ทางด้านวังั
อี้เฟยนั่งเหม่อลอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหลังจากที่เมื่อคืนตนได้ส่งญาณทิพย์เข้าสู่นิมิตของคู่ชะตา พอตื่นขึ้นมาก็มีอาการอย่างที่เห็น จนทำให้ซือจิ้นองครักษ์คู่กายยืนมองมาด้วยความแปลกใจระคนสงสัยจึงเอ่ยถามออกไป
“องค์ชาย เป็อะไรหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นองค์ชายมีอาการแปลกๆ ั้แ่ตื่นบรรทมแล้ว”
“เปล่าหรอก เมื่อคืนข้าก็แค่นิมิตเห็นคู่ชะตาก็เท่านั้น”
“เป็อย่างไรบ้าง งามอย่างที่พระองค์คิดไว้ใช่หรือไม่ ถึงกับมีอาการเหม่อลอยเช่นนี้”
“ข้าจะบอกเ้าอย่างไรดีล่ะ จะว่าไปก็งามอยู่นะ งามแบบบุรุษหาใช่สตรีไม่”เขาบอกองครักษ์ออกไป ซึ่งเรียกความสนใจของซือจิ้นได้ไม่น้อย
“เขาเป็บุรุษ”
“ใช่เป็บุรุษที่งดงามมิใช่น้อย ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ชักอยากจะเจอหน้าโดยเร็วเสียแล้วซิ”พูดพลางก็คิดไปถึงความฝันที่ผ่านมาเมื่อคืน คิดถึงใบหน้างามของคนในฝันก็เผยรอยยิ้มออกมา เขายังจำัั จำความรู้สึกเ่าั้ได้ดี ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มมันหอมหวานละมุนปานใด จนถึงตอนนี้เขามิอาจลืมเลือนได้เลยแม้แต่น้อย
“คนอะไร ทำไมมันช่างหวานปานนี้ ถึงเ้าจะมิใช่สตรีแต่ข้าก็พอใจเ้ายิ่งนัก”เผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างลืมตัว จนซือจิ้นสังเกตเห็น
“กระหม่อมว่าคงจะฝันดีจริงๆ หึ ๆ ๆ “ซือจิ้นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็เหตุให้อี้เฟยถลึงตาใส่ เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะรู้
“ร้ายนักนะพ่ะย่ะค่ะ แค่เจอกันในฝันก็จับเขาจุมพิตเสียแล้ว เขามิเคืองแย่รึพ่ะย่ะค่ะ”
“นี่เ้าคงอยู่ใกล้เ้าบื้อมากเกินไปแล้วกระมัง เ้าคงอยากจะให้ข้าส่งตัวเ้าไปให้ท่านพี่ ใช่หรือไม่ซือจิ้น”
เมื่อถูกอีกฝ่ายรู้ทัน ก็ยกเื่ที่อีกฝ่ายเกรงกลัวขึ้นมาข่มขู่ และมันก็ใช้ได้ผลดีเสียด้วยสิ ซือจิ้นหงอลงทันที
“เป็อย่างไรล่ะ ถึงกับเป็ใบ้เลยรึ ฮ่า ๆ ๆ อย่างไรเสีย เ้าก็กลัวท่านพี่อยู่ดี เอาล่ะข้าจะไปหาท่านพี่”พูดจบก็ตรงไปหาพี่ชายฝาแฝดของตน
เฟยหลงนั่งจิบชาอยู่ที่ศาลากลางสระบัว วันนี้ว่างเว้นจากราชกิจเลยมานั่งผ่อนคลายได้สักพักแล้ว ก็หันไปเห็นอี้เฟยเดินมาพร้อมองครักษ์ประจำกาย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกลัวอะไรเขานักหนา หลบไปอยู่หลังน้องชายฝาแฝดของเขาทุกครั้งที่เจอ เหมือนซิ่นเฉิงองครักษ์หน้าตายของเขาจะรู้ จึงรีบตรงไปคว้าตัวคนตรงหน้า พาออกไปจากตรงนั้นทันที แต่คงรออยู่แถวๆ นี้ไม่ไปไหนไกล ปล่อยให้เขากับน้องชายอยู่คุยกันตามลำพัง
“ ท่านพี่ “
“มีอะไรจะพูดกับข้าหรือไม่อี้เฟย ข้าเห็นอาการร้อนรนแปลกๆ ของเ้า”
เฟยหลงถามก่อนจะยกชาขึ้นจิบอย่างช้าๆ อี้เฟยตอบออกมา ก่อนจะยกชาขึ้นจิบตามพี่ชายตนบ้าง
“เมื่อคืนข้าส่งญาณทิพย์เข้านิมิตคู่ชะตา”
“เป็อย่างไรบ้างล่ะคู่ชะตาของเ้า นมใหญ่ถูกใจเ้าหรือไม่อี้เฟย”เฟยหลงเอ่ยเย้าน้องชายฝาแฝดขึ้นทันที
พรวด!! แค๊ก ๆ ๆ ๆ
จบคำพูดของพี่ชาย อี้เฟยถึงกับสำลักน้ำชาพรวดพราดออกมา ไม่รู้จะตอบคำถามของพี่ชายอย่างไร เขาเคยหมายมาดเอาไว้ว่าคู่เขาจะต้องเป็สตรี ที่งดงาม และอะไรอีกหลายๆ อย่างตามที่เขา้า แต่ที่เขาเห็นเมื่อคืน คู่ชะตาของเขาเป็บุรุษไม่ใช่สตรี แต่นี่ก็หาใช่ปัญหาที่เขาต้องเก็บไปคิด เพราะบุรุษผู้นั้นช่างงดงามไม่ผิดสตรีเลยแม้แต่น้อย แค่นี้ก็ดีมากแล้วสำหรับเขา เขาพอใจในตัวคู่ชะตาของตนยิ่งนัก
“เอ่อ คือ... คือคู่ของข้าเป็บุรุษหาใช่สตรีไม่ แต่ข้าพึงพอใจในตัวเขายิ่งนัก แล้วคู่ของท่านล่ะท่านพี่เป็อย่างไรบ้าง”
อี้เฟยอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบพี่ชายออกไป เฟยหลงแปลกใจอยู่เช่นกันที่คู่ชะตาของเขาทั้งคู่เป็บุรุษ แต่อะไรก็ย่อมเป็ไปได้ทั้งนั้นไม่มีข้อยกเว้น
“คู่ของข้าก็เป็บุรุษเช่นกัน”
“เป็อย่างไรบ้างท่านพี่ งามอย่างคู่ของข้าหรือไม่”
อี้เฟยเอ่ยถามออกไปด้วยความตื่นเต้น อย่างน้อยคู่ของเขากับพี่ชายก็เป็เพศเดียวกัน
“ถึงเวลาเ้าก็จะเห็นเอง แต่ข้าว่าเขางามไม่แพ้คู่ของเ้าแน่นอน”
เฟยหลงตอบน้องชายตนออกมาพร้อมรอยยิ้ม อี้เฟยมองอย่างสงสัย คิดว่าพี่ชายตนคงจะพอใจคู่ของตนเองไม่น้อยเหมือนกัน
“ท่านพี่ยิ้มแบบนี้ คงพอใจคู่ตนไม่น้อยใช่หรือไม่”
“ใช่ ข้าพอใจอยู่มิน้อย”
ทางด้านของเย่วซิน หลังจากเล่าความฝันให้มารดาฟัง วันรุ่งขึ้นมารดาก็พาเขาไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
เพื่อมาขอพรจากเทพอัคคีอย่างที่ได้หมายมั่นไว้ั้แ่ต้น ทั้งคู่เดินเข้ามาด้านในซึ่งพวกชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นมา เป็สถานที่สำหรับจัดพิธีสำคัญต่างๆ ของเผ่าหงส์ไฟ
มีรูปปั้นเทพอัคคีที่พวกเขานับถือกัน ตั้งอยู่ตรงกลาง รอบข้างเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก มารดากับเย่วซินนั่งลงตรงหน้ารูปปั้น ก้มลงทำความเคารพพร้อมก้มหน้าขอพร ซินหลี่ขอให้เย่วซินแคล้วคลาดปลอดภัย ไม่ว่าจากอะไรก็ตาม ที่เป็สิ่งไม่ดีก็ขอให้หลุดพ้น เย่วซินก็เหมือนกัน ่นี้เขาใจคอไม่ดีอย่างไรก็ไม่รู้ จึงขอให้ตนเองหลุดพ้น เหตุร้ายใดๆ ก็ขอให้แคล้วคลาด
“เย่วเอ๋อร์ อีกสองวันก็จะถึงงานพิธีสักการะเทพอัคคีแล้ว เ้าเตรียมพร้อมหรือยัง”
“ข้าจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมหมดแล้วขอรับท่านแม่”
“ดีแล้วอย่าให้ท่านผู้นำผิดหวังในตัวเ้าเสียล่ะ เดี๋ยวจะพาลไม่ยกหนิงอันให้เ้าคงแย่น่าดู”
“ไม่หรอกท่านแม่ ข้าไม่ยอมหรอก อย่างไรเสียอีกไม่นานก็จะถึงวันมงคลของข้ากับนางแล้ว”
เขาพูดกับมารดา เพราะใกล้จะถึงกำหนดเต็มที เพียงแค่เสร็จพิธีผูกพันธะของคู่ชะตา ก็จะถึงวันมงคลของเขากับคนรักบ้าง คิดแล้วอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ เย่วซินคิดอย่างมีความสุข
ทางด้านของไป๋หลิงซาน
วันนี้ไป๋หลิงซานกับเทียนซื่อ ก็ถูกบิดาพามาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่อย่างที่ท่านบอกไว้ ตอนนี้รถคันหรูก็ได้เข้ามาจอดในบ้านหลังหนึ่ง
ดูแล้วคงจะเก่าแก่อยู่มาก แต่ก็ถูกดูแลรักษาเอาไว้อย่างดี จึงไม่เห็นสภาพทรุดโทรมเท่าที่ควรจะเป็ มีหญิงรับใช้วัยกลางคนออกมาต้อนรับ และเชื้อเชิญพวกเขาให้เข้าบ้าน
“เชิญเข้ามานั่งข้างในบ้านก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณท่านจะรีบออกมาพบค่ะ”ตอนนี้คนทั้งหมด ได้มานั่งที่โซฟารับแขกเพื่อรอเ้าของบ้าน มีหญิงสาวรับใช้อีกสองคน ยกน้ำและขนมออกมาต้อนรับแขกของเ้านาย หญิงสาวสองนางดูแล้วอายุไม่น่าจะเกิน 18 นั่งจ้องหลิงซานกับเทียนซื่อตาไม่กะพริบ สายตานี่มองดูก็รู้ว่าหลงเสน่ห์สองคนเข้าเต็มเปา
เหมือนเทียนซื่อกับหลิงซานจะรู้ทัน เลยส่งรอยยิ้มหวานไปให้ เล่นเอาสองสาวมองตาค้างอ้าปากหวอ ก่อนจะส่งยิ้มกลับคืนไปและรีบหลบตา อายม้วนกันไปหลายตลบ หลิงซานกับเทียนซื่อหันมายักคิ้วให้กัน ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสนุก ที่ได้แกล้งแม่สาวหน้าตาจิ้มลิ้มทั้งคู่ให้อายม้วนแบบนี้ ไม่นานเ้าของบ้านที่ทุกคนรออยู่ก็ออกมา หลิงซานนั่งมองหญิงชรา ที่ดูแล้วอายุคงประมาณ 70 ปีเห็นจะได้ แต่ร่างกายยังดูแข็งแรงมาก การแต่งตัวก็ดูดีมากเสียด้วย
“เป็ไงบ้างครับ สบายดีไหม ผมมาธุระแถวนี้เลยมีโอกาสแวะมาเยี่ยม”เ้าสัวไป๋ทำความเคารพผู้ใหญ่กว่า เทียนซื่อและหลิงซานเลยทำตามท่านบ้าง หญิงชรามองเ้าสัวก่อนจะเอ่ยตอบ และหันไปมองพวกหนุ่มๆ บ้าง
“ฉันสบายดีอยู่หรอก ไม่ได้เจอกันเสียนานนึกว่าจะลืมยายแก่คนนี้เสียแล้ว แล้วพ่อหนุ่มรูปหล่อสองคนนี้ใครกันรึอาฟง”
“คนนั้นน่ะเทียนซื่อ เพื่อนของอาซานนะครับ ส่วนนี่อาซานครับลูกชายของผม อาอี๊ยังจำได้ไหมครับเมื่อก่อนผมเคยพามาเยี่ยมอาอี๊ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นอาซานยังเด็กมาก”
“อ้อ จำได้สิ เด็กที่มีปานอยู่ข้างหลังใช่ไหมอาฟง”
“ใช่ครับ เด็กคนนั่นแหละครับ”
“ไหน เข้ามาใกล้ๆ ให้อาม่าดูหน่อยซิพ่อคุณ ดูๆ โตเป็หนุ่มแล้วซินะ หล่อเชียวอายุเท่าไรแล้วล่ะเรา”
หญิงชราจับไหล่ชายหนุ่ม หมุนไปหมุนมามองสำรวจก่อนจะเอ่ยปากชม และอดไม่ได้ที่จะถามถึงอายุของอีกฝ่าย
“อาม่าชมแต่ไอ้ซานมัน ผมก็หล่อนะครับหล่อกว่าไอ้ซานมันอีก”
เทียนซื่อขัดออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อดึงความสนใจบ้าง อาม่าหันมามองก่อนจะยิ้มออกมา
“จ้าๆ ก็กำลังจะบอกอยู่นี่ไง ว่าเรานะหล่อไม่แพ้อาซานเลย น้อยใจไปได้เรานี่”
“ครับ ขอบคุณครับ อาม่าน่ารักที่สุดเลยครับ”
“ฮ่า ๆ ๆ ปากหวานจริงพ่อคนนี้ เอ่อว่าไงอาซาน เราน่ะอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“อีก 2 วันก็จะ 19 เต็มแล้วครับอาม่า”
“อีก 2 วันก็ครบ 19 แล้วรึนี่”
หญิงชราพูดด้วยเสียงเบาบาง มีสีหน้าครุ่นคิด หลิงซานมองอย่างสงสัยว่าเขาอายุ19ปีแล้วทำไมอาม่าต้องคิดหนักอย่างนี้ เลยเอ่ยถามเพื่อคลายความสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่าครับอาม่า”
“จะว่ายังไงดีล่ะ ไหนอาม่าขอดูปานข้างหลังเราหน่อยนะอาซาน”หลิงซานงงมาก กับอาการแปลกๆ ของอาม่า แต่ก็ยอมหันหลังมาเปิดเสื้อให้หญิงชราดู หญิงชราถึงกับอุทานออกมาด้วยความใ ที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่ม จนเ้าสัวไป๋และเทียนซื่อรีบเข้ามาดู
“ไอหยา ซี้แล้ว” (อาม่าอุทาน)
“มีอะไรครับอาอี้” (เ้าสัวไป๋ถาม)
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็คือ ปานแดงรูปหงส์ที่เมื่อก่อนดูไม่ค่อยเป็รูปเป็ร่างสักเท่าไหร่
แต่ตอนนี้มันดูชัดเจนมาก มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็รูปหงส์ เหมือนกับว่าเอาปากกามาวาดอย่างไรอย่างนั้น สีก็เหมือนกันเมื่อก่อนสีจะซีดแต่ตอนนี้สีเข้มชัดเจนมาก เลยสร้างความแปลกใจให้กับทุกคน ยกเว้นหญิงชราที่ดูเหมือนว่าจะรู้อยู่ก่อนแล้ว
“มันหมายความว่ายังไงครับอาม่า เมื่อวานผมเห็นมันไม่ได้เป็แบบนี้นี่ครับ”เทียนซื่อเอ่ยถามหญิงชราด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวอาม่าจะเล่านิทานเื่หนึ่งให้พวกเราฟังนะ แล้วคิดเอาเองว่าจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่พวกเราแล้วกัน”
และแล้วเื่ราวก็ถูกถ่ายทอดออกมาจากปากหญิงชรา
“มีเื่เล่าขานกันมานานมากแล้วนับไม่ได้ว่าผ่านมากี่ปี ในสมัยก่อนบนโลกนี้ไม่ใช่มีแต่มนุษย์ แต่มีอีกหลายเผ่าพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุข ทั้งเผ่ามาร เผ่าั เผ่าหงส์ไฟ และอีกหลายเผ่าที่อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ บรรพบุรุษเล่าขานกันมาว่า าาเผ่าัรักใคร่กับคนของเผ่าหงส์ไฟ จึงทำพันธะสัญญาเป็คู่ชะตา และแต่งงานกันมาในทุกๆ รุ่น แต่ไม่รู้ว่าพิธีเ่าั้มันหายไปั้แ่เมื่อไร จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้”
“เผ่าหงส์ไฟหรือครับอาม่า ทำไมมันรู้สึกคุ้นๆ จังแฮะ”หลิงซานสนใจขึ้นมาจึงเอ่ยถามหญิงชราออกมา
“นี่แหละสิ่งที่อาม่าจะพูดกับเรา อาซานหลานรู้ไหมว่าคนของเผ่าหงส์ไฟมีอะไรพิเศษบ้าง พวกเขามีพลังเวทย์ไว้คุ้มครองตัวเอง แต่จะไม่เอามาใช้ทำร้ายใคร และอีกอย่างที่สำคัญคู่ชะตาของาาั จะมีปานแดงรูปหงส์ที่หัวไหล่ซ้ายด้านหลังเหมือนของหลานเลย”
“อาอี้ไม่ได้หมายความว่า อาซานจะเป็คู่อะไรนั่นนะครับ มันเป็ไปไม่ได้เื่เหลือเชื่อแบบนี้”
เ้าสัวไป๋พูดออกมาด้วยสีหน้าไม่เชื่อสุดชีวิตหญิงชราเลยพูดต่อ
“ไม่เชื่อก็อย่าได้ลบหลู่เชียวนะอาฟง แต่อาม่ามีข้อพิสูจน์ เชื่ออาม่าเถิดว่าเราน่ะเป็คนของทางโน้น เรามีหน้าที่คอยอยู่เคียงข้างเขา เรากับเขามีชะตาเดียวกัน ถึงเวลาแล้วที่เขาจะเรียกคนของเขากลับไป อาฟงเชื่ออาอี้เถิด หลิงซานเกิดมาเพื่อเคียงคู่กับเขา หงส์ย่อมเคียงคู่ั ทำใจไว้บ้างก็จะดี ชะตาของหลิงซานไม่ได้อยู่กับหลานตลอดไปหรอกนะ อาอี้เคยตรวจดวงชะตาของอาซานมาครั้งหนึ่งแล้ว เขา จะต้องไป”
“อาอี้พูดอะไร ผมไม่ให้อาซานไปไหนหรอกครับ ยังไงก็ไม่ยอม”
ไป๋หารฟงไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น เขามีลูกชายอยู่คนเดียวยังไงก็ไม่ยอมไม่ยอมเด็ดขาด เขาคิดอยู่ในใจแต่ลึกๆ แต่กลับเชื่อเกินครึ่งไปแล้ว เพราะเ ขาได้ฝันหลายครั้ง ว่ามีผู้ชายหน้าตาดีดูน่าเกรงกลัว แต่งตัวแบบคนโบราณดูจากเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่ คงจะมียศศักดิ์ใหญ่หลวงไม่น้อยเลย มองจากลายัที่ปักอยู่บนผ้าแพรเนื้อดีปักดิ้นทองที่ชายผ้า บนหัวก็สวมกวานสีทองอร่าม ชายผู้นั้นมารับหลิงซานไป บ้างก็มาในรูปแบบั แต่ดูจากสายตาที่อีกฝ่ายมองลูกชายเขา มันมีแต่สายตารักใคร่ ห่วงใย หลงไหลในตัวลูกชายเขามาก เ้าสัวไป๋มองหญิงชราด้วยสายตาสงสัย
เมื่อท่านเดินออกมาจากห้องห้องหนึ่ง พร้อมถือกล่องใบหนึ่งไว้ในมือ หลิงซานและเทียนซื่อมองตามอย่างสงสัยเช่นกัน ก่อนที่ท่านจะเปิดกล่องใบนั้นก็ได้หันมาพูดกับหลิงซาน
“ของในกล่องใบนี้ เป็ของคู่ชะตาคนต่อไป ถ้าหลานไม่ใช่ก็จะไม่สามารถแตะต้องมันได้ ไม่เชื่อก็ลองดู เริ่มจากให้เทียนซื่อจับก่อนก็แล้วกัน”
ท่านได้เปิดกล่องใบนั้นออกมา ข้างในมันมีกริชเล่มเล็กเล่มหนึ่งพร้อมกับสร้อยคออีกเส้น สังเกตดูจี้มันเป็ทับทิมสีแดงสดเม็ดโต พร้อมกับสร้อยคออีกเส้น สังเกตดูจี้มันเป็ทับทิมสีแดงสดเม็ดโต รอบๆ ตัวทับทิมเป็ัฝังเพชรโอบล้อมอยู่
ส่วนที่ด้ามกริชก็มีทับทิมเหมือนกับสร้อยคอฝังอยู่เม็ดหนึ่งรวม ๆ แล้ว มันสวยมากและคงมีราคาน่าดู เทียนซื่อเอื้อมมือไปจับกริชเล่มนั้นด้วยอดใจไว้ไม่อยู่ แต่ก็ต้องชักมือกลับอย่างรวดเร็วเหมือนโดนของร้อน จนทุกคนพากันใ
“โอ๊ย... เชี่ยร้อนฉิบ”
“เป็ไรวะไอ้เทียน”
“ร้อนๆ มากเหมือนเอาออกมาจากกองไฟเลยวะไอ้ซาน ไหนมึงลองจับดิ”หลิงซานค่อยๆ เอื้อมมือไปจับ พร้อมกับสายตาทุกคนที่จ้องมองมาอย่างลุ้นระทึกยิ่งกว่าหวยออกเสียอีก แต่แล้วก็ตองใกันตาค้างที่หลิงซานหยิบจับได้โดยไม่เป็อะไรเลย เทียนซื่อไม่เชื่อ เลยเอื้อมมือไปจับด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ อีกครั้ง แต่ก็เหมือนเดิมจนไป๋หารฟงทนไม่ได้ลองจับพิสูจน์ดูบ้าง ผลออกมาก็คือไม่สามารถจับต้องได้มันร้อนมาก ท่านมองลูกชายตัวเองอย่างอึ้งๆ ใบหน้าซีดลงทันที หญิงชราหยิบสร้อยขึ้นมาสวมให้หลิงซาน มันเข้ากับเขามาก
เมื่อมาอยู่บนลำคอขาวผ่องของเขา และแล้วทุกคนก็ต้องใเมื่อมีแสงสว่างเปล่งประกายออกมาจากสร้อยที่เขาสวมอยู่
และในเวลาต่อมา ก็พลันมีแสงเหมือนกันปรากฏขึ้นมาอีกตำแหน่ง มันคือปานรูปหงส์ที่ด้านหลังเขา ที่ตอนนี้เปล่งแสงสว่างจ้าทะลุเสื้อตัวบางออกมา เทียนซื่อเห็นถึงกับตาโตอ้าปากค้าง พูดละล่ำละลักออกมา
“นี่ไงไอ้ซาน ที่กูเห็นเมื่อคืนน่ะใช่เลย ฉิบหายแล้วเพื่อนกู ดันไปถูกใจ มังกือเข้าให้แล้วเอาไงล่ะได้มีผัวจริงๆ ก็คราวนี้”
เทียนซื่อพูดติดตลก แต่หน้าตาไม่ได้ตลกตามเลย มีแต่สีหน้าแสดงความกังวลออกมาแทน
“ัโว้ยไม่ใช่กิ้งกือ มึงพูดอะไรเนี่ย แล้วมึงชื่อเหรอ”
“ไม่เชื่อก็ไขว้เขวละว้า หรือมึงไม่เชื่อ”
“กูไม่เชื่อโว้ย นี่มันสมัยไหนแล้วยังจะมีเื่แบบนี้อยู่อีกหรือวะ ยังไงก็ไม่เชื่อเด็ดขาด”
“ไม่เชื่อ หลานก็อย่าได้ลบหลู่ไป อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น” (อาม่าพูด)
“โอ๊ย... “ไม่ทันขาดคำหลิงซานก็ต้องหงายหลังดิ้นทุรนทุราย จนทุกคนพากันใกับอาการของเขา แสงสว่างที่จางหายไปแล้วกลับสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
“ไอ้ซานมึงเป็ไรวะไอ้ซาน”
“อาซานเเกเป็อะไรบอกพ่อซิ”
ท่านเ้าสัวละล่ำละลักถามลูกชายทันที เมื่อเห็นอาการของอีกฝ่ายอย่างเป็ห่วง เขาร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของลูกชาย
“อ๊าก... ป๊าช่วยซานด้วยปวดไปหมดทั้งตัวแล้วโอ๊ย... “
“อาซาน อาอี้ช่วยอาซานด้วย มันเกิดอะไรขึ้น อาซานเป็อะไร”
“ใจเย็นๆ ก่อนหลาน หลานต้องเชื่อนะถึงจะยุติมันได้ ไม่อย่างนั้นหลานจะเจ็บอยู่แบบนี้”หลิงซานหลับตาลงพยายามเชื่อ แต่จิตใจกลับต่อต้าน
เขาเ็ปไปหมดทั้งตัว สุดท้ายก็ทนไม่ไหวหมดสติไปในวงแขนของบิดา พร้อมกับแสงสว่างที่ค่อยๆ จางหายไปอีกครั้ง ทุกคนต่างก็พากันใกับอาการของเขา และเหตุการณ์ประหลาดน่าเหลือเชื่อในครั้งนี้ พลางช่วยกันบีบนวดสักพักใหญ่ๆ เขาก็ได้สติ แต่ก็ดูอ่อนแรงลงมาก ท่านเ้าสัวเลยขอตัวพาลูกชายกลับ ก่อนกลับหญิงชราได้กล่าวบางอย่างกับเขา
“หลิงซาน สร้อยเส้นนี้ถ้าไม่จำเป็ หลานอย่าได้ถอดออกจากคอ วันข้างหน้ามันจะช่วยหลานได้ ส่วนกริชเล่มนี้ จะเป็ทั้งอาวุธคู่กายและเป็สิ่งนำทางหลานในวันข้างหน้า จงดูแลรักษาไว้ให้ดี ขอให้หลานพบเจอแต่สิ่งดีๆ และมีความสุขตลอดไปนะหลานชาย”
“ครับอาม่า”
“คงหมดหน้าที่อาม่าแล้ว รอคอยเสียตั้งนาน เมื่อมันไปอยู่ในมือหลานอาม่าก็หมดห่วงสักที”หลิงซานรับคำทั้งที่งงๆ ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรเท่าไรสักเท่าไร ก่อนจะลากันกลับออกมาจากที่นั่นด้วยความมึนงงสงสัย
“ไอ้ซาน อาม่าพูดอะไรแปลกๆ วะกูงง ? ”
“กูก็ไม่รู้ ถามกู แล้วกูจะถามใครวะ? ”เขาตอบเพื่อนอย่างเหนื่อยๆ จนเพื่อนสังเกตได้จึงรีบพากลับที่พักทันที
ตกดึก เทียนซื่อก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะััถึงความร้อนที่กระจายออกมาจากตัวหลิงซาน หลิงซานมีไข้ขึ้นสูงละเมอจนฟังไม่รู้เื่รู้ราว เขารีบเช็ดตัวให้เพื่อน ท่านเ้าสัวก็มานั่งเฝ้าลูกชายจนสว่างคาตา เลยเรียกหมอมาดูอาการผลออกมาก็เป็ไข้ธรรมดา ท่านเ้าสัวร้อนใจมากที่เขาอาการไม่ได้ดีขึ้นเลย กลับแย่ลงไปอีก หลิงซานไม่สบายรวมวันนี้เป็วันที่สองแล้ว และแล้วกลางดึกคืนนี้ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ทุกคนจดจำไปจนตาย
“ป๊าช่วยซานด้วย หนาว หนาวเหลือเกิน ป๊าอยู่ไหน”
หลิงซานเรียกหาบิดาให้ช่วย ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าหวานตอนนี้ซีดเผือด เทียนซื่อก็อยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ต่างก็กลัวว่าเหตุการณ์บางอย่าง มันจะเกิดขึ้นจริงอย่างที่อาม่าบอกเอาไว้
“อาซานลูกอย่าเป็อะไรนะ ห้ามไปไหนทั้งนั้นป๊าอยู่จะใกล้ๆ ลูกต้องอยู่กับป๊านะอาซาน”
บิดาพูดพลางน้ำตาซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขากลัวจริงๆ กลัวอะไรบางอย่างจะพรากลูกชายไปจากอกของตัวเอง กลัวจับใจ ยอมรับว่าตอนนี้เชื่อไปแล้วเกิน 80 และเอ่ยขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ทุกวัน ขอให้ลูกชายตนแคล้วคลาด
แต่คงไม่ได้ผลเสียแล้ว เพราะจู่ๆ สร้อยคอที่เขาสวมอยู่พลันเรืองแสงขึ้นมา พร้อมสัญลักษณ์ด้านหลัง เหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนตอนที่อยู่บ้านหญิงชราอีกครั้ง ทุกคนต่างพากันตะลึง
หลิงซานที่หลับใหลไม่มีสติก็ลืมตาตื่น เหมือนจะรับรู้ว่าอะไรเป็อะไร ท่านเ้าสัวยืนมองอย่างกระสับกระส่ายคว้าตัวลูกชายเข้ามากอดไว้แน่น เทียนซื่อที่ยืนอยู่ตรงนั้นเอื้อมมือมาจับไหล่เพื่อนเอาไว้ ลำแสงสีทองได้โอบล้อมรอบตัวหลิงซาน ในตอนนี้ทุกคนต่างก็เชื่อเต็มร้อยรวมทั้งหลิงซานด้วย
จิตใต้สำนึกมันบอกว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องไป ไปไหนก็ไม่รู้ รู้เพียงว่ามีใครบางคนกำลังรอคอยการไปของเขาอยู่ หัวใจมันรู้สึกวูบโหวงไหวหวั่นแปลกๆ ที่ต้องจากครอบครัวอันเป็ที่รักและเพื่อนที่แสนดีอย่างเทียนซื่อไป
“ป๊าช่วยซานด้วย ฮึก ฮือ... ซานไม่อยากไป ไม่เอาไม่ไป ช่วยด้วยฮือ…“ดวงตาสวยเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาก่อนที่จะค่อยๆ ไหลออกมาช้าๆ จ้องมองบิดาที่ตอนนี้โอบกอดเขาเอาไว้แน่น
“อย่าร้องนะอาซาน ลูกจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะอยู่กับป๊าตลอดไป”
“กูไม่ยอมให้มึงไปไหนทั้งนั้น ไอ้ซานกูไม่ยอม ฮึก ฮือ... “
นี่เป็ครั้งแรกที่หลิงซานเห็นว่าเพื่อนเสียน้ำตา เพราะเทียนซื่อเป็คนเข้มแข็งกับทุกๆ เื่ แต่กับเหตุการณ์ครั้งนี้เขายอมจริงๆ ตอนนี้เ้าสัวก็เก็บน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เช่นกัน
“ป๊า ซานต้องไปแล้ว ฮึก มันถึงเวลาแล้ว ป๊าดูแลตัวเองด้วย กูฝากป๊าด้วยไอ้เทียน กูฝากดูแลพ่อกูด้วย กูต้องไปแล้ว ฮึก ฮือ... “
ร่างเล็กรีบพูดออกไปทั้งน้ำตา เขารู้ว่ามันคงขัดขืนไม่ได้ เลยต้องยอมรับมัน พูดจบ ลำแสงสีทองที่โอบล้อมเขาไว้ก็ค่อยๆ โอบอุ้ม พาร่างบางเลือนหายไปจากอ้อมกอดที่แสนอบอุ่น หายไปอย่างช้าๆ พร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ออกมาจากปากเล็ก เพราะไม่อยากจากครอบครัวไป
ไม่ต่างจากอีกฝ่าย ที่พยายามไขว่คว้าตัวคนที่รักเอาไว้ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะร่างนี้ได้หายจากไปชั่วนิรันดร์
“ไอ้ซาน กูขอให้มึงโชคดี เจอแต่เื่ดีๆ ป๊า ไอ้ซานมันไปแล้ว มันทิ้งพวกเราไปแล้วฮึก ฮือ... ไม่อยากจะชื่อจริงๆ ว่าจะยังมีเื่แบบนี้หลงเหลืออยู่อีก ไม่มีมันผมจะทำยังไงป๊า”
เทียนซื่อสติแตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านเลยต้องเอ่ยปลอบทั้งที่ใจท่านตอนนี้เ็ปแสนสาหัส ที่เสียลูกชายอันเป็เป็ที่รักดั่งแก้วตาดวงใจไปอย่างไม่มีวันกลับ และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร เขาคงจะทำใจยากนักกับเหตุการณ์วันนี้ นี่เขาเสียลูกไปแล้วจริงๆ หรือ ไม่อยากจะชื่อแต่ก็ต้องชื่อไปแล้วหมดใจ ก็ได้แต่อ้อนวอนขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองเขา ให้เจอแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต และขอให้พบเจอกับความสุขตลอดไป นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พ่อคนนี้จะทำให้ได้ ถ้าหากว่าเขายังคงมีบุญหลงเหลืออยู่บ้าง ก็ขอพบเจอลูกชายอีกสักครั้งก่อนตาย ได้แต่ภาวนา อ้อนวอนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ตลอดไป........