“ผ่านมาก็หลายวันแล้ว ท่านอารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือยังเ้าคะ” เสียงหวานถามขึ้น
“มีแต่เ้าคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจข้า” หนิงผิงพูดยิ้มเต็มหน้า “ข้าช่างมีวาสนานักที่ได้รู้จักกับผู้หญิงที่ดีอย่างเ้า”
จ้าวฉิน บุตรสาวเพียงคนเดียวของร้านขายข้าวสารและธัญพืชร้านใหญ่ที่สุดของตำบลชิงสี นางเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วเมื่อวัยยี่สิบปี แต่โชคร้ายสามีกลับป่วยตายไปเสียก่อน ทั้งที่นางยังไม่มีโอกาสได้ตั้งครรภ์เลยด้วยซ้ำ
ครอบครัวของจ้าวฉินร่ำรวยเป็อันดับต้นในตำบลชิงสี หลังจากที่นางเป็หม้ายก็มีแม่สื่อเข้ามาทาบทามนางให้กับพ่อม่ายและหนุ่มใหญ่ทั้งหลายอยู่ไม่ขาด แต่นางกลับไม่ได้สนใจผู้ชายคนไหนเท่ากับ ‘หนิงผิง’ เลยสักคน ทั้งที่รู้ว่าหนิงผิงมีครอบครัวอยู่แล้ว แต่นางก็ยังอยากแต่งงานกับเขา ซึ่งหนิงผิงก็พอจะรู้เื่นี้อยู่บ้าง เพียงแต่เขายังไว้ท่ารอโอกาสอยู่เท่านั้น
“อันที่จริงข้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปก้าวก่ายกับเื่ในครอบครัวของท่าน เพียงแต่หญิงสาวที่ชื่อเสียงเสียหายขนาดนั้นจะหาทางแต่งออกไปกับครอบครัวดีๆ ก็คงจะยากแล้ว หรือแม้แต่น้องสาวและน้องชายก็คงจะหนีคำครหานินทาไปไม่พ้น ท่านก็รู้ว่าปากคนมันสูงขนาดไหน จะพูดให้คนตกลงมาตายยังไงก็ได้” จ้าวฉินแสร้งถอนหายใจ “ข้าเห็นใจท่านจริงๆ ถ้าเป็ข้าที่ต้องมาเจอกับเหตุการณ์นี้ ข้าคงยอมตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกไม่รักดีคนนั้นไปแล้ว ไปสร้างครอบครัวและมีลูกใหม่ยังจะดีเสียกว่า”
“ดีที่ลี่เอ๋อมีคู่หมั้นแล้ว ส่วนหลันเอ๋อยังพอเอาตัวไปขายเป็สาวใช้ในบ้านของเศรษฐีได้ หากโชคดีก็อาจจะได้เลื่อนไปเป็อนุ ส่วนเจี๋ยเอ๋อ...ถ้าข้าส่งเสริมให้เขาได้เรียนดีๆ...”
จ้าวฉินรีบพูดแทรก “หากหนิงเจี๋ยร่ำเรียนจนสอบเข้ารับราชการได้ แต่ชื่อเสียงของพี่สาวก็อาจจะเป็ตัวฉุดรั้งเขาในอนาคต เฮ้อ...ท่านช่างเป็คนดีจริงๆ หากข้ามีโอกาสได้แต่งกับคนดีๆ อย่างท่านก็คงจะถือเป็บุญวาสนาของข้าไม่น้อย”
หนิงผิงทำงานเป็หลงจู๊อยู่ในร้านขายข้าวสารตระกูลจ้าวมานาน มีหรือที่เขาจะฟังความนัยของจ้าวฉินไม่ออก เขาลองยื่นมือของตัวเองไปวางทับบนมืออ่อนนุ่มของจ้าวฉินที่วางอยู่บนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าจ้าวฉินไม่ได้ชักมือกลับ เขาก็กุมมือนางเอาไว้แน่น “ความหมายของเ้าก็คือ...”
“ยังจะได้ข้าพูดอะไรอีกหรือเ้าคะ...ท่านพี่” จ้าวฉินทำท่าทางเอียงอายเหมือนสาวแรกรุ่น
หนิงผิงถูกใจกับท่าทางนี้ยิ่งนัก แต่ก็แสร้งชักมือตัวเองกลับพร้อมแสดงท่าทางเศร้าใจและเจียมตัว ก่อนพูดขึ้นอย่างเป็ทางการ “ข้าขอบคุณสำหรับน้ำใจของเถ้าแก่เนี้ยที่มีให้ข้า วาสนานี้แม้ให้ข้าเกิดอีกสิบชาติก็ไม่รู้ว่าจะได้ััอีกหรือไม่ แต่คนอย่างข้าคงไม่คู่ควรกับเถ้าแก่เนี้ย เพราะบ้านของข้าเป็แค่ครอบครัวชาวนา ข้าแค่โชคดีกว่าคนอื่นที่ได้มีโอกาสได้ฝึกเรียนเขียนอ่านจนได้มาทำงานในตำบล อีกทั้งเวลานี้ตัวข้ายังมีภรรยาและลูกๆ ที่ต้องรับผิดชอบอยู่อีก”
จ้าวฉินไหนเลยจะไม่รู้ความนัยในคำพูดของเขา “ขอเพียงท่านพี่จัดการกับธุระของท่านให้เรียบร้อย ตำแหน่งเถ้าแก่ใหญ่ของร้านขายข้าวสารตระกูลจ้าวก็จะมอบให้ท่านดูแล อีกทั้งบุตรชายบุตรสาวที่จะเกิดมา ก็จะเป็เพียงบุตรที่เกิดมาจากท่านและข้าเท่านั้น จ้าวฉินคนนี้ขอสาบาน หากข้าไม่สามารถทำตามคำพูดที่ข้าได้ให้ไว้กับท่านได้ ขอให้ข้า...”
“เ้า...พอแล้ว! ข้าเชื่อแล้ว เ้าอย่าพูดคำสาบานเ่าั้ออกมา” หนิงผิงรีบเดินอ้อมโต๊ะไปกอดจ้าวฉินไว้อย่างใ “ขอเวลาให้ข้าจัดการกับเื่ที่บ้านให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นข้าจะมาแต่งงานกับเ้า และข้าขอสัญญาว่าต่อจากนี้ข้าจะมีเ้าเป็ฮูหยินเพียงคนเดียว และบุตรของข้าจะเป็บุตรที่เกิดจากเ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”
“ท่านพี่...” จ้าวฉินเงยหน้ามองหนิงผิงด้วยสายตารักใคร่ ซึ่งหนิงผิงก็ไม่ต่างกัน เขาก้มหน้าลงจุมพิตริมฝีปากบางอย่างอดใจไม่อยู่
“ท่านแม่ น้องรองหายไปตั้งหลายวันแล้วนะขอรับ เหตุใดเขายังไม่รีบกลับมาจัดการกับเื่ของครอบครัวเขาอีก เกิดพรานเฒ่าตายไปเสียก่อน เงินสิบตำลึงนั่นท่านก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วนะขอรับ หรือว่าท่านแม่ไม่อยากให้หลานเอ๋อเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว” หนิงหย่งพูดอย่างร้อนใจ
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไร แม่ก็ต้องอยากให้หลานชายของแม่ได้เรียนสูงๆ แล้วก็ได้สอบเข้ารับราชการ ให้เขาได้เดินผึ่งผายไปทั่วตำบล เท่านี้ครอบครัวของเราก็จะมีหน้ามีตากว่าใครในหมู่บ้านแล้ว” แม่เฒ่าหนิงบอกกับลูกชาย “เ้าใจเย็นๆ ก่อนเถอะ แม่คิดว่าเวลานี้งานของเ้ารองคงกำลังยุ่งอยู่ แล้วนี่สะใภ้ใหญ่ไปอยู่ที่ไหนเสียเล่า”
“ก็ั้แ่น้องสะใภ้รองพาเ้าเด็กสามคนนั่นออกจากบ้านไป งานบ้านทุกอย่างก็ต้องเป็เมียกับลูกสาวของข้าที่ต้องมาทำ ตอนนี้พวกนางต่างก็เหน็ดเหนื่อยมากเลยนะขอรับ ไหนจะงานในไร่ ไหนจะงานบ้าน ข้าเห็นแล้วก็อดที่จะส่งสารลูกกับเมียข้าไม่ได้” หนิงหย่งพูดอย่างเสียใจ เขารู้ดีว่าแต่ไหนแต่ไรมา แม่เฒ่าหนิงนั้นรักเขามากกว่าน้องชายคนรอง แต่ั้แ่ที่น้องชายคนรองได้เข้าไปทำงานเป็หลงจู๊ในตำบล ความรักที่แม่เฒ่าหนิงมีให้ตนก็เริ่มจะเอนเอียงไป เขายังนึกเสียใจที่ทำไมตอนนั้นถึงี้เีเรียนหนังสือแล้วยกให้น้องรองไปเรียนแทน ไม่เช่นนั้นป่านนี้เขาคงมีหน้าที่การงานที่ดีกว่าน้องรองไปแล้ว และเขาก็คงไม่ต้องมานั่งทำนาให้เหนื่อยยากอย่างทุกวันนี้
“แล้วเ้าจะมัวมายืนบ่นอยู่เฉยๆ ทำไม! รีบไปเรียกพวกเลี้ยงเสียข้าวสุกนั่นให้กลับมาทำงานเสียสิ หรือว่าเ้าไม่กล้า ถ้าอย่างนั้นยายเฒ่าอย่างข้าก็จะไปเรียกพวกมันกลับมาเอง” แม่เฒ่าหนิงะโขึ้นอย่างโมโห
“แต่ว่านั่นเป็ครอบครัวของน้องรอง ข้าไม่กล้าไปเรียกพวกนางกลับมาหรอกขอรับ” หนิงหย่งแสร้งก้มหน้าลง
“แต่ข้าเป็ย่าของพวกมัน ข้าเป็ใหญ่ที่สุด ตราบใดที่ทุกคนยังไม่แยกบ้าน ทุกคนก็ต้องฟังคำสั่งข้า เ้ารีบไปเรียกพวกมันมา หากพวกมันไม่ยอม ข้าอนุญาตให้เ้าตีพวกมันได้”
หนิงผิงเดินเข้าบ้านมาอย่างอารมณ์ดีก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงแม่ของตัวเองะโเสียงดังอยู่ในบ้าน “ท่านแม่เป็อะไรหรือขอรับ เสียงะโของท่านดังไปถึงรั้วหน้าบ้าน”
“อ้อ...เ้ารองกลับมาแล้วรึ แม่กำลังโมโหครอบครัวตัวดีของเ้าน่ะสิ พวกมันหนีออกจากบ้านไปอยู่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านกันหมดแล้ว งานในไร่ก็ไม่ออกไปช่วยพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ของเ้าทำ ช่างเป็คนที่ไร้ประโยชน์และเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”
“ท่านแม่ใจเย็นๆ ก่อนขอรับ ท่านด้วยขอรับพี่ใหญ่ วันนี้ข้ามีเื่มาปรึกษากับพวกท่าน หากพวกท่านเห็นด้วย ครอบครัวของเราก็จะมีแต่เื่ดีๆ เกิดขึ้น” หนิงผิงเริ่มพูด
“เื่ดีๆ อะไรหรือ เ้ารีบพูดออกมาให้แม่ฟัง” แม่เฒ่าหนิงถามขึ้นอย่างสนใจ
“น้องรองหายไปเสียหลายวัน กลับมายังสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี หากมีเื่ดีอย่างที่ว่าจริง เหตุใดเ้าจึงไม่ซื้อผ้าเนื้อดีมาฝากท่านแม่บ้างเล่า” หนิงหย่งพูดขัดขึ้นด้วยความอิจฉาเมื่อเห็นน้องชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ทั้งชุด เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดเตือนแม่เฒ่าหนิงให้สังเกตดู
แม่เฒ่าหนิงกับหนิงผิงมีหรือจะฟังไม่ออก ก่อนที่แม่เฒ่าหนิงจะได้เอ่ยปาก หนิงผิงก็ชิงพูดตัดหน้าขึ้นเสียก่อน “เื่ที่ข้าจะปรึกษาก็คือเื่ความเป็อยู่ในครอบครัวของเราตอนนี้อย่างไรขอรับ ข้าอยากปรึกษาท่านแม่กับพี่ใหญ่ว่าข้า้าหย่ากับหวังซื่อ ข้าต้องทำอย่างไรขอรับ”
“หย่า!” แม่เฒ่าหนิงกับหนิงหย่งะโขึ้นพร้อมกันด้วยความใ