ตอนที่ 13: ชุดใหม่
หมอซ่งมองไปยังลูกชายของตัวเองที่ยิ่งทำก็ยิ่งไม่ได้เรื่องแล้วรีบคว้าจับตัวของอีกฝ่ายเอาไว้ “เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง แกจะทำอะไรกับเขา?” จากนั้นเขาก็หันหน้าไปหาฉู่เฉิง “นี่พี่สาวของเธอให้มา เธอก็สวมซะสิ ตอนนี้อากาศเย็นแล้วแต่พวกเราไม่ได้สังเกตเลยว่าเสื้อผ้าที่เธอมีอยู่ใส่ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวกลับไปฉันจะลองถามคนอื่นดูว่าพอจะมีเสื้อผ้าไม่ใช้แล้วให้เธอบ้างหรือเปล่า” ฉู่เฉิงไม่อยากรบกวนหมอซ่ง เกษตรกรไม่มีตั๋วผ้า ดังนั้นหากจะเย็บชุดขึ้นมาก็คงไม่ง่าย นอกจากนี้เสื้อผ้าเก่าๆยังมีประโยชน์อยู่บ้างคงไม่สามารถให้คนอื่นได้ฟรีๆ ฉู่เฉิงจึงพูดออกไป “ลุงซ่ง ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่รบกวนคุณดีกว่า” หมอซ่งเลิกอธิบายเหตุผลกับฉู่เฉิงและไม่มีเรื่องอะไรจะพูดต่อ แต่แล้วฉู่เฉิงก็คิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ลุงซ่ง พรุ่งนี้พี่สาวจะพาผมเข้าเมือง ตอนเที่ยงคงไม่กลับมากินข้าวนะครับ” “ได้สิ เธอจะต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังพี่สาว อย่าวิ่งซนไปทั่วล่ะ ในเมืองมีโจรลักพาตัว อย่าปล่อยให้พวกมันลักพาตัวเธอไปได้นะ เดี๋ยวลุงจะให้เงินเธอไปสักหน่อย เธอเอาไปนะ พรุ่งนี้จะได้เอาไปซื้อขนมกิน” เมื่อพูดจบหมอซ่งก็หยิบเงินออกมา ฉู่เฉิงเห็นดังนั้นจึงปฏิเสธออกไป “ลุงครับ ผมไม่เอาเงินของลุงหรอก พี่สาวบอกว่าเธอจะซื้อให้ผมเอง” หมอซ่งกำลังคิดว่าหลินซีเป็นเพียงแค่ยุวปัญญาชนคนหนึ่ง ตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับเงินส่วนแบ่งเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเธอจะมีเงินได้อย่างไร เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงยืนยันที่จะให้เงินฉู่เฉิง แต่ฉู่เฉิงก็ยืนยันที่จะไม่รับไปเช่นกัน หมอซ่งจึงไม่มีทางเลือกและทำได้แต่เก็บเงินกลับไป พอถึงตอนเช้าหลินซีก็มาถึงศูนย์อนามัย ฉู่เฉิงรอเธออยู่ที่หน้าประตูลานศูนย์อนามัยได้สักพักแล้ว เมื่อเห็นเงาร่างของหลินซีเขาก็รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับเธอทันที ลูกหมอซ่งเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้สึกขบขันจนต้องพูดหยอกออกไป “เธอมาแล้วเหรอ เจ้าเด็กนี่รอเธออยู่หน้าประตูตั้งแต่เช้าเลย” เมื่อมีคนหัวเราะเยาะเขาฉู่เฉิงก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที หลินซีได้ยินดังนั้นก็ลูบหัวเด็กน้อยเบาๆแล้วพูดขึ้น “รอไม่ไหวแล้วใช่ไหมล่ะ พวกเราไปกันเถอะ” เมื่อมองเห็นชุดใหม่ที่อยู่บนตัวของฉู่เฉิง หลินซีก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ในร้านค้าใจดำนั่นชุดนี้มีราคาตั้ง 8 เหรียญทอง แถมหลินซียังเย็บผ้าไม่เป็นเธอจึงได้แต่กัดฟันซื้อมันไป หลังจากได้เห็นฉู่เฉิงสวมใส่มันไปแล้วเธอก็รู้สึกเหมือนเขาได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่และรู้สึกปวดใจน้อยลง ฉู่เฉิงสังเกตเห็นว่าหลินซีมองเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาก็ยิ่งรู้สึกเขินอายเข้าไปอีกและได้แต่เดินตามหลังหลินซีไปด้วยความเขินอาย เมื่อสัมผัสได้ถึงความเขินอายของเด็กน้อย หลินซีจึงดึงเขามายืนอยู่ข้างกายแล้วพูดขึ้น “กล้าๆหน่อยสิ ใส่เสื้อผ้าตัวใหม่ยังมีอะไรต้องอายอีก? หน้าตาเธอก็ดูดี พอใส่ชุดนี้ก็ยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่” หลินซีก้มหน้าลงแล้วกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ ทั้งสองคนทักทายกับหมอซ่งก่อนจะเดินออกไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน ที่ทางเข้าหมู่บ้านมีรถไถนาจอดอยู่ 1 คัน บนนั้นมีชาวบ้านนั่งอยู่ 2 คน ส่วนคนที่ขับรถไถนาก็คือฉู่ไป๋ชวนซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอายุ 20 คนหนึ่ง เมื่อเขาหันมาเห็นฉู่เฉิงเขาก็รู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อมองเห็นหลินซีที่อยู่ข้างกายฉู่เฉิงเขาก็รู้สึกงุนงงขึ้นมา สองคนนี้มาด้วยกันได้ยังไงล่ะเนี่ย แต่ถึงอย่างนั้นบนใบหน้าของเขาก็ยังคงมีรอยยิ้ม “ยุวฯหลิน จะเข้าเมืองเหรอครับ!” “ใช่ค่ะ ฉันจะพาฉู่เฉิงเข้าไปเดินเล่นในเมืองหน่อย” ฉู่เฉิงส่งเสียงเรียกเขาว่า “พี่ห้า” แสดงว่าทั้งสองคนมีสายสัมพันธ์เป็นญาติกัน และเมื่อนับตามลำดับแล้วฉู่เฉิงจึงเรียกเขาว่าพี่ห้า ฉู่ไป๋ชวนส่งเสียงตอบรับ หลินซีหยิบเงินออกมา 1 เหมา (หน่วยเงินจีนโดย 1 เหมา เท่ากับ 10 เฟิน) แล้วยื่นส่งให้ฉู่ไป๋ชวน การโดยสารรถไถนาต้องจ่ายคนละ 5 เฟิน เมื่อฉู่ไป๋ชวนรับเงินไปแล้วเขาก็ให้พวกหลินซีขึ้นไปบนรถ หลินซีหาที่ว่างสักที่แล้วนั่งลงโดยมีฉู่เฉิงนั่งถัดไปจากเธอ ทุกคนต่างมองไปยังเสื้อผ้าตัวใหม่ที่อยู่บนตัวของฉู่เฉิง บางคนก็ทักทายกับหลินซีแต่สายตาของพวกเขากลับมองดูเสื้อผ้าของฉู่เฉิงอยู่ตลอด เด็กๆในหมู่บ้านจะได้รับเสื้อผ้าชุดใหม่ก็ต่อเมื่อถึงปีใหม่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ปีใหม่และยังไม่ใช่เทศกาลอะไรแต่ฉู่เฉิงกลับได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนจัดเตรียมให้เขากันแน่ หลังจากสำรวจไปซักพักแล้วพวกชาวบ้านก็หันมาพูดคุยสัพเพเหระกับหลินซี จากนั้นไม่นานผู้คนก็ค่อยๆทยอยเดินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วหญิงสาวผมสั้นคนหนึ่งก็พาลูกของตัวเองขึ้นมานั่งบนรถ เมื่อฉู่เฉิงเห็นผู้มาใหม่เขาก็ก้มหน้าลงเพื่อปกปิดแววตาของตัวเอง หญิงสาวพาลูกของตัวเองขึ้นมาบนรถ เมื่อมองเห็นฉู่เฉิงเธอก็ตกใจขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นเธอก็มองไปที่เสื้อผ้าชุดใหม่บนตัวฉู่เฉิงก่อนที่ใบหน้าของเธอจะบิดเบี้ยวขึ้นมา “ทำไมแกถึงทำตัวไร้มารยาทแบบนี้ เห็นญาติผู้ใหญ่ทำไมไม่ทักทาย” จินชุ่ยเชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยปากสั่งสอนฉู่เฉิง หลินซีขมวดคิ้วมองดูจินชุ่ย “คุณอาคนนี้เป็นอารองของฉู่เฉิงเหรอ?” “ถ้าใช้แล้วจะทำไม?” น้ำเสียงแหลมสูงของจินชุ่ยเสียดแทงเข้าไปในหูของหลินซี จากนั้นหลินซีจึงพูดออกมาเนิบๆ “ในเมื่อเป็นคนตระกูลฉู่ ทำไมถึงได้ติดหนี้ค่ายารักษากับหมอซ่งแล้วไม่ยอมใช้คืนล่ะ?” ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา จินชุ่ยรู้สึกอับอายขายหน้าเพราะคำพูดของหลินซี เธอจึงพูดออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำจากความโมโห “เธอเป็นใคร เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย? ในเมื่อพ่อมันไม่ต้องการมันแล้ว ทำไมต้องจ่ายค่ายาให้มันด้วยล่ะ?” จินชุ่ยทนฟังไม่ได้เมื่อมีใครต้องการจะหยิบเงินออกจากกระเป๋าของเธอ “ในเมื่อไม่เอาเขาแล้ว ก็แสดงว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเขาแล้วสิ แล้วทำไมเขาจะต้องทักทายด้วยล่ะคะ? ในเมื่อถูกคนไล่ออกจากบ้านมาแล้วยังจะต้องเกรงใจอะไรอีกเหรอ ไม่ทักทายก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” บนใบหน้าของหลินซีปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าดวงตาของเธอกลับทอประกายเยาะเย้ย จินชุ่ยพูดไม่ออกขึ้นมาทันใด ส่วนคนในหมู่บ้านก็มองจินชุ่ยด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง จากนั้นคุณยายคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆก็พูดขึ้นมา “เมียเอ้อร์เกิน เธอไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เธอพูดมาแต่ละทีเสียงก็บาดหูจนฉันปวดหัวไปหมด ถ้าเธอยังจะต่อปากต่อคำต่อก็ลงไปเถอะ กระดูกกระเดี้ยวของฉันจะทนไม่ไหวแล้ว” เสียงของคุณยายไม่ได้ดังมาก แต่เธอกลับมีท่าทางเปี่ยมอำนาจอย่างหาได้ยาก ใบหน้าของจินชุ่ยไม่น่ามองขึ้นมาทันใด แต่เธอก็ไม่กล้าขึ้นเสียงกับคุณยายคนนั้นเพราะคุณยายคนนั้นเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่แม้แต่ผู้แทนฯถังก็ยังต้องพูดกับเธอด้วยความเกรงใจ จินชุ่ยดึงลูกของตัวเองออกมาแล้วเปลี่ยนที่นั่งไปอยู่อีกมุมหนึ่ง ฉู่ไป๋ชวนเดินขึ้นมาทักทาย “คุณยายเหลียน คุณยายอายุมากแล้วขึ้นไปนั่งข้างหน้าเถอะครับ ด้านหลังลมแรงเดี๋ยวจะพัดคุณยายปลิวเอานะครับ” คุณยายโบกมือไปมา “ไม่ต้องหรอก ฉันนั่งที่นี่ได้ เธอขับรถให้ปลอดภัยหน่อยก็พอแล้ว” ฉู่ไป๋ชวนตกปากรับคำ คุณยายหันมองไปรอบๆก่อนที่เธอจะเดินมานั่งอยู่ข้างๆหลินซี ฉู่เฉิงเอ่ยปากทักทายคุณยายก่อนที่คุณยายจะลูบหัวเข่าแล้วพูดขึ้นมา “เจ้าหนูฉู่สินะ ว่างๆก็มาเล่นกับยายบ้างนะ” ฉู่เฉิงพยักหน้า ตาของเป่าเอ๋อร์จ้องมองเสื้อผ้าชุดใหม่ของฉู่เฉิงอยู่ตลอด จากนั้นเขาก็อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกตเห็นดึงแขนเสื้อจินชุ่ย “แม่ ผมก็อยากได้ชุดใหม่เหมือนมันด้วย” จินชุ่ยไม่มีเงินซื้อชุดใหม่ให้ลูกชาย เรื่องจ่ายเงินไม่ต้องพูดถึง ชุดใหม่ยังต้องใช้ตั๋วผ้าอีกจำนวนไม่น้อยซึ่งที่บ้านของเธอไม่มีเลยสักใบ ดังนั้นเธอจึงได้แต่กัดฟันพูดออกไป “ลูกรอหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวแม่จะหาวิธีเอง” รถไถนาส่งเสียงดังแท่ดๆๆอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงในตัวเมือง หลังจากทุกคนนัดแนะเวลากลับหมู่บ้านเรียบร้อยแล้วต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไป หลินซีพาฉู่เฉิงเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวจินชุ่ยก็ตามมาหาเธอทันที เธอคาดไม่ถึงว่าฉู่เฉิงจะมากับหลินซีและคิดว่าเจ้าเด็กสารเลวนั่นมาคนเดียว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลินซีเธอก็ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อยและยังถามออกไปเสียงแหลม “เจ้าเด็กเลว แกไปเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหน?” ฉู่เฉิงจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “เกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ?” “แกขโมยมาใช่ไหมล่ะ ขโมยมาใช่หรือเปล่า? เอาเสื้อผ้าพวกนั้นมาให้ฉันนะ เสื้อผ้าพวกนั้นไม่ใช่ของที่แกจะใส่ได้ เอามาให้ฉัน แล้วฉันจะเอาเสื้อผ้าอีกชุดที่แกสมควรใส่ให้” จินชุ่ยถลึงตาจ้องมองฉู่เฉิง เป่าเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างก็ตะโกนร้องโวยวายออกมา “เอามาให้ฉันใส่นะ เอามาให้ฉันใส่ ถอดออกมาเดี๋ยวนี้นะ เอามาให้ฉันใส่” หลินซีถึงกับต้องยกยิ้มขึ้นมาเพราะครอบครัวที่น่าเหลือเชื่อพวกนี้ เธอรุดหน้าขึ้นมาแล้วดึงฉู่เฉิงไปหลบด้านหลังก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง “คุณอาจิน จะทำอะไรก็ไว้หน้ากันบ้างได้ไหม? ฉู่เฉิงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวคุณแล้ว คุณยังจะมาแย่งของของเด็กอีกเหรอ หนังหน้าของคุณนี่มันจะหนาเกินไปแล้วหรือเปล่าคะ อีกอย่างคุณไม่มีหลักฐานอะไรก็มาแหกปากว่าเด็กตัวแค่นี้แย่งของของบ้านคุณ แล้วคุณที่จ้องจะเอาของของเด็กแบบนี้จะนับว่าเป็นตัวอะไร?” จินชุ่ยไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับเธอจึงรีบก้าวออกไปด้านหน้าหวังจะตบตีหลินซี ทว่าฉู่เฉิงกลับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วแล้วกระแทกจินชุ่ยอย่างแรงจนทำให้ร่างของจินชุ่ยซวนเซแทบล้มก้นจ้ำเบ้า จากนั้นจินชุ่ยก็ชี้หน้าฉู่เฉิงแล้วตะโกนด่าทอออกมา “ไอ้พวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา นี่แกกล้าผลักฉันเหรอ กลับไปฉันจะไปบอกพ่อแกให้มาตีแกให้ตาย รีบเอาเสื้อผ้าพวกนั้นมาให้ฉันซะ” หลินซีคิดว่าคงพูดกับเธอไม่รู้เรื่องแล้ว จินชุ่ยเสียงแหลมบาดหูจนดึงดูดผู้คนเข้ามามุงดูอยู่รอบๆไม่น้อย หลินซีกรอกตาไปมารอบหนึ่งก่อนที่เธอจะดึงฉู่เฉิงเดินถอยไปด้านหลังอย่างช้าๆ จินชุ่ยเห็นว่าพวกเขากำลังจะหนีไปก็รีบตามเข้ามา หลินซีจึงถอยไปด้านข้างแล้วตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “อย่าเข้ามานะ อย่ามาแย่งของของพวกเรา อย่าแย่งของของพวกเรา” เมื่อได้ยินคำว่าแย่งของคนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นบางคนก็เดินข้ามามุงดู จินชุ่ยตื่นตกใจขึ้นมาเล็กน้อยแล้วตะโกนด่าออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ยัยเด็กเวร แกจะตะโกนหาอะไร?” มีบางคนเข้ามาจับตัวจินชุ่ยที่ทำท่าเหมือนจะเข้าไปทุบตีอีกฝ่ายเอาไว้แล้วถามเธอ “เธอจะทำอะไรน่ะ?” จินชุ่ยชี้ไปที่ฉู่เฉิง “นั่นเป็นหลานชายของฉัน มันเอาของบ้านฉันไป ฉันจะสั่งสอนมัน พวกแกอย่ามายุ่ง” หลินซีตอบกลับไปเสียงเย็น “คุณอา คุณบอกว่าอะไรเป็นของบ้านคุณนะ เด็กคนนี้ไม่เคยได้ของอะไรจากบ้านคุณทั้งนั้น ตอนแรกเขาถูกไล่ออกมาจากบ้านมือเปล่าด้วยซ้ำ” จินชุ่ยไม่อยากเอาเรื่องในบ้านมาป่าวประกาศให้คนอื่นรู้เพราะมันน่าขายหน้ามาก เธอมองไปยังผู้คนรอบๆที่เข้ามามุงมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คิดว่าสถานการณ์ของตัวเองเริ่มไม่ดีแล้ว เธอจึงทิ้งประโยคเกรี้ยวกราดเอาไว้ก่อนจากไป “ฝากไว้ก่อนเถอะ กลับไปแล้วฉันจะไปจัดการกับพวกแก” พูดจบเธอก็ดึงเป่าเอ๋อร์เดินจากไป หลินซีเองก็ไม่อยากเสียเวลาเธอจึงอธิบายสถานการณ์อย่างคร่าวๆก่อนคนที่เข้ามามุงดูทั้งหลายจะสลายตัวไป ฉู่เฉิงมองหลินซีด้วยใบหน้าฉายแววเจ็บปวดหลินซีจึงรีบเข้าไปปลอบเขาทันที “ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องคิดมาก ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนขี้โกง กลับไปฉันจะไปบอกผู้แทนฯถังให้ คงไม่มีเรื่องอะไรหรอก” ฉู่เฉิงจับมือหลินซีเอาไว้ก่อนจะถามออกมาพร้อมดวงตาที่ทอประกายสับสน “พี่ครับ ทำไมพวกเขาถึงไม่ชอบผมล่ะ? ในเมื่อผมก็อยู่ห่างๆพวกเขาแล้ว ทำไมพวกเขายังเกลียดผมอีกล่ะ?” หลินซีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา เธอพลิกกลับไปกุมมือเขาเอาไว้แล้วพูดขึ้น “คนบางคนก็หัวใจมืดบอด มองไม่เห็นความดีของเธอ คนอื่นไม่ชอบเธอก็ช่าง แต่ฉันชอบเธอนะ พวกหมอซ่งเองก็ชอบเธอมากเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?” ฉู่เฉิงได้ยินดังนั้น ดวงตาของเขาก็ทอประกายความหวังขึ้นมาอีกเล็กน้อย “พี่ครับ พี่จะไม่จากผมไปไหนใช่ไหม? พี่จะชอบผมตลอดไปใช่ไหมครับ?” หลินซีมองท่าทางรอคอยคำตอบอย่างกระตือรือร้นของฉู่เฉิงแล้วทรุดตัวลงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ใช่แล้ว พี่จะไม่จากเธอไปไหน” ในที่สุดฉู่เฉิงก็เผยรอยยิ้มโล่งใจขึ้นมา “พวกเราสัญญากันแล้วนะ” พูดจบเขาก็ดึงมือหลินซีเดินต่อไปอย่างมีความสุข หลินซีรู้สึกเหมือนตัวเองตกลงไปในกับดัก แต่คิดไปคิดมาตรงหน้าก็เป็นเพียงเด็ก 10 ขวบคนหนึ่งเท่านั้น เขาคงจะกลัวการถูกทอดทิ้งถึงได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา และเมื่อถูกลากออกไปอีกครั้งเธอจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย ทันใดนั้นเสียงเอไอก็ดังขึ้นมาข้างหูของเธออีกครั้ง “ยินดีด้วย เธอบรรลุภารกิจต่อเนื่อง---ได้รับความรู้สึกดีจากฉู่เฉิง ความคืบหน้า 80% ได้รับรางวัลระบบ 120 เหรียญทอง” ในที่สุดระบบที่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเนิ่นนานก็เสนอหน้าออกมาอีกครั้ง เหรียญทองที่ได้เป็นรางวัลในครั้งนี้เพิ่มขึ้นมาไม่น้อยจนทำให้หลินซีรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบใจ แต่พอมาคิดเรื่องนี้ดูดีๆแล้วเหรียญทองที่เธอได้รับเป็นรางวัลในช่วงก่อนหน้านี้ก็ถูกใช้เพื่อช่วยฉู่เฉิงไปเกินกว่าครึ่ง เธอจึงไม่รู้ว่าของรางวัลพวกนี้มีไว้ให้ใครกันแน่