แต่ความสงบดังกล่าวเป็นอยู่ได้ไม่นานมันคล้ายกับในอากาศมีประจุไฟฟ้าแล่นผ่านเข้ามาด้วยกำลังแรงสเลเตอร์เดินออกจากจุดที่ยืนอยู่ แววหยามหยันบนใบหน้าเพิ่มความเข้มขึ้นดวงตาคู่สีเทาเป็นประกายด้วยแสงสีเงิน
“เยี่ยมมาก”
เขากระแทกเสียงตอบออกมากรามขบกันจนนูนเป็นสัน
“คนอย่างคุณไม่เคยสนใจกับความรู้สึกของผมหรอก..คุณไม่เคยแคร์ความรู้สึกของใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเองและสิ่งที่ต้องการ”
เธอแทบไม่กล้าเผชิญกับสายตากราดเกรี้ยวคู่นั้นจับหูกระเป๋าถือในมือไว้แน่น
“ฉันไม่ตำหนิคุณหรอกนะที่คิดอย่างนั้นเกี่ยวกับตัวฉันเพราะฉันเป็นคนสร้างความเดือดร้อน ความเจ็บใจให้กับคุณเอง”
ดอว์นพูดอย่างยอมรับพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงไว้
“เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำลงไปน่ะมันผิดและฉันก็เสียใจมาก”
“ที่พูดมาทั้งหมดนี่หมายความว่ายังไง?”
เขาเคลื่อนตัวเข้ามาหาทีละก้าว..ทีละก้าว..ช้าๆ
จนเมื่อเขามาหยุดอยู่ใกล้ดอว์นจึงได้ตระหนักว่า ก่อนหน้านี้เขาอยู่ห่างจากเธอมากเพียงไรแต่ขณะนี้เขาก็เข้ามาหยุดอยู่ใกล้เหลือเกิน เรือนร่างนั้นสูงตระหง่าน ช่วงไหล่ผึ่งผายกว่าที่เธอคิดอยู่ในใจในตอนแรกความตื่นเต้นดูจะแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์และทำให้ประสาททุกส่วนตื่นตัวขึ้น
“ก็หมายความว่าฉันเสียใจที่ทำร้ายจิตใจคุณน่ะสิคะ”
เธอไม่ทราบจะพูดอย่างไรจึงจะให้เขาเชื่อได้ว่าคำขอโทษนั้นมันเกิดขึ้นด้วยความจริงใจ
ริมฝีปากเขาเครียดเคร่งสันกรามเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม
“ขอโทษที่ทำร้ายจิตใจผมอย่างนั้นเรอะ?”
สเลเตอร์ทวนคำพูดของเธอด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“คุณพูดอย่างกับว่าผมถูกชกล้มลงแล้วก็มีแผลแค่หัวเข่าแตกเลยนะ”
เขาปฏิเสธที่จะรับคำขออภัยจากเธอโดยสิ้นเชิง
“คุณก็รู้ว่าผมรักคุณมาก..”
คำพูดนั้นผ่านไรฟันที่ขบแน่น
“ตอนที่คุณแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นคุณเอาทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งหัวใจ ทั้งศักดิ์ศรีและทุกสิ่งของผมไปหมดคุณทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าที่แทบจะทำให้ผมหมดความเป็นผู้เป็นคนมันว่างเปล่าเหมือนบ้านหลังนี้ ผมเป็นยังไง..ห่วงหาคุณแทบเป็นบ้า...”
หยาดน้ำตาร้อนๆ หล่อรื้นขึ้นในหน่วยตาความเจ็บปวดเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ ดอว์นประสานสายตาอยู่กับเขา เมื่อครั้งกระนั้นเธอเห็นแก่ตัวเสียจนมองไม่เห็นผลที่จะเกิดตามมาในภายหลัง จากการกระทำของตนเองมันเป็นการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบกระเทือนให้กับทุกคน คนแรกคือสเลเตอร์ต่อมาก็ซิมป์สัน แรนดี้และแม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง
“ฉันรู้ค่ะ”
เธอพูดเสียงเบา
“แล้วก็เคยหวังว่าเวลาจะช่วยรักษาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้”
หรืออย่างน้อยก็จะช่วยให้เขาคลายความแค้นใจในตัวเธอลงแต่มันไม่ได้เป็นเช่นที่หวังเสียเลย
“ทำไม..?”
สเลเตอร์เอ่ยถามเสียงเครียด
“คุณคิดว่าเมื่อกลับมาอยู่ที่นี่แล้วจะมาสานต่อสิ่งที่เราทำร่วมกันค้างไว้ได้อย่างนั้นใช่ไหม..คุณคิดว่าทุกสิ่งมันจะดีขึ้นอย่างนั้นใช่ไหม?”
เขาเน้นเสียงถาม
“คุณคิดว่าถ้าเพียงแต่คุณจูบเบาๆแค่ทีเดียวไอ้ความเจ็บช้ำที่มันฝังอยู่ในใจผมนี่มันจะหายไปได้อย่างนั้นสินะ”เขาเอื้อมมาจับแขนเธอไว้ นิ้วแข็งๆจิกลงในเนื้อผ้าบางเบา
“ทำไมไม่ลองดูล่ะว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า?”
พูดจบสเลเตอร์ก็กระชากตัวเธออย่างแรงแขนข้างหนึ่งตวัดรัดรอบเอว ขณะที่ความคั่งแค้นความเจ็บช้ำที่สะสมอยู่ถึงสิบเอ็ดปีโถมลงบนเรียวปากอย่างหักหาญ ดอว์นยืนตัวแข็งอยู่กับการลงโทษด้วยวิธีนี้ของเขาเหมือนตัวเองหมดอำนาจที่จะต่อสู้ลงแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
ริมฝีปากอันร้อนแรงกระแทกกระทั้นอยู่กับเรียวปากอย่างตั้งใจจะให้ชอกช้ำมันเป็นจูบที่บ่งบอกถึงความแรงร้อนในอารมณ์ อยากทำลายมากกว่าจะอยากรักใคร่และไยดีความรู้สึกแปลกๆ บังเกิดขึ้นคละเคล้าอยู่กับกลิ่นเครื่องสำอางสำหรับผู้ชายที่กรุ่นอยู่ใต้จมูกและเรือนร่างของผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคุ้นมานานนัก
จุดประสงค์ของการทำเช่นนี้ดูจะมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คืออยากให้เธอได้รู้จักความเจ็บปวดทำร้ายทั้งจิตใจและร่างกายด้วยความรู้สึกเหยียดหยันเช่นเดียวกับที่เธอเคยทำกับเขามาแล้วและสเลเตอร์ก็สามารถจะทำให้ผลมันออกมาอย่างที่ต้องการได้ด้วยแม้ว่าดอว์นจะเสียใจกับการกระทำเช่นนี้และไม่อาจจะแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ได้
จูบที่สะท้อนออกถึงความรุนแรงในอารมณ์คลายลงเมื่อเขาค่อยๆถอนริมฝีปากออก ดอว์นยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นนักโทษในอ้อมแขนเขาเปลือกตาปิดสนิทขณะที่เธอพยายามรวบรวมศักดิ์ศรีที่ถูกทำลาย ให้ประสานเข้ามาดังเดิมลมหายใจของเขาลวกร้อนอยู่กับเรียวปาก หอบกระชั้นราวคนที่วิ่งมาไกลๆ
“คุณมัน..”
ความขุ่นเคืองฉาบอยู่ในน้ำเสียงห้วนห้าวเมื่อจูบที่เขาลงโทษเธอนั้นไม่ได้ส่งผลอย่างที่เขาคาดคิดไว้
ดอว์นเหลือบตาขึ้นมองหน้าเขาช้าๆสเลเตอร์เข้ามายืนอยู่ใกล้จนเธอสามารถจะนับรอยย่นตรงปลายหางตาเขาได้แววเจ็บช้ำเปล่งแสงอยู่ในดวงตาคู่สีเทา ซึ่งทำให้เธอใจหายนัก
ฝ่ามือของเขาลูบไล้อยู่กับแผ่นหลังอย่างใจลอยดอว์นสัมผัสเรือนร่างที่แนบชิดอยู่กับเธอและกับความปรารถนาที่เกิดกรุ่นอยู่ความทรงจำหลากหลายผุดพลุ่งขึ้น..ครั้งหนึ่งสัมผัสเช่นนี้เคยสร้างความตื่นใจให้กับเธออย่างเหลือจะประมาณได้ แต่ขณะนี้ มันก็เกือบจะเหมือนกันซึ่งทำให้เธอสามารถลืมเหตุการณ์อันไม่น่าพอใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ลงได้ง่ายขึ้นเป็นครู่เขาจึงได้ปล่อยมือจากเธอ
“คุณกลับมาทำไม?”
เขาถามหางเสียงมีแววแห่งความรันทดท้อใจอย่างเห็นได้ชัด
“ผมน่ะเกือบจะถึงจุดที่เมื่อได้ยินชื่อคุณก็ไม่รู้สึกอะไรต่อไปแล้วด้วยซ้ำ”
“ฉันเคยทำอะไรโง่ๆ มามากแล้วนะสเลเตอร์”
แรงอารมณ์พลุ่งขึ้นทำให้เธอแทบสะอื้นไห้เมื่อสารภาพออกมาอย่างนั้น
และด้วยแรงปรารถนาอันทรงอานุภาพที่ทำให้เธอยกแขนขึ้นโอบคอเขาไว้อยากให้ตัวเองมีส่วนในจุมพิตนั้น ไม่ใช่ตกเป็นเหยื่อเขาแต่ฝ่ายเดียว และครั้งนี้ช่วงเวลาสิบเอ็ดปีแห่งความอาวรณ์ก็หลั่งไหลลงในจูบนั้นยามที่ริมฝีปากของเขาบดขยี้อยู่กับเรียวปากอ่อนนุ่ม แรงแห่งการสนองตอบที่เขามอบให้ทำให้หัวใจของดอว์นราวติดปีกบิน
เธอพยายามซึมซับความรู้สึกและอารมณ์หลายเข้าไว้ให้มากที่สุดอยากจะสนองตอบต่อเขาให้มากกว่าที่ตัวเองกำลังได้รับ มันเป็นความหิวกระหายมันคือความปรารถนาอันรุนแรงอย่างเหลือจะหักห้ามใจไว้ได้ปลายนิ้วของเธอสอดซุกเข้าไปตรงเรือนผมท้ายทอยราวจะบีบบังคับให้เขาเพิ่มความรุนแรงในจูบนั้นขึ้นขณะเดียวกันปลายลิ้นก็สอดไซ้ลึกลง เธอสามารถสัมผัสแรงเต้นในหัวใจของเขาที่กำลังระทึกขึ้นได้มันคละเคล้าอยู่กับแรงเต้นในหัวใจของตนเอง
ฝ่ามือของเขาลูบไล้ไปทั่วทั้งหลังไหล่ปลุกเร้าไฟเสน่หาที่ถูกสกัดกั้นไว้เป็นเวลานานปีให้คุโพลงซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่า ซิมป์นั้นจะไม่มีความสามารถที่จะปลุกอารมณ์ทางเพศของเธอให้ตื่นตัวขึ้นได้หรือเป็นคู่นอนที่น่าเบื่อหน่ายแต่มันไม่มีอิทธิพลมากเท่ากับความรู้สึกที่เธอมีต่อสเลเตอร์ซึ่งสร้างความปรารถนาให้เกิดขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ดูราวกับว่าเวลาที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ความรู้สึกทั้งหลายที่เขากับเธอเคยมีร่วมกันเลือนหายไปได้เลยความแรงร้อนในอารมณ์ดูจะแผ่ซ่านไปทั่วเรือนกายซึ่งมันสร้างความเสียใจให้กับดอว์นมากขึ้นเมื่อนึกถึงว่าเธอได้สูญเสียเขาไปเป็นเวลานานเหลือเกิน
แต่แล้วสเลเตอร์ก็ดึงอ้อมแขนที่โอบรัดอยู่รอบคอออกอย่างฉุนเฉียวดอว์นงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด แววขุ่นเคืองฉาบอยู่บนใบหน้าเขาทั้งเมินหมาง ชาเย็นและปฏิเสธเธอโดยสิ้นเชิงแม้ว่าความปรารถนาจะยังฉายแสงอยู่ในดวงตาคู่สีเทาเข้มก็ตาม
“สามีคุณเพิ่งจะลงไปนอนใต้ดินได้แค่เดือนเดียวคุณจะมาหลอกล่อผู้ชายอีกคนหนึ่งให้เข้าไปนอนในเตียงกับคุณแล้วหรือยังไง?”
สเลเตอร์ประณามเธออย่างรุนแรง
“แต่ขอให้เข้าใจไว้ด้วยนะคุณนายลอร์ด ว่าคุณไม่มีทางหลอกผมได้เป็นครั้งที่สองหรอก”
“ไม่จริงเลย สเลเตอร์”
ดอว์นร้องออกไปเจ็บแปลบกับน้ำคำที่หยันเยาะอย่างไม่ยุติธรรมเช่นนั้นเพราะเธอรู้อยู่ว่าการที่มาพบเขาครั้งนี้มันไม่ได้หมายความว่าเธอต้องการอะไรเช่นนั้นเลย
“อันที่จริงคุณก็เคยเตือนผมมาแล้วเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน”
เขากระแทกเสียงใส่กวาดสายตามองไปทั่วเรือนร่างอย่างหมดความอาลัย
“แต่ตอนนี้ผมคิดไม่ถึงว่าคุณจะกล้าทำอย่างที่พูดคุณเคยบอกใช่ไหมล่ะว่า..ถ้าแต่งงานครั้งที่สองคุณจะแต่งเพราะความรักแต่ว่าครั้งแรกขอแต่งกับเงินก่อน”
รอยยิ้มตรงมุมปากหยามหยัน
“อย่าพูดอย่างนั้น..”
ดอว์นทักท้วงด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพราะมองเห็นอยู่ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึงเรื่องนี้แล้วแต่สเลเตอร์ดูจะไม่สนใจกับคำทักท้วงของเธอเลย
“เวลานี้คุณก็มีเงินอย่างที่อยากมีแล้วนี่จริงไหม?..เป็นแม่ม่ายของมหาเศรษฐีเท๊กซัส..!”