มิใช่!
คนตาบอดที่ไหนจะเดินไปเดินมาในป่าโบราณได้เดินในเมืองที่พื้นไม่เรียบเสมอกันยังยากหากไม่ถูกคนค่อนแคะรำคาญว่าเกะกะขวางทางสาดน้ำไล่ก็นับว่าวันนั้นโชคดีแล้วดังนั้นเด็กนี่ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ดวงตาของมันก็เช่นกันทันใดนั้นลิ้นของเขาก็รู้สึกถึงรสหวาน เขากระโจนถอยไปด้านหลังทันทีโดยสัญชาตญาณแต่เมื่อเคลื่อนที่ไปไม่กี่จั้งตัวเขากลับทรุดลงกับพื้น อยู่ดี ๆเขาก็รู้สึกว่ากำลังขาของเขาหายไปเสียอย่างนั้น จนทำให้เขาหงายหลังล้มไม่เป็ท่า
พิษหรือ?
"นอกรีต!"นักค้ามนุษย์ที่าเ็กัดฟันพูดพยายามตะเกียกตะกายเพื่อให้สามารถเห็นร่างของหลานหลิงอยู่ในสายตาไว้ตลอด
ร่างกายของชายหนุ่มผู้เดินเข้ามาต้องแสงเพลิงแม้จะมีผ้าคาดตาแต่เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลัง 'มอง' เข้ามาอย่างชัดเจน
"ภูตพยัคฆ์วังหมื่นมาร อย่างนั้นเ้าคือบุคคลที่สามสินะดียิ่งนักนั่งบนภูดูเสือกัดกัน [1] ....จากนั้นรอซ้ำยามเปลี้ยเ้าเป็คนที่อยู่เื้ัเื่วุ่นวายทั้งหลายพวกนี้สินะ"เขาเอ่ยอย่างยากลำบาก
หลานหลินเอียงศีรษะเล็กน้อยหยุดเดินไม่ห่างจากอีกฝ่ายมากนัก "พิษข้าเป็อย่างไร ทำงานได้ดีหรือไม่"
ชายผู้าเ็พูดอย่างยากลำบาก"เ้าหนุ่มน้อยขอเตือนสักอย่าง...การใช้พิษของเ้าขัดหลักการแห่งฟ้าอย่าว่าแต่มนุษย์เดินดินแม้แต่ทวยเทพยังพิโรธ์โกรธเกรี้ยวขอเตือนในฐานะผู้าุโ...เ้าอายุยังน้อยขออย่าได้หลงเดินทางผิดเลยระวังจะหันหลังกลับไม่ทัน รู้ตัวอีกทีแม้ใต้หล้าจะกว้างใหญ่สักเพียงใดแต่เ้ากลับไร้ที่ทางให้หยั่งราก"
ชายหนุ่มนิ่งคิดไปเล็กน้อยหลานหลิงจึงถามกลับ"เช่นนั้นแล้วผู้าุโหลอกลวงชาวบ้านค้าขายทาสมนุษย์มานานหลายปีแล้วทวยเทพพิโรธ์โกรธเกรี้ยวบ้างหรือไม่"
นักค้ามนุษย์เม้มปาก"หึหึ ์น่ะหรือ..ไหนเลยถึงคราวข้า หากไม่มีคู่ค้าพวกนั้นคนตัวเล็ก ๆเช่นข้าไหนเลยจะสามารถค้าขายได้ อีกอย่างย่อมไม่ถึงคราวเ้ามาสั่งสอนข้าเช่นกันคนอย่างข้าสามารถทำเื่ชั่วช้าได้เพราะมีที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่พอไม่เหมือนเ้าผู้คนล้วนหลีกหนีต้องมาอยู่ในที่รกร้างแห่งนี้ไม่ใช่หรือ"
หลานหลิงเอามือลูบคางครุ่นคิด"อืม...ข้ากำลังสงสัยอยู่พอดีอาจเป็คู่ค้าของท่านที่เป็คนสั่งสอนศาสตร์พิษให้ข้าเสียเองหรืออาจจะเป็คนทำงานเช่นพวกท่านที่ส่งข้าไปให้พวกเขาเช่นนั้นแล้วข้าพอมีคุณสมบัติดังกล่าวหรือไม่"
อีกฝ่ายตะลึงไปเล็กน้อยจากนั้นหัวเราะอย่างขมขื่น"เช่นนั้นเ้าคือพวกที่หลุดลอดจากร่างแหฟ้าดินออกมาอย่างงั้นหรือ เหอะ เหอะทำไมนะ ทำไม อุตส่าห์ออกมาได้แต่ไม่รู้จักถนอมวาสนาที่ได้รับมาดิ้นรนกลับมาทำไมเล่าหรือเ้ามีที่พึ่งอันยิ่งใหญ่อันใด หากไม่ใช่ไยต้องรนหาที่ตายด้วยควรรู้ว่าคนที่จะทำเื่ที่คนเทพโกรธเกรี้ยวแล้วยังสามารถใช้มือเดียวบังฟ้า [2] ได้ต้องยิ่งใหญ่เพียงใดไม่สู้เชื่อข้าดีหรือไม่ ละทิ้งความแค้นในใจ เก็บซ่อนตัวเอาไว้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสงบเถิด"
หลานหลิงยิ้มหวาน"ใช้ชีวิตอย่างสงบ ใช้ชีวิตอย่างสงบ หึ หึ หึ " หลานหลิงขำอยู่ในลำคอ"พี่ชายคิดว่าข้าผ่านอะไรมาบ้างล่ะถึงบอกว่าให้ใช้ชีวิตอย่างสงบก็ทำได้เลย
ความจริงข้านั้นก็อยากหลีกหนีลี้หายตลอดไปแต่ทำยังไงได้บ่วงกรรมใช่จะสะบั้นกันได้อยากเด็กขาดดูอย่างครั้งนี้สิเราท่านมาเจอกันได้ย่อมเป็ผลพวงของบ่วงกรรมเช่นกันหรือท่านว่าไม่ใช่"หลานหลิงตอบพลางเดินเข้าไปหา กวาดตาไปที่เพลิงป่าที่กำลังลุกโหมเขาจึงตัดบทอีกฝ่ายที่ทำท่าจะพูดต่อ
"เก็บคำพูดท่านไว้ก่อนเราย้ายที่กันเถอะที่นี่...."
ยังไม่ทันพูดจบประกายแสงสว่างวูบชายที่ขดตัวคุกเข่าอยู่บนพื้นก็กระโจนชักมีดสั้นพุ่งใส่หมายจะแทงเข้าลำคอหลานหลิงราวกับรอโอกาสอยู่แล้วรอคอยโอกาสที่หลานหลินเดินเข้ามาใกล้ รอจังหวะที่หลานหลิงคลายใจเพื่อที่จะไขว่คว้าโอกาส โอกาสสุดท้ายที่เขาจะรอดชีวิตได้ไว้ให้มั่น
ย้อนไปจังหวะที่เขารับรู้ว่าตนเองถูกพิษเล่นงาน เขาก็รีบกัดยาแก้พิษที่ซ่อนไว้ในซอกฟันตามที่เคยฝึกเอาไว้ในทันทีเพราะไอ้เ้าคนทรยศชาติสุนัขนั่นแทงเข้าที่ขาของเขาไม่ให้เขาเคลื่อนไหวได้สะดวกจะวิ่งหรือไม่วิ่งตอนนี้ผลก็ไม่ต่างกันแล้วหากฝืนวิ่งจะยิ่งทำให้พิษแพร่กระจายตามเส้นเืไปเร็วยิ่งขึ้นอีกต่างหาก
เขาจึงตัดสินใจไม่เคลื่อนไหวปล่อยให้ยาแก้พิษคอยสะกดข่มพิษร้ายเอาไว้โชคยังดีที่เขาเดิมพันถูกเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดสังหารเขาในทันทีเขาพยายามพูดคุยถ่วงเวลาสะสมกำลังรอเพื่อจบเื่ราวทุกอย่างด้วยการโจมตีเดียวเนื่องด้วยเขาไม่ทราบระดับขั้นของชายหนุ่มตรงหน้า แต่ในเมื่ออีกฝ่ายดูมีเป้าหมายหมายจะแก้แค้นบางทีอาจจะไม่้าให้เขาจบชีวิตเร็วเกินไปหรือดีเกินไปนัก
ไม่ใช่แค่เ้าหนุ่มที่รีบร้อนอยากเปลี่ยนสถานที่เขาเองก็เช่นกัน ไฟกำลังลุกโชนเป็ไฟป่าอีกไม่นานจะต้องมีคนแห่กันมาแน่นี่อาจจะเป็โอกาสสุดท้ายที่เขาจะหนีได้ เขาจึงขอเดิมพันทุกอย่างไว้กับมีดเล่มนี้เป็หรือตายก็แล้วแต่์ตัดสินเถอะ
ย้อนกลับไปในตอนที่หลานหลิน'มอง' ชายที่ต้องพิษของเขาจากมุมมืดในป่าทึบ
เขาใช้พิษไปพอสมควรเนื่องจาก้าให้สำเร็จอย่างแน่นอนแต่ด้วยลมที่พัดแรงผสานกับเป็พื้นที่เปิดโล่งระดับหนึ่งทำให้การวางยาพิษประสบความสำเร็จน้อยกว่าที่คาดเขาย่อมจดจำไว้เป็บทเรียน เมื่ออีกฝ่ายทรุดลงไปปราณสีแดงปั่นป่วนในกายของชายผู้นั้นก็ดูหมองคล้ำลงราวกับว่าถูกแปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลแต่กลับไม่ได้คล้ำลงไปอย่างที่คาด เมื่อความเร็วของการแพร่พิษค่อย ๆช้าลงจนหยุดนิ่งหลานหลิงก็ตระหนักขึ้นมาได้
ยาแก้พิษ
อีกฝ่ายสะกดข่มพิษได้แล้วแต่กลับไม่หนีไปชายหนุ่มเผื่อใจไว้บ้างแล้วอยู่เหมือนกันเนื่องจากเขาสามารถหาส่วนผสมของพิษได้จากพืชพิษและสัตว์พิษในขุนเขาแห่งนี้เพียงเท่านั้นหากเป็การวางยาหรือรักษาคนธรรมดาทั่วไปก็คงเหลือเฟือแล้วแต่หากเป็ผู้ฝึกตนที่สมบูรณ์พร้อมคนหนึ่งแล้วละก็ยากขึ้นมากการที่ชายผู้นี้าเ็หนักทั้งภายในและภายนอกก็นับว่าช่วยได้มากด้วยทรัพยากรอันจำกัดเพียงเท่านี้ยังสามารถเล่นงานผู้ฝึกตนได้ก็ถือว่ามีความสามารถแล้ว
หลานหลิงก้าวออกจากเงามืดเผยตัวออกไปแสร้งเข้าใจผิดว่าพิษยังออกฤทธิ์สำแดงผลแม้อีกฝ่ายทำท่าตื่นตระหนกแต่กระแสปราณของเขากลับแปรเปลี่ยนพลุ่งพล่านนี่เหมือนกับตอนที่แม่นางหงแห่งวังหมื่นมรรคากำลังโอ้อวดถึงสำนักและความสำคัญของตนเองนี่คงเป็ความกระหยิ่มยิ้มย่องใจกระมัง หลานหลิงครุ่นคิดอีกฝ่ายคงกำลังแสร้งเปิดโอกาสรอให้เขาเข้าไปหา แต่ข้อได้เปรียบของเขาคือความอดทนหากอีกฝ่ายอยากรักษาชีวิตเอาไว้ต้องลงมือให้ไวที่สุดอย่างแน่นอน
ยามที่เขาลงมือนั่นแหละคือ่เวลาที่หลานหลิงจะลงมือเช่นกัน
เ้านั้นกำลังอดทนแต่จะมีความอดทนมากกว่าเขาน่ะหรือ? ....ไม่มีทางเ้านั่นกำลังเสแสร้งแต่จะตีหน้าซื่อได้เก่งกว่าข้าน่ะหรือ เป็ไปไม่ได้เช่นกันนี่เป็สองเื่ที่หลานหลินมั่นใจว่าเขาอยู่เหนืออีกฝ่ายไปหลายขุม
จะมีใครต้องอดทนนอนบนเตียงให้ผู้อื่นวางยาแล่เนื้อเถือหนังขัดกระดูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะมีใครอดทนต่อคำสาปแช่งของตระกูลคำสาปแช่งของเพื่อน คำสาปแช่งของคนในหมู่บ้านเท่าเขาหรือไม่ย่อมไม่ใช่ชายตรงหน้าเขาคนนี้เช่นกัน
จะมีใครตีหน้าซื่อโกหกหน้าตายเพื่อเอาใจไอ้ชาตินรกที่มันทำเื่พวกนั้นได้ดีกว่าข้าหรือข้าทิ้งไปหมดแล้วศักดิ์ศรีความละอายแก่ใจขอแค่ได้ยามาบรรเทาความเ็ปให้พวกมันใช้ยามอมเมาให้ชีวิตเขาผ่านไปได้ก็เพียงพอแล้ว
แต่ข้อได้เปรียบสูงสุดคือดวงเนตรของเขาดวงนี้แม้จะไม่ได้ลืมตามอง เขากลับััได้ถึงกระแสปราณ ลมหายใจ สรรพสิ่งรอบตัวเขาสามารถแปลงสิ่งเ่าั้เป็ข้อมูลมหาศาลได้ หลานหลิง 'เห็น' กระแสปราณของคนผู้นั้นค่อยๆ เคลื่อนไหวเร็วขึ้น เร็วขึ้นมาก บรรยากาศรอบตัวของเขาก็พลุ่งพล่านขึ้นมาเล็กน้อย
สิ่งเหล่านี้ผู้ฝึกตนระดับต่ำไม่สามารถมองเห็นได้หากมองด้วยตาตนเองแต่หลานหลิงทำได้และอีกฝ่ายก็ย่อมคาดไม่ถึงนี่เป็สาเหตุที่เขาไม่ยอมบอกเื่ราวเกี่ยวกับดวงตาของเขาแก่กวงตงจนมากเกินไป
ใต้ดวงจันทร์ซ่อนประกายดาบใต้หน้ากากซ่อนรอยยิ้มสัตว์ร้ายที่าเ็ชักมีดพุ่งเข้าใส่นักล่าหมายสร้างความประหลาดใจแต่สิ่งที่เขาเห็นเป็ภาพสุดท้ายก่อนจะหมดสติไปคือรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความสะใจของผู้ล่าที่แท้จริง
ไม่ทราบผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดเขาถึงได้สติขึ้นมาแต่สายตาของเขาพร่ามัวร่างกายไร้เรี่ยวแรงจมูกสูดเอาฝุ่นผงเข้าไปจำนวนหนึ่งทำให้เขาสำลักออกมา
"ท่านตื่นไวกว่าที่ข้าคิดนะท่านมีชื่อว่าอะไรหรือ" เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นในหูเขา
เขาพยายามกะพริบตาไล่ความขุ่นมัวออกไปจึงพบว่าตัวเขาอยู่ในห้องเล็กๆ เต็มไปด้วยฝุ่นและกองฟางล้อมรอบเต็มไปหมดไม่มีแสงไฟมีแต่แสงจันทร์เล็กน้อยที่ลอดเข้ามาแต่กลับไม่เป็ปัญหากับผู้บำเพ็ญทั้งสองเขาสำลักไอฝุ่นก่อนจะตอบเสียงเบา
"ข้า...ข้าชื่อหานจง"
"พี่หาน"หลานหลิงเรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนมเกินเหตุ "ขออภัยสำหรับสถานที่ข้าไม่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่นานแล้ว แต่สบายใจได้ไม่มีใครมารบกวนท่านกับข้าในเร็ว ๆนี้แน่นอน"
หานจงถูกมัดไว้กับโต๊ะปราณิญญาของเขาถูกพิษบางอย่างผนึกไว้ เห็นหลานหลิงกำลังสำรวจสัมภาระหลายกองอยู่หลายอย่างเขาจดจำได้ ล้วนเป็ของเพื่อนพ้องพวกเขาที่เข้าป่ามาด้วยกันเขากัดฟันกรอดแต่ปรากฏว่าร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรงจะกระทำการใดแม้แต่พูดจายังลำบาก
หลานหลิงหันมายิ้มให้"ท่านไม่ต้องพยายามแล้วการเตรียมร่างผู้ฝึกตนให้พร้อมสำหรับการทดลองเป็สิ่งที่คู่ค้าของท่านสอนข้ามาหลายปีข้าช่ำชองนักล่ะ คืนนี้ยังอีกยาวไกลท่านรอไปเถอะ"
หานจงรู้สึกเสียใจที่เขาใจไม่เด็ดขาดพออันความจริงเขาจะฆ่าตัวตายทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเลยก็ได้แต่พอเขาเห็นอีกฝ่ายเป็เด็กหนุ่มเขากลับย่ามใจปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอยไปคิดหลอกล่อทำร้าย ประเมินอีกฝ่ายผิดพลาด
"เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าใช้ยาแก้พิษ"หานจงถามช้า ๆ
"ท่านไม่มีอย่างอื่นให้ถามแล้วหรือ"หลานหลิงหยิบของในถุงออกมาโยนทิ้งบ้างเรียงไว้บ้างหานจงเงียบไปสักครู่ก่อนถามคำถามใหม่
"เ้ากับภูตพยัคฆ์เป็พวกเดียวกัน?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้"หลานหลิงตอบหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"เ้าสังเวยอะไรตอบแทนเพื่อให้ภูตพยัคฆ์รับใช้"
"สังเวย?"หลานหลิงเลิกคิ้ว "พี่หานมองข้าผิดไปแล้วอันที่จริงข้าลงมือเพียงเล็กน้อยเท่านั้นพวกท่านต่างหากที่ช่วยกันสร้างมันขึ้นมา"
"พวกข้า...สร้างมันขึ้นมาหรือ?"หานจงสงสัย
"หึหึเช่นนั้นพี่หานท่านคงลืมแล้วกระมังคนที่ปล่อยข่าวลือเื่ภูตพยัคฆ์ออกไปไม่ใช่พวกท่านหรอกหรือ"
"พวกข้า...นั่นล้วนทำเพื่อกีดกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องล่วงล้ำเข้ามาในป่าลึกแต่พวกข้าก็หยุดเมื่อสมควรเสมอ ภูตพยัคฆ์...แท้จริงแล้วไม่มีอยู่จริง"
หลานหลิงพยักหน้า"ดังนั้นแล้วเมื่อข่าวลือแพร่กระจายออกไปสี่ทิศแปดทางผ่านไปนานวันเข้าชาวบ้านก็สร้างศาลบูชาเ้าขุนเขาขึ้นมากลิ่นควันธูปพร้อมจิตใจที่เคารพยำเกรงเ่าั้ย่อมล่องลอยมายังขุนเขาด้านใน"
"ควันธูป?...เป็ไปไม่ได้" หานจงขัดขึ้น "ในเวลาไม่กี่ปีไหนเลยเกิดภูตพยัคฆ์ร้ายกาจเช่นนี้ขึ้นมาได้ยิ่งมีสติปัญญาสามารถทำสัญญากับมนุษย์เช่นเ้าได้ย่อมไม่มีทาง"
"เป็ไปไม่ได้...แต่ก็เป็ไปแล้วมิใช่หรือไม่ใช่ว่าเพิ่งััมันกับตัวมาแล้วหรือ?" หลานหลิงยิ้มทันใดนั้นด้านหลังของเขาปรากฏเงาขนาดมหึมา หานจงม่านตาหดวูบตัวของเขาขมวดเกร็งด้วยสัญชาตญาณ พยัคฆ์ขาวตัวใหญ่ั์สูงพอ ๆกับชายหนุ่มย่างก้าวเขามาอย่างสง่างามน่าเกรงขาม
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นทันใดนั้นรอบกายพยัคฆ์ขาวก็แปรเปลี่ยนไม่แน่นอนกลายเป็หมอกควันกลุ่มใหญ่ไหลกระจายไปทั่วทิศกลิ่นสาบเสือกระจายเข้าไปเต็มปอดของหานจง
หมอกควันจางหายไปมีเพียงเด็กหนุ่มยืนถือแผ่นไม้แผ่นหนึ่งเอาไว้หานจงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
ภูตพยัคฆ์กลับเป็เพียงแผ่นยันต์ไม้ท้อแผ่นหนึ่งเท่านั้น
เชิงอรรถ
1. ^เป็สำนวนจีนที่หมายถึงการนิ่งดูสถานการณ์ที่ศัตรูต่อสู้ห้ำหั่นกันเองเพื่อรอจังหวะชิงผลประโยชน์เมื่ออีกฝ่ายพลาดพลั้งโดยตนเองไม่ต้องออกแรงหรือรับความเสี่ยง
2. ^ เป็สำนวนจีนที่หมายถึงการพยายามซ่อนความจริงหรือปิดบังข้อเท็จจริงที่ใหญ่เกินกว่าจะปกปิดได้