วันที่ห้า
ยามเช้าวันที่ห้า ไป๋จิ้งรู้สึกถึงพละกำลังที่เริ่มกลับคืนมา เขาตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องให้ไป๋หลันปลุก แสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างมากระทบใบหน้า เขาลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงด้วยตนเองได้ แม้จะยังเชื่องช้าแต่ก็มิได้หน้ามืดเหมือนวันก่อนๆ
ไป๋หลันซึ่งกำลังจัดตำรับยาอยู่ใกล้ๆ เห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยประคอง “ลุกไหวแล้วหรือ ระวังหน่อยนะ” นางพูดพลางจัดหมอนให้เข้าที่ “วันนี้เ้าดูมีแรงขึ้นมากเลย”
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ พี่” ไป๋จิ้งยิ้มบาง “เกือบจะเหมือนคนปกติแล้ว” เขามองรอบห้องที่สะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ที่ตนสวมก็หอมกลิ่นแดดจางๆ “พี่ดูแลข้ามาตลอดสี่วันเลยหรือ?”
“ไม่อย่างนั้นเ้าคิดหรือว่าจะรอดมาได้” ไป๋หลันเย้า หยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้เขา “หมอภูติให้ยามาแล้วก็กลับไป มีเพียงพี่นี่แหละที่คอยดูเ้า”
“พี่เก่งที่สุดเลย” ไป๋จิ้งเอ่ยด้วยความประทับใจ “ทั้งต้มน้ำยา ทั้งดูแลข้า…ข้าคงไม่มีวันตอบแทนพี่ได้หมด”
“พูดอะไรเช่นนั้น” ไป๋หลันทำเสียงดุอย่างรักใคร่ “ชีวิตเ้า ก็คือชีวิตพี่ เรามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้อง ถ้าพี่ไม่ช่วยเ้า แล้วใครจะช่วย” นางกล่าวจากใจจริง
ไป๋จิ้งกลั้นน้ำตา เขาพยักหน้าเข้าใจและซาบซึ้ง “พี่พูดถูก…ข้าโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็น้องของพี่”
“ดีแล้ว อย่าเพิ่งร้องไห้อีกละ” ไป๋หลันหัวเราะเบาๆ แม้ตาตัวเองจะรื้นไปด้วย “ตอนนี้คนป่วยของพี่คงหิวแล้วกระมัง”
“ใช่ พี่พูดแล้วข้าก็หิวขึ้นมาจริงๆ” ไป๋จิ้งยิ้มเขินๆ เพราะนี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขารู้สึกอยากอาหาร
ไป๋หลันหัวเราะชอบใจ “นั่นเป็สัญญาณที่ดีมาก” นางลุกขึ้นเดินไปหยิบหม้อโจ๊กที่อุ่นไว้บนเตาไฟมายังเตียง จากนั้นตักใส่ชามแล้วยื่นให้ “ลองดูสิ วันนี้พี่ทำโจ๊กใส่เนื้อไก่นิดหน่อย เ้าน่าจะทานได้มากขึ้น”
ไป๋จิ้งรับชามจากพี่สาวด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามตักโจ๊กส่งเข้าปากเองทีละคำอย่างระมัดระวัง ไป๋หลันนั่งดูอยู่ใกล้ๆ เตรียมจะช่วยหากเขาเมื่อยมือ ทว่าคราวนี้เขาสามารถกินเองได้เกือบครึ่งชามทีเดียว
“ค่อยยังชั่วแล้วนะเรา” ไป๋หลันเอ่ยพลางยิ้ม “รู้ไหมตอนเ้าไม่สบาย พี่ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำเ้าแทบตลอดเวลา” นางเล่า
ไป๋จิ้งยิ้มบาง “ข้าจำอะไรไม่ค่อยได้เลย มีแต่ฝันรางๆ” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “เมื่อคืนข้านอนคิด…ข้าน่าจะไม่ถูกพิษเล่นงานเสียั้แ่แรก พี่จะได้ไม่ลำบาก”
ไป๋หลันส่ายหน้า “เ้าไม่ต้องโทษตัวเอง พี่เต็มใจช่วยเ้า เ้าเองก็อย่าโทษตัวเองกับเื่ที่ผ่านไปแล้วเลย”
ไป๋จิ้งพยักหน้า เขารู้ว่าพี่สาวไม่อยากให้เขาจมกับอดีต “จริงสิ แล้วพิษนั่น…หมอหลี่ิเคยบอกหรือไม่ว่ามันมาจากอะไร?” เขาถามด้วยความสงสัย
“หมอภูติว่า…อืม เหมือนจะเป็พิษหนอนกู่จากพวกหมอผีทางใต้” ไป๋หลันตอบ “แต่ตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้วล่ะ พิษนั้นถูกขับออกจากร่างเ้าจนหมด ต่อให้มีหลงเหลืออยู่บ้างตัวยาก็ยังอยู่ในร่างเ้าคอยกำจัดพิษส่วนที่เหลืออีกหลายวันทีเดียว”
“อืม” ไป๋จิ้งพยักหน้า เขารู้สึกถึงความโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน “พี่หลัน…ตอนนี้ข้ารู้สึกร่างกายเบาสบายมาก เหมือนไม่มีอะไรหนักหรือเจ็บอยู่ข้างในเลย”
ไป๋หลันยิ้ม “หมอหลี่ิบอกไว้ว่า เมื่อชำระพิษหมดแล้ว ร่างกายเ้าจะกลับมาแข็งแรงดังเดิม และอาจดียิ่งกว่าเก่า เพราะไขกระดูกและเส้นปราณที่ผ่านการล้างพิษจะสะอาดบริสุทธิ์” นางบอกตามที่หมอภูติเล่าให้ฟังขณะปรุงยา
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณท่านหมอยิ่งนัก” ไป๋จิ้งว่า “ท่านผู้นี้รักษาข้าไว้แท้ๆ พี่ ท่านอยู่ไหนหรือ ข้าอยากขอบคุณท่านด้วยตัวเอง”
“หลังมอบยาให้พี่ ท่านก็จากไปแล้ว” ไป๋หลันตอบ “แต่พี่ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเ้าหายดี เราจะไปขอบคุณท่านถึงที่ให้ได้”
ไป๋จิ้งพยักหน้า “ใช่ พี่น้องเราเป็หนี้บุญคุณท่านมาก ต้องหาโอกาสตอบแทน”
หลังจากพักสนทนาอยู่สักครู่ ไป๋จิ้งก็เอ่ยปากขึ้น “พี่หลัน พาข้าออกไปข้างนอกหน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากออกไปสูดอากาศ” เขาถามอย่างมีความหวัง
ไป๋หลันชะงักเล็กน้อย “เ้าจะไหวหรือ เพิ่งฟื้นนี่นา”
ไป๋จิ้งยิ้ม “ข้าว่าไหว แค่ตรงลานหน้าบ้านก็พอ ข้าอยากเห็นท้องฟ้า สูดอากาศข้างนอกสักหน่อย”
ไป๋หลันครุ่นคิดก่อนพยักหน้า “ก็ได้ แต่ต้องระวังนะ” นางประคองช่วยพยุงเขาอย่างแ่เบา ออกแรงน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้น้องชายฝืน
เมื่อทั้งสองออกมาถึงชานเรือน ดวงตะวันสายก็ทอแสงนวลลงมายังพื้นลาน ไป๋จิ้งยกมือขึ้นกันแสงที่ส่องตาเล็กน้อย เขาสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ได้กลิ่นดินและแมกไม้สดชื่นที่ห้อมล้อมเรือนหลังน้อยของพวกเขา
“อากาศดีจริงๆ” ไป๋จิ้งเอ่ย พลางผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าจากอากาศบริสุทธิ์ภายนอก ที่ต่างกับกลิ่นยาและพิษที่อบอวลในห้องตลอดหลายวันก่อน
ไป๋หลันพยุงน้องชายนั่งลงบนม้านั่งไม้ตัวยาวตรงลานบ้าน จากนั้นนางยืนข้างๆ คอยระวังเผื่อเขาหน้ามืด ไป๋จิ้งหลับตาพริ้มซึมซับสายลมและแสงแดด เขาเอ่ยออกมาเบาๆ “ข้ารู้สึกเหมือนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง…ราวกับเกิดใหม่เลยพี่หลัน”
ไป๋หลันยิ้มกว้าง เฝ้ามองสีหน้าที่เปี่ยมสุขของน้องชายด้วยความชื่นใจ นางพยักหน้า “ใช่แล้วล่ะ เ้าเกือบ…เกือบจะจากพี่ไป แต่ตอนนี้เ้ากลับมายืนตรงนี้ได้ พี่ไม่รู้จะดีใจอย่างไรหมดแล้ว” น้ำเสียงประโยคหลังของนางสั่นเครือ
ไป๋จิ้งลืมตาขึ้น เห็นดวงหน้านั้นของพี่สาวก็พลอยน้ำตารื้น “ข้าทำให้พี่ลำบากและหวาดกลัวเพราะข้าแท้ๆ” เขาพูดอย่างรู้สึกผิด “หากวันนั้นข้าไม่ถูกพิษเล่นงาน…”
“อย่าโทษตัวเองเลย” ไป๋หลันส่ายหน้า น้ำตาคลอ “พี่ไม่เคยเสียดายแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทเพื่อเ้าเลย รู้ไหม ทุกคืนพี่อธิษฐานต่อฟ้าดิน ขอแค่เ้าได้มีชีวิตต่อ…พี่ก็ยอมแลกทุกอย่าง”
“พี่…” ไป๋จิ้งพูดไม่ออก เขาซึ้งใจจนต้องก้มหน้าซ่อนน้ำตา
ไป๋หลันทรุดตัวลงคุกเข่าข้างม้านั่ง กอดน้องชายไว้แแ่ ไป๋จิ้งซบศีรษะลงกับไหล่พี่สาว ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ สองพี่น้องกอดกันแน่น ในใจเต็มตื้นไปด้วยความรักและความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
ผ่านไปครู่ใหญ่ ไป๋จิ้งก็ผละออกมาปาดน้ำตา เขายิ้มเขินๆ “ข้าร้องไห้เป็เด็กๆ ไปได้”
“ฮึ เ้ากับพี่ก็ไม่ต่างกันหรอก” ไป๋หลันหัวเราะแ่ ดวงตายังแดงเรื่อทั้งคู่ นางค่อยๆ พยุงเขาขึ้นอีกครั้ง “เข้าไปข้างในก่อนเถอะ ลมเริ่มแรงแล้ว เดี๋ยวเ้าจะไม่สบายเอา”
“ได้” ไป๋จิ้งรับคำ เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แม้ยังต้องให้พี่สาวประคองแต่ก็ยืนได้มั่นคงขึ้น ทั้งคู่จูงมือกันกลับเข้าไปในเรือน
ค่ำคืนวันที่ห้า ผ่านไปอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่ทั้งสองจะจำได้ในรอบหลายเดือน ไป๋จิ้งสามารถนั่งพูดคุยกับพี่สาวได้เป็นานโดยไม่เหนื่อยหอบ ทั้งสองหยอกล้อพูดคุยราวกับวันที่แสนสงบสุขได้หวนคืนมาอีกครั้ง ไป๋หลันยิ้มและหัวเราะได้ นอนหลับสนิทในคืนนั้น โดยมีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของน้องชายคอยกล่อมให้หัวใจนางเป็สุขจนถึงยามเช้า