังกัดปราณธาตุนั้น อีกทั้งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าผู้ประลองมีพัฒนาการขึ้นหรือไม่ นางจึงได้ดึงปราณธาตุออกไปและทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็ลานประลองอย่างแท้จริง เมื่อเหล่าสัตว์เวทย์เห็นนายหญิงของตนเดินเข้ามาจึงได้กล่าวคำนับ
“นายหญิง”
“หากมาพร้อมกันแล้วก็เริ่มกันเลยเถิด... จู้หลง เฟิ่งหวง ตั้งใจเข้าเล่า ข้าอยากรู้นักว่าวันนี้ป่าเหมันต์จะยังคงถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหรือว่าข้าจะได้เห็นเพลิงแผดเผาไปทั่วทั้งหุบเขา” นางพยักหน้ารับคำทักทายแล้วจึงกล่าวสำทับกับหนึ่งัหนึ่งหงส์เพลิงพลางหัวเราะร่าเริง
“เ้าค่ะ ข้าจะทำให้ป่าเหมันต์กลายเป็ป่าคิมหันต์ให้ได้” เฟิ่งหวงตอบรับนายหญิงของตนอย่างหนักแน่น
“อย่าชะล่าใจมากไปนัก ถึงจะเป็สตรีข้าก็ไม่อ่อนข้อให้เ้าแน่” จู้หลงกล่าวทันทีหลังจบคำหงส์เพลิง
“พวกเ้าดูสิ ยังไม่ทันเริ่มประลอง พวกนั้นก็ตีกันเสียแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” หม่างเสอกล่าวกับสหายตนอื่นพลางขำขันอย่างสนุกสนาน หม่างเสอตนนี้เป็อสรพิษดำที่เมื่ออยู่ในร่างมนุษย์ก็มีรูปร่างบึกบึนสูงใหญ่เฉกเช่นเมื่ออยู่ในร่างกำเนิด อีกทั้งยังคงลักษณะของความเ้าเล่ห์ไว้บนใบหน้าตลอดเวลา
“เอาเถิด เริ่มเลยเถิด... จู้หลง เฟิ่งหวง ขึ้นสู่ลานประลอง” ผู้เป็นายหญิงสั่ง เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว สองสัตว์เวทย์คู่ประลองจึงได้ขึ้นสู่ลานประลองและเริ่มการตัดสินผู้เป็หนึ่งของสัตว์เวทย์แห่งป่าเหมันต์
เมื่อสัญญาณให้เริ่มการประลองดังขึ้น ทั้งัหนุ่มและหงส์สาวพุ่งเข้าใส่กันอย่างรวดเร็ว ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ เวลาผ่านไปกว่าสิบชั่วยามในที่สุดเฟิ่งหวงก็ได้โอกาสออกกระบวนท่าโจมตีอีกครั้ง นางออกปราณธาตุไฟโจมตีไปที่เบื้องหน้าของจู้หลง หากแต่ัหิมะหลบเลี่ยงได้ทันจึงไม่โดนลูกเพลิงเล่นงาน ในขณะเดียวกันัหนุ่มก็ใช้ปราณธาตุน้ำแข็งของตนออกโดยบันดาลให้เกิดลิ่มน้ำแข็งหลายร้อยเล่ม อาวุธแหลมคมที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บไม่ต่างจากไอเย็นของป่าเหมันต์เหล่านี้พุ่งตรงไปที่ร่างปราดเปรียวของเฟิ่งหวงในบัดดล ยากเกินกว่าจะหลบเลี่ยงได้ทั้งหมด ผ่านไปเพียงหนึ่งลมหายใจร่างของหงส์เพลิงก็เต็มไปด้วยลิ่มน้ำแข็งกว่าสิบเล่ม หงส์สาวผู้ปรานธาตุไฟไม่อาจต้านความหนาวเหน็บได้ ร่างกายของนางทั้งภายในและภายนอกกำลังถูกแช่แข็ง นางไม่อาจเคลื่อนไหวตัวได้อีกต่อไป ทันใดนั้นสัตว์เวทย์ทุกตนก็ได้ยินเสียงของนายหญิงแห่งตำหนักมู่หลัน์
“สิ้นสุดการประลอง สัตว์เวทย์ผู้เป็หนึ่งแห่งป่าเหมันต์ จู้หลง” หญิงสาวผู้สวมอาภรณ์สีแดงเืนกกล่าวขึ้นหลังการประลองจบลงและปรากฏผู้แพ้ชนะ เมื่อสิ้นสุดคำกล่าวนั้น นางจึงใช้พลังปราณดึงลิ่มน้ำแข็งออกจากร่างของเฟิ่งหวงพลางใช้เวทย์โอสถที่เต็มไปด้วยไอิญญาแห่งมู่หลันแดงเข้ารักษาาแของสองสัตว์เวทย์คู่ประลอง
“ยินดีด้วย!!!!” เหล่าสัตว์เวทย์รวมทั้งหงส์เพลิงคู่ประลองต่างกล่าวยินดีกับชัยชนะของัหนุ่ม
เวลาผ่านไปนานนับแสนปี นอกจากพวกของหญิงสาวที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเหมันต์แล้ว เทพเซียน มนุษย์ ปีศาจ และหมู่มารก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนโบราณเช่นกัน ไม่ใช่เื่แปลกอันใดเมื่อมากคนย่อมต้องมากความ ป่าเหมันต์ที่เต็มไปด้วยไอิญญาและปราณชีวิตก็พลอยเป็สถานที่ซึ่งทุกผู้คนต่าง้าไปเยือน หากแต่ไม่อาจมีใครอาจเอื้อมเหยีบย่างเข้าไปได้ด้วยนายหญิงของที่แห่งนั้นไม่้าให้เกิดการแก่งแย่งชุลมุนขึ้น นางจึงเร้นกายและกำบังป่าเหมันต์ให้พ้นจากสายตาของผู้คนนับแต่นั้น เมื่อไม่มีใครรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นมีนามว่าอย่างไร ชื่อของนางถูกเรียกขานตามชื่อของพืชวิเศษคือมู่หลัน กำเนิดเป็เทพามู่หลันแห่งป่าเหมันต์ ในขณะที่สัตว์เวทย์ทั้งเก้าได้รับการกล่าวขานในชื่อ สัตว์เวทย์โบราณแห่งแดน์