เกิดคลื่นระลอกใหญ่ไปทั่วสนามประลองทั้งสิบแห่ง และผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่
มันไม่ใช่คลื่นที่มาจากเสียงเฮฮาแบบที่พวกนายอาจจะคาดหวังกันหรอกนะ
แต่มันเป็นคลื่นแห่งความกระอักกระอ่วน ที่ต่อให้ใครอยากจะอ้าปากด่าก็ยังต้องกลืนคำเอาไว้
เพราะสิ่งที่เป็นต้นเหตุคือของที่สมาคมการค้าตระกูลฮูจัดมาโชว์เต็มที่นั่นแหละ
ถ้าเป็นร้านค้าทั่วไปละก็..
บรรยากาศคงสนุกกว่านี้เยอะ..
เพราะอย่างน้อยก็คงจะมีคนกล้า บ่น โห่ ด่า หรือเสียงชูป้ายที่มีคำว่า 'ไปให้พ้น' ได้
คงเป็นอะไรที่น่าสนุก
แต่นี่..
มันเป็นของจากตระกูลฮู ตระกูลห้าเสาหลักที่พ่อค้ารายใหญ่ ใครจะกล้าวิจารณ์กันล่ะ?
แล้วของที่ว่า..
ให้ตายเถอะ!
ขอบ่นหน่อย..
ปิ่นปักผมที่เอามาเดินโชว์น่ะ ขนาดไม่ถึงฝ่ามือผู้หญิงด้วยซ้ำ แถมยังบางจนผมนึกว่ากิ่งไม้แห้ง ๆ สักอันที่รอวันหัก
ลวดลายที่ว่าเล็กก็เล็กจนแทบต้องเพ่งจนคนสายตาไม่ดีอาจมีความลำบากในการเลือกลาย
โดยเฉพาะรูปม้าที่เป็นตราของตระกูลหม่าน่ะ ผมเพ่งมองก็ได้แต่ เอ๊ะ! มันเป็นม้าที่ห้าวหาญหรือสุนัขที่เพิ่งกินยาเบื่อเข้าไปกันแน่?
ดูแล้วขนาดมันเล็กยิ่งกว่าเม็ดถั่วเขียวซะอีก! ส่วนหัวสัตว์อีกสามตัวน่ะเหรอ อย่าถามเลย ดูแล้วเหมือนกันไปหมด
ซึ่งผมมองว่าพวกเขาเก่งนะครับ.. ที่สามารถปั้นตรามังกรประจำตระกูลตงให้มีหน้าตาแบบนั้นได้
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตระกูลฮูเป็นเจ้าภาพรึเปล่า รูปตราจิ้งจอกของพวกมันถึงได้ดูดีและน่าเกรงขามกว่าเพื่อน
หรือที่จริงมันก็แค่หมาตัวอื่นที่พอเหมือนหน่อย ๆ ก็ถูกตีความว่าเป็นจิ้งจอกไปแล้วก็ได้
ยัง..ยังไม่พอ..!
พู่หินอัคนีที่ให้มาน่ะ บางกรอบจนผมนึกว่ามันคือเศษขนมอบกรอบ! ที่ฮันเซลกับเกรเทลเอาไว้โปรยตอนหลงป่า
ถ้าเอาไปคาดเอว คงแขวนได้ไม่เกินครึ่งวันแน่นอน และผมไม่แน่ใจว่าหากถูกลมพัดแรง ๆ จะเป็นยังไง
มันอาจปลิวหายไปเลยก็ได้นะ
สรุปคือของที่สมาคมการค้าตระกูลฮูเรียกให้ไปซื้อน่ะ
ไม่ได้ลงทุนอะไรเลยจริง ๆ
“นี่คือสิทธิพิเศษสำหรับคนที่ซื้อสินค้าเกินหนึ่งเหรียญทองขึ้นไป!”
ฮูเฉียนประกาศด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนผมได้รับมอบกระบี่กระแสธารามาเสียอีก
“เอาล่ะ..
ในเมื่อพวกเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้ว..
เช่นนั้นเราจะไม่รบกวนเวลาแล้ว
ผู้ที่ลงแข่งขันในรอบแรกนั้นหากพร้อม ก็เชิญขึ้นเวทีประลองได้!!”
คำพูดท่อนหลังของเจ้าพ่อค้าเสียงแหลมนั่น..
ทำเอาบรรยากาศที่อึมครึมอย่างกับห้องสอบปลายภาคพลันเปลี่ยนไป
มีเสียงถอนหายใจเบา ๆ คล้ายลมพัดปลายหูของผู้คนบนอัฒจันทร์ ก่อนที่ความสงบเยือกเย็นจะเข้ามาแทนที่ พร้อมกับเลือดลมในกายของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนที่เริ่มเดือดพล่านขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยากระตุ้น
สายตาของผมก็ได้กลับมาจดจ่ออยู่ที่เวทีประลองหมายเลขสิบอีกครั้ง
แล้วอยู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่ง..
อะแฮ่ม..! นักบวช? เอิ่ม.. เขาคนนั้นเดินขึ้นเวทีมาด้วยชุดสบงสีดำ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนพระจากวัดในทวีปเก่าของผมเหมือนกันนะ
ถ้าไม่นับว่าพระพวกนั้นเขาโกนหัวกัน ส่วนคนคล้ายนักบวชคนนี้ดันไว้ผมยาวถึงกลางหลัง
แถมยังปล่อยผมยุ่งเหมือนไม่เคยเจอหวีมาก่อน
รุงรังเสียจนอยากล้วงหวีจากอกเสื้อเดินไปหวีให้เอง
แล้วนักบวชลึกลับจากค่ายลับแลคนนั้นก็พูดขึ้นว่า
“ประสกผู้เจริญแล้วท่านใดมีรายชื่อในการแข่งขันชิงชัยในสนามที่สิบรอบนี้เชิญขึ้นมาบนเวที...”
ผมได้แต่มอง.. แต่อดไม่ได้จึงเอ่ยถามโหวหวังทันที
“นั่นใครน่ะโหวหวัง..
แต่งตัวเหมือนพระสงฆ์..
เอ่อ.. ข้าหมายถึงนักบวชที่ทวีปเก่าของข้าเลย”
โหวหวังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยข้อมูล
“เขาคือนักบวชแห่งนิกายชมจันทร์ที่ถูกเชิญมาเป็นกรรมการสำหรับการประลอง”
“ที่แท้.. นักบวชนิกายชมจันทร์ก็เป็นแบบนี้เอง..”
ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่ยี่ฟู่เคยเล่าให้ฟังเมื่อคราวก่อน
พวกเขาเป็นคนจากอารยธรรมขนนก..
ใช่แล้ว.. ชื่อนี่ฟังดูแฟนซี แต่แนวคิดของพวกเขากลับไม่ได้เบาเหมือนชื่อเลยสักนิด
พวกนั้นบูชาดวงจันทร์คล้ายกับทุกความเชื่อที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
แต่สำหรับนิกายนี้..
พวกเขาหลงใหลในความมืด แสงดาวและแสงเดือนที่หม่นหมองจนกลายเป็นหลักปรัชญาประจำชีวิต
เพราะพวกเขาเชื่อว่านั่นแหละคือความจริงแท้อันยั่งยืนที่ไม่ถูกกลบหายไปตามกาลเวลาเหมือนแสงแดดจ้า ๆ ที่พอตกเย็นก็หายวับไปกับตา
พวกเขายังเชื่ออีกว่า แสงสว่างที่เจิดจรัสนั้นบางคราอาจนำภัยร้ายยิ่งกว่าความมืดเสียด้วยซ้ำ
เหมือนคำว่า 'มารในคราบคนดี' ที่ดูน่ากลัวกว่าพวกโจรที่ประกาศตัวชัดเจนซะอีก
เอาเข้าจริง..
ผมเองก็เริ่มเข้าใจความคิดพวกเขาอยู่นิดหน่อยนะ
ด้วยเหตุนี้..
พวกเขาจึงบูชาดวงจันทร์และดวงดาว สิ่งที่เปล่งแสงอย่างเงียบ ๆ ในค่ำคืนอันยาวนาน แม้แสงพวกนั้นจะไม่สว่างเท่าแสงแดนในตอนเช้า
แต่กลับอยู่เคียงข้างผู้คนในความมืดมิด
แต่ก็นั่นแหละ..
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้คนจากอารยธรรมขนนกด้วย
ผมเลยได้ถามโหวหวังไป
“แล้วเหตุใดถึงใช้คนจากนิกายชมจันทร์เป็นกรรมการเล่า?”
“หากใช้คนภายในอาณาจักร..
คงได้เกิดข้อกังขากันไปทั่ว
สู้วานคนจากนิกายชมจันทร์มาเป็นผู้ตัดสินจึงเป็นสิ่งที่เที่ยงตรงและจริงใจที่สุด
แต่พวกเขาก็ถูกเชิญให้เป็นกรรมการในรอบนี้เท่านั้น..
รอบต่อไปก็จักใช้คนของสกุลเจ้าบ้านแล้ว..”
ก็สมเหตุสมผลดีนะ..
ในเมื่อระบบการเมืองของอาณาจักรปัญจมิตรมันซับซ้อน มีหลายตระกูลช่วยกันปกครอง
การที่จะพาคนนอกมาเป็นกรรมการก็ดูจะเป็นอะไรที่เมคเซ้นส์
เวทีเก้าและสิบเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อผู้ลงแข่งขันพากันขึ้นเวทีจนเต็มครบหนึ่งร้อยคนพอดิบพอดี
หนึ่งร้อยชีวิตที่กำลังจะกลายเป็นฉากแอ็กชันกลางแจ้งที่ไม่มีบทพูด..
แต่มีเสียงกระดูกลั่นเป็นเอฟเฟกต์ แถมด้วยหยาดเลือดที่แสดงถึงความเพียร
แล้วนักบวชแห่งนิกายขนนก..! เอ้ย! ชมจันทร์ ก็เริ่มประกาศกฎกติกา
“กฎในการประลองรอบนี้นั้นอย่างที่ผู้เจริญแล้วทราบ..”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ทำนองเดียวกับครูประจำชั้นตอนเรียกนักเรียนเข้าแถวหน้าเสาธง
ซึ่งผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“แต่ละรอบของแต่ละสนามจะหาผู้ผ่านเข้ารอบเพียงหนึ่งเดียว
อาวุธทุกอย่างล้วนใช้ได้ยกเว้นเพียงโอสถที่ใช้ในการฟื้นฟู ยาพิษก็เช่นเดียวกัน
หากผู้ใดถูกจับได้ว่าลอบทายาพิษไว้ที่อาวุธหรือใช้พิษในการแข่งขันชิงชัยในครั้งนี้..
เราขออนุญาตใช้สิทธิ์ที่เราได้รับมอบมาในการตัดสิทธิ์ผู้ด้อยอารยะคนนั้น ๆ จากการแข่งขัน
การทำให้ผู้อื่นทุพพลภาพหรือปลิดชีพผู้อื่นนั้นถือเป็นโทษหนัก..
ไม่เพียงถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันแต่ยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแห่งอาณาจักรปัญจมิตร
โปรดเห็นว่ามันเป็นกีฬา อย่าได้เคียดแค้นต่อกัน..
หากทุกคนพร้อมแล้วจงรอสัญญาณจากผู้บูชาราตรีเช่นเรา..”
พอพูดจบเขาก็ลอยขึ้นเหนือเวทีอย่างสงบเสงี่ยม แล้วกล่าวเสียงเรียบไม่ต่างจากก่อนหน้า
“หากพร้อมแล้วก็เชิญผู้เจริญแล้วทุกท่านประลองแข่งขันได้...”
ทันทีที่เสียงของนักบวชท่านนั้นสิ้นสุดลง..
สนามประลองหมายเลขสิบก็สั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหวเล็ก ๆ เพราะการเปิดฉากใส่กันของจอมยุทธ์ทั้งร้อยชีวิตที่เหมือนได้รับสัญญาณไฟเขียวพร้อมกัน
ส่วนผมก็ได้แต่จ้องตาแทบไม่กะพริบเลยทีเดียว
เพราะรอบถัดไปมันก็ถึงคิวผมแล้วน่ะสิ
ไม่ดูไว้จะไปเข้าใจยุทธวิธีพวกนี้ได้ยังไงเล่า?
ว่าไปแล้ว..
มันก็ไม่ต่างกับ 'ศึกม้าชนเมือง' ที่ผมเล่นตอนเด็ก ๆ ที่ใครเข้ามาก็ซัดใส่กันแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มะรุมมะตุ้มแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
บางคนล้มหมดสภาพคาที่เวที ก็มีมือพลังปราณของนักบวชช่วยหิ้วออกไปแบบนิ่ม ๆ
บ้างก็รู้ตัวว่าไม่รอดแน่ ก็เลยรีบลงจากเวทีเองเลยก่อนจะโดนเหวี่ยงตกเอง
เวลาผ่านไปแปบหนึ่ง ในที่สุดก็ได้ผู้ที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายบนเวทีหมายเลขสิบ
เขาคนนั้นเป็นผู้ชายร่างใหญ่ หน้าตาคงเคยหล่ออยู่บ้างในอดีต
แต่ตอนนี้..
ตาขวาบวมจนแทบปิด ปากบวมเจ่อเหมือนกลืนแตงโมเข้าไปทั้งลูก
ฟันก็.. อืม.. ผมขอภาวนาให้มันยังเหลือไว้กินข้าวได้บ้าง
ถ้าเป็นผมเจอแบบนั้นตอนผมกลับไปที่เมืองนพบุรี
ท่านย่าคงจำหน้าหลานชายคนนี้ไม่ได้แน่ ๆ
จากนั้นสนามที่เก้าก็ได้ผู้ชนะตามมาติด ๆ
ด้วยเนตรจ้าวมังกรของผม..
ผมจึงจับพลังยุทธ์ได้ทันทีว่าชายจากเวทีสิบอยู่ระดับสัมผัสปราณขั้นปลาย ส่วนอีกคนจากเวทีเก้าแม้จะมีแค่แผลฟันเฉี่ยว ๆ ที่หลังมือซ้าย แต่ระดับชั้นยุทธ์กลับอยู่แค่สัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นเท่านั้น
ดูจากที่เห็นแล้ว..
ถ้าในรอบของผมมีคนระดับสรรพวิถีแค่ไม่กี่คน..
ผมก็มีสิทธิ์ลุ้นเข้ารอบอย่างสวย ๆ เลยล่ะ
รอไม่นานนัก นักบวชคนที่เป็นกรรมการก็เอ่ยเรียกผู้เข้าแข่งขันรอบสองขึ้นสู่เวที
“ผู้เจริญแล้วทุกท่านที่ลงแข่งขันในรอบต่อไป..”
เสียงประกาศของเขาฟังดูคุ้นชินจนเหมือนก๊อปคำพูดตัวเองมาจากรอบก่อน
แต่เชื่อไหม..
รอบนี้ผมไม่ได้ตั้งใจฟังเลยสักคำ เพราะความตื่นเต้นมันพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด อาการเหมือนครั้งแรกที่ผมได้แข่งบอลโรงเรียนเลย
มือข้างหนึ่งยังจับกระบี่กระแสธาราไว้แน่นจนเริ่มสั่นเองโดยไม่ต้องร่ายคาถา
สายตาของผมก็เปลี่ยนเป็นสีทองตามสไตล์ เพื่อสแกนศัตรูร่วมสนามอีกเก้าสิบเก้าคน
ผลคือ..
มีอยู่สามคนเท่านั้นที่ผมควรต้องระวังเป็นพิเศษ
พวกมันเป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ในระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นเหมือนกับผม
ฟังดูยุติธรรมดี
แต่เอาจริงก็ยังน่าหนักใจอยู่ดี
นักบวชเริ่มเอ่ยต่อ
“หากพร้อมแล้ว..!”
แต่ยังไม่ทันให้ข้าได้เข้าสู่โหมดสงบจิตเพื่อเตรียมฟาดหัวใคร
เสียงหนึ่งที่ผมพอจะคุ้น ๆ ก็ดังขึ้นจากข้างล่างเวที
“ข้าพระเจ้าขอกล่าวอะไรบางอย่างได้หรือไม่ท่านกรรมการ...”
เท่านั้นแหละ..
ความตื่นเต้นของผมเมื่อครู่หายวับไปเหมือนเงินค่าขนมที่หมดไป
ใช่เลย..
เสียงนั้นมันของ ตงเสวี่ยซาน เจ้าคนที่ลากผมมายืนอยู่ตรงนี้นี่แหละ
ขนาดไม่ได้เจอกันตั้งครึ่งปี ท่าทางน่าหมั่นไส้นั่นก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย..
แล้วก็เหมือนท่านนักบวชจะคิดเหมือนกันกับผม เขาถึงกับชะงัก มองไปที่ตงเสวี่ยซานด้วยสายตาที่แม้จะดูไร้อารมณ์ แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าข้างในเขาคงอยากถอนหายใจเต็มแก่
“ตอนนี้สนามที่เก้ากำลังจะเริ่มการแข่งขัน..
ขอได้โปรดผู้เจริญแล้วอย่าได้ทำการขัดขวางการประลอง..
มิเช่นนั้น...”
“ไม่เลยไม่..ท่านนักบวช”
ไอ้เสวี่ยซานนั่นยกยิ้มจองหองขึ้นมาราวกับว่ากำลังประกาศคำชี้ขาดจากสวรรค์
“เรื่องที่ข้าพระเจ้าจะกล่าวนั้นสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ยืดยาว ไม่รบกวนทำให้ท่านต้องเสียเวลาแน่ท่านนักบวช”
มันพูดพลางมันก็ชี้มาทางผมด้วยมือขวา..
ส่วนมือซ้ายก็ชูพู่หยกที่สลักไว้ว่า 'ตง' เหมือนจะกลัวคนทั้งเวทีไม่รู้ว่ามันสังกัดตระกูลไหน
“เรา..ตง..เสวี่ย..ซาน.. แห่งตระกูลตง
เรามีความประสงค์ให้พวกเจ้าทั้งหมดยอมแพ้ให้ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาผู้นั้น..”
เท่านั้นแหละ!! ผมยังไม่ทันได้ชักกระบี่สักกระบวนท่า ก็ถูกโปรโมตเป็น 'VVIP' ตั๋วช้างโดยไม่สมัครใจด้วยซ้ำ
และแน่นอนว่า..
ความกระอักกระอ่วนก็ซัดเข้ามาเต็มเวที เหมือนพายุลมปากที่ไม่มีใครเชิญ
สายตาทุกคู่ตอนนี้พุ่งมองมาทางผมสลับมองกับเจ้าบ้านั่นกันไปมา
ราวกับกำลังดูฉากสารภาพรักกลางตลาดสดที่โคตรจะไม่โรแมนติกเอาซะเลย
“มันเป็นผู้ใด เหตุใดถึงได้มีคนจากตระกูลตงหนุนหลัง!”
“มันผู้นั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ ถึงได้มีสหายเป็นนายน้อยจากสกุลปีกมังกร!”
“อะไรกันวะ! ปีนี้ข้ายี่สิบแล้วนะ! หากยอมแพ้ปีหน้าก็ไม่มีสิทธิ์แข่งในรุ่นนี้แล้ว!”
“ไม่มีสิทธิ์แข่งแล้วปะไร! เจ้าอยากมีชีวิตถึงปีหน้าหรือไม่! เจ้าก็รู้คนตระกูลตงนั้นเป็นเช่นไร!”
เกิดเป็นเสียงต่างๆ นานา ที่กู่ก้องขึ้นบนเวทีแทนเสียงฟันดาบตีกระบี่
แต่ในห้วงเวลานั้น
ผมกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังที่ขึ้นมาในหัว..
เป็นเสียงของท่านเจ้าสำนักลู่ที่เหมือนจะรู้ล่วงหน้าทุกอย่าง
เราอาวุโสมั่นใจว่าเจ้าและมันจะได้พบกันในการประลองแน่.. ต่อให้เจ้าไม่อยากพบ อย่างไรเจ้าก็ต้องได้พบ คนตระกูลตงทำได้ทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของมัน
ผมได้แต่กลอกตาในใจแล้วพึมพำกลับไปเบา ๆ
'อ่า.. ทำได้ทุกอย่าง.. มันถึงอยากให้ข้าผ่านเข้ารอบโดยไร้รอยขีดข่วนเพื่อจะได้ตัดแขนตัดขาข้าด้วยตนเองสิเนี่ย.
นี่มันโคตรจะโรแมนติกแบบซาดิสม์เลยนะเนี่ย'
ตามที่โหวหวังเล่าก่อนหน้านี้..
คนตระกูลตงได้สิทธิ์พิเศษจากชัยชนะเมื่อปีที่แล้ว ตัวแทนหนึ่งคนของตระกูลจึงสามารถเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายได้โดยไม่ต้องแข่งในรอบคัดเลือกแม้แต่ครั้งเดียว
และตอนนี้ดูท่าตงเสวี่ยซานคงไม่อยากให้ผมพลาดตกรอบตั้งแต่รอบนี้..
เลยลงทุนเปิดหน้าเดินออกมาเพื่อทำให้ผมเสียหน้าแน่ ๆ
แล้วเหมือนจะเข้าแผนของมัน
ไม่กี่อึดใจ เวทีประลองที่เคยเต็มแน่นก็ค่อย ๆ มีคนทยอยกันเดินลงจากเวทีแทบจะทันที
จนเหลือแค่ผมกับนักบวชนิกายชมจันทร์ยืนมองหน้ากันอยู่สองคน
เขาหันมาทางผม..
ในสายตานิ่ง ๆ คู่นั้นมีแววสงบเย็นก่อนจะพูดกับผมว่า
“ผู้เจริญแล้วมีนามว่ากระไรรึ?”
“หลิวเจี้ยนขอรับ..”
ผมตอบพลางยังจ้องประสานตากับตงเสวี่ยซานไม่ยอมหลบ
“หลิวเจี้ยนคือผู้ชนะในสนามที่เก้า ผ่านเข้าไปสู่รอบคัดเลือกรอบสุดท้าย”
นักบวชท่านนั้นกล่าวเสียงเรียบ แล้วค่อย ๆ เหินกายลงจากฟากฟ้าราวเทพเจ้าส่งสาร พร้อมกับนั่งคุกเข่าลง ยกมือทั้งสองข้างราวกับแบกฟ้าไว้ แถมยังพร่ำสวดเป็นภาษาที่ผมไม่รู้จัก
ซึ่งก็พอเหมาะพอเจาะ เพราะตอนนั้นผมก็ไม่อยากฟังภาษาไหนทั้งนั้น
เพราะตอนนั้น..
เสียงซุบซิบก็มาไวพอ ๆ กับควันจากห้องครัวยามผัดกะเพรา
“มีคนจากตระกูลตงให้ท้าย ช่างโชคดียิ่งนัก”
“เหอะ..! ต่อให้มันผ่านเข้ารอบไปได้ รอบหน้าอย่างไรมันต้องตกรอบแน่ ใช่ว่าคนอื่นจะฟังความจากตระกูลตงกันทุกคน”
“ใช่ ๆ! มันก็แค่โชคดีรู้จักกับตระกูลตงเท่านั้น หากมันเก่งจริงคงมิต้องให้คนจากตระกูลตงออกหน้าให้หรอก!”
ตอนนั้นผมทำได้แค่อมคำพูดไว้
ไม่ใช่เพราะยอมรับหรอกนะ..
แต่เพราะถ้าพูดอะไรออกไปตอนนี้ มันจะยิ่งเข้าทางไอ้คางยาวตรงหน้า
ที่แสบคือ..
ผมมั่นใจเลยว่าทั้งหมดที่หมอนั่นทำลงไปก็เพื่อทำลายชื่อเสียงของผม
เจ้าหมอนั่นเล่นบทเงียบเหมือนแผนเป็นไปตามที่มันคิดก่อนจะเดินจากไปอย่างเย็นชา
ปล่อยให้คนทั้งเวทีรุมถ่มน้ำลายใส่ผมอยู่คนเดียว เหมือนเอาผมขึ้นเขียงแล้วเดินหนีไปชงน้ำชา
“ท่านเจ้าคุณหลิวเหนื่อยฤๅไม่ขอรับ..
อยากให้ผู้ต้อยต่ำนามว่าโหวหวังหาเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ท่านสักแก้วฤๅไม่ขอรับ?”
เสียงเหน็บเบา ๆ จากไอ้เพื่อนหน้าขนมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมท่าคารวะสุดกวนบาทาที่น่าจะโดนตบหัวสักทีหากไม่ใช่เพื่อนกัน
“ท่านเจ้าคุณบ้านเจ้าน่ะสิ!”
ผมทำหน้ารำคาญใส่ให้เต็มที่ แล้วหันขวับไปมองแผ่นหลังของตงเสวี่ยซานด้วยความโมโหที่แทบจะลุกเป็นไฟ
“เย้าเล่นน่าเกลอ”
โหวหวังพูดพร้อมยักไหล่ แล้วสายตาก็หันมองไปตามผม
“ดูท่าอ้ายเสวี่ยซานตั้งใจให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้นะเกลอเอ๋ย”
“ไม่ต้องให้เจ้าบอกข้าก็รู้น่า! ว่ามันตั้งใจ”
ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น
“ให้เลื่อนวันที่เจอมันเป็นวันนี้เลยได้ไหม.. พ่อจะเล่นให้มันจำทางกลับเมืองไม่ได้เลยจริง ๆ!”
“อ่า...คงยากล่ะเกลอเอ๋ย...”
โหวหวังว่า พลางผลักข้าให้หมุนตัวครึ่งรอบก่อนจะคล้องคอข้าไว้เหมือนกลัวว่าข้าจะพุ่งไปเสียบใครกลางสนาม
“ไม่ใช่แค่มันทำให้เจ้าถูกเหม็นขี้หน้าไปทั่ว แต่มันยังจงใจยั่วโมโหเจ้าจนหน้าร้อนผ่าวอีกต่างหาก
อย่าตกเป็นหมากในกระดานของมันเล่าเกลอเอ๋ย..
ทำใจให้สงบไว้”
ผมกัดฟันแน่นก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ข้าไม่ยอมให้มันเป็นขุนแล้วข้าเป็นเบี้ยหรอกน่า
อย่างน้อย ๆ ข้าก็ต้องเป็นม้า.. ไม่ก็เรือ..!
ถ้าจะถูกลากไปตาย ข้าขอเลือกทางเอง!”
สายตาของผมเหลือบกลับไปมองทางที่เจ้าตงเสวี่ยซานหายลับไป
แม้ตอนนี้มันจะไม่อยู่ในสายตาแล้วก็ตาม
แต่ในหัวตอนนั้นน่ะสิ..! ฉายชัดเหมือนฉากในละครเวที
“ถึงเวลาเจอกันในสนามเมื่อไหร่..! พ่อจะเล่นให้มันอับอายขายขี้หน้าเสียยิ่งกว่าน้องชายของมันเลยคอยดู!”
ด้วยความเดือดที่ยังหาทางลงไม่ได้..
มันถึงกับทำให้ผมลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับหลินซินไปชั่วครู่
ตอนแรกผมก็แค่ 'ไม่ชอบหน้า' หมอนั่นก็เท่านั้น
แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่...
ตอนนี้ความรู้สึกในใจมันเปลี่ยนกลายเป็น 'เกลียด' แบบไม่ต้องตีความเพิ่ม
ถ้าไม่ติดว่าตงชเว เจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตร เป็นคนดีและเที่ยงตรงที่สุดในสามโลก
ป่านนี้ผมคงพาลเกลียดคนตระกูลตงยกตระกูลไปแล้ว
จากวีรกรรมของเจ้าตงป๋ายซานกับตงเสวี่ยซานที่ผมเห็นมากับตา