ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 61 สหายของนายน้อยตระกูลตง

            เกิดคลื่นระลอกใหญ่ไปทั่วสนามประลองทั้งสิบแห่ง และผมก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่

            มันไม่ใช่คลื่นที่มาจากเสียงเฮฮาแบบที่พวกนายอาจจะคาดหวังกันหรอกนะ

            แต่มันเป็นคลื่นแห่งความกระอักกระอ่วน ที่ต่อให้ใครอยากจะอ้าปากด่าก็ยังต้องกลืนคำเอาไว้

            เพราะสิ่งที่เป็นต้นเหตุคือของที่สมาคมการค้าตระกูลฮูจัดมาโชว์เต็มที่นั่นแหละ

            ถ้าเป็นร้านค้าทั่วไปละก็..

            บรรยากาศคงสนุกกว่านี้เยอะ..

            เพราะอย่างน้อยก็คงจะมีคนกล้า บ่น โห่ ด่า หรือเสียงชูป้ายที่มีคำว่า 'ไปให้พ้น' ได้

            คงเป็นอะไรที่น่าสนุก

            แต่นี่..

            มันเป็นของจากตระกูลฮู ตระกูลห้าเสาหลักที่พ่อค้ารายใหญ่ ใครจะกล้าวิจารณ์กันล่ะ?

            แล้วของที่ว่า..

            ให้ตายเถอะ!

            ขอบ่นหน่อย..

            ปิ่นปักผมที่เอามาเดินโชว์น่ะ ขนาดไม่ถึงฝ่ามือผู้หญิงด้วยซ้ำ แถมยังบางจนผมนึกว่ากิ่งไม้แห้ง ๆ สักอันที่รอวันหัก

            ลวดลายที่ว่าเล็กก็เล็กจนแทบต้องเพ่งจนคนสายตาไม่ดีอาจมีความลำบากในการเลือกลาย

            โดยเฉพาะรูปม้าที่เป็นตราของตระกูลหม่าน่ะ ผมเพ่งมองก็ได้แต่ เอ๊ะ! มันเป็นม้าที่ห้าวหาญหรือสุนัขที่เพิ่งกินยาเบื่อเข้าไปกันแน่?

            ดูแล้วขนาดมันเล็กยิ่งกว่าเม็ดถั่วเขียวซะอีก! ส่วนหัวสัตว์อีกสามตัวน่ะเหรอ อย่าถามเลย ดูแล้วเหมือนกันไปหมด

            ซึ่งผมมองว่าพวกเขาเก่งนะครับ.. ที่สามารถปั้นตรามังกรประจำตระกูลตงให้มีหน้าตาแบบนั้นได้

             

            แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตระกูลฮูเป็นเจ้าภาพรึเปล่า รูปตราจิ้งจอกของพวกมันถึงได้ดูดีและน่าเกรงขามกว่าเพื่อน

            หรือที่จริงมันก็แค่หมาตัวอื่นที่พอเหมือนหน่อย ๆ ก็ถูกตีความว่าเป็นจิ้งจอกไปแล้วก็ได้

             

            ยัง..ยังไม่พอ..!

            พู่หินอัคนีที่ให้มาน่ะ บางกรอบจนผมนึกว่ามันคือเศษขนมอบกรอบ! ที่ฮันเซลกับเกรเทลเอาไว้โปรยตอนหลงป่า

            ถ้าเอาไปคาดเอว คงแขวนได้ไม่เกินครึ่งวันแน่นอน และผมไม่แน่ใจว่าหากถูกลมพัดแรง ๆ จะเป็นยังไง

            มันอาจปลิวหายไปเลยก็ได้นะ

            สรุปคือของที่สมาคมการค้าตระกูลฮูเรียกให้ไปซื้อน่ะ

            ไม่ได้ลงทุนอะไรเลยจริง ๆ

             

            “นี่คือสิทธิพิเศษสำหรับคนที่ซื้อสินค้าเกินหนึ่งเหรียญทองขึ้นไป!”

            ฮูเฉียนประกาศด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนผมได้รับมอบกระบี่กระแสธารามาเสียอีก

            “เอาล่ะ..

            ในเมื่อพวกเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้ว..

            เช่นนั้นเราจะไม่รบกวนเวลาแล้ว

            ผู้ที่ลงแข่งขันในรอบแรกนั้นหากพร้อม ก็เชิญขึ้นเวทีประลองได้!!”

             

            คำพูดท่อนหลังของเจ้าพ่อค้าเสียงแหลมนั่น..

            ทำเอาบรรยากาศที่อึมครึมอย่างกับห้องสอบปลายภาคพลันเปลี่ยนไป

            มีเสียงถอนหายใจเบา ๆ คล้ายลมพัดปลายหูของผู้คนบนอัฒจันทร์ ก่อนที่ความสงบเยือกเย็นจะเข้ามาแทนที่ พร้อมกับเลือดลมในกายของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนที่เริ่มเดือดพล่านขึ้นโดยไม่ต้องใช้ยากระตุ้น

            สายตาของผมก็ได้กลับมาจดจ่ออยู่ที่เวทีประลองหมายเลขสิบอีกครั้ง

             

            แล้วอยู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่ง..

            อะแฮ่ม..! นักบวช? เอิ่ม.. เขาคนนั้นเดินขึ้นเวทีมาด้วยชุดสบงสีดำ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนพระจากวัดในทวีปเก่าของผมเหมือนกันนะ

            ถ้าไม่นับว่าพระพวกนั้นเขาโกนหัวกัน ส่วนคนคล้ายนักบวชคนนี้ดันไว้ผมยาวถึงกลางหลัง

            แถมยังปล่อยผมยุ่งเหมือนไม่เคยเจอหวีมาก่อน

            รุงรังเสียจนอยากล้วงหวีจากอกเสื้อเดินไปหวีให้เอง

             

            แล้วนักบวชลึกลับจากค่ายลับแลคนนั้นก็พูดขึ้นว่า

            “ประสกผู้เจริญแล้วท่านใดมีรายชื่อในการแข่งขันชิงชัยในสนามที่สิบรอบนี้เชิญขึ้นมาบนเวที...”

             

            ผมได้แต่มอง.. แต่อดไม่ได้จึงเอ่ยถามโหวหวังทันที

            “นั่นใครน่ะโหวหวัง..

            แต่งตัวเหมือนพระสงฆ์..

            เอ่อ.. ข้าหมายถึงนักบวชที่ทวีปเก่าของข้าเลย”

             

            โหวหวังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยข้อมูล

            “เขาคือนักบวชแห่งนิกายชมจันทร์ที่ถูกเชิญมาเป็นกรรมการสำหรับการประลอง”

             

            “ที่แท้.. นักบวชนิกายชมจันทร์ก็เป็นแบบนี้เอง..”

            ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่ยี่ฟู่เคยเล่าให้ฟังเมื่อคราวก่อน

             

            พวกเขาเป็นคนจากอารยธรรมขนนก..

            ใช่แล้ว.. ชื่อนี่ฟังดูแฟนซี แต่แนวคิดของพวกเขากลับไม่ได้เบาเหมือนชื่อเลยสักนิด

            พวกนั้นบูชาดวงจันทร์คล้ายกับทุกความเชื่อที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

            แต่สำหรับนิกายนี้..

            พวกเขาหลงใหลในความมืด แสงดาวและแสงเดือนที่หม่นหมองจนกลายเป็นหลักปรัชญาประจำชีวิต

            เพราะพวกเขาเชื่อว่านั่นแหละคือความจริงแท้อันยั่งยืนที่ไม่ถูกกลบหายไปตามกาลเวลาเหมือนแสงแดดจ้า ๆ ที่พอตกเย็นก็หายวับไปกับตา

            พวกเขายังเชื่ออีกว่า แสงสว่างที่เจิดจรัสนั้นบางคราอาจนำภัยร้ายยิ่งกว่าความมืดเสียด้วยซ้ำ

            เหมือนคำว่า 'มารในคราบคนดี' ที่ดูน่ากลัวกว่าพวกโจรที่ประกาศตัวชัดเจนซะอีก

             

            เอาเข้าจริง..

            ผมเองก็เริ่มเข้าใจความคิดพวกเขาอยู่นิดหน่อยนะ

             

            ด้วยเหตุนี้..

            พวกเขาจึงบูชาดวงจันทร์และดวงดาว สิ่งที่เปล่งแสงอย่างเงียบ ๆ ในค่ำคืนอันยาวนาน แม้แสงพวกนั้นจะไม่สว่างเท่าแสงแดนในตอนเช้า

            แต่กลับอยู่เคียงข้างผู้คนในความมืดมิด

             

            แต่ก็นั่นแหละ..

            ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้คนจากอารยธรรมขนนกด้วย

            ผมเลยได้ถามโหวหวังไป

            “แล้วเหตุใดถึงใช้คนจากนิกายชมจันทร์เป็นกรรมการเล่า?”

             

            “หากใช้คนภายในอาณาจักร..

            คงได้เกิดข้อกังขากันไปทั่ว

            สู้วานคนจากนิกายชมจันทร์มาเป็นผู้ตัดสินจึงเป็นสิ่งที่เที่ยงตรงและจริงใจที่สุด

            แต่พวกเขาก็ถูกเชิญให้เป็นกรรมการในรอบนี้เท่านั้น..

            รอบต่อไปก็จักใช้คนของสกุลเจ้าบ้านแล้ว..”

            ก็สมเหตุสมผลดีนะ..

            ในเมื่อระบบการเมืองของอาณาจักรปัญจมิตรมันซับซ้อน มีหลายตระกูลช่วยกันปกครอง

            การที่จะพาคนนอกมาเป็นกรรมการก็ดูจะเป็นอะไรที่เมคเซ้นส์

             

            เวทีเก้าและสิบเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อผู้ลงแข่งขันพากันขึ้นเวทีจนเต็มครบหนึ่งร้อยคนพอดิบพอดี

            หนึ่งร้อยชีวิตที่กำลังจะกลายเป็นฉากแอ็กชันกลางแจ้งที่ไม่มีบทพูด..

            แต่มีเสียงกระดูกลั่นเป็นเอฟเฟกต์ แถมด้วยหยาดเลือดที่แสดงถึงความเพียร

            แล้วนักบวชแห่งนิกายขนนก..! เอ้ย! ชมจันทร์ ก็เริ่มประกาศกฎกติกา

             

            “กฎในการประลองรอบนี้นั้นอย่างที่ผู้เจริญแล้วทราบ..”

            เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนิบช้า ทำนองเดียวกับครูประจำชั้นตอนเรียกนักเรียนเข้าแถวหน้าเสาธง

            ซึ่งผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

            “แต่ละรอบของแต่ละสนามจะหาผู้ผ่านเข้ารอบเพียงหนึ่งเดียว

            อาวุธทุกอย่างล้วนใช้ได้ยกเว้นเพียงโอสถที่ใช้ในการฟื้นฟู ยาพิษก็เช่นเดียวกัน

            หากผู้ใดถูกจับได้ว่าลอบทายาพิษไว้ที่อาวุธหรือใช้พิษในการแข่งขันชิงชัยในครั้งนี้..

            เราขออนุญาตใช้สิทธิ์ที่เราได้รับมอบมาในการตัดสิทธิ์ผู้ด้อยอารยะคนนั้น ๆ จากการแข่งขัน

            การทำให้ผู้อื่นทุพพลภาพหรือปลิดชีพผู้อื่นนั้นถือเป็นโทษหนัก..

            ไม่เพียงถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันแต่ยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแห่งอาณาจักรปัญจมิตร

            โปรดเห็นว่ามันเป็นกีฬา อย่าได้เคียดแค้นต่อกัน..

            หากทุกคนพร้อมแล้วจงรอสัญญาณจากผู้บูชาราตรีเช่นเรา..”

            พอพูดจบเขาก็ลอยขึ้นเหนือเวทีอย่างสงบเสงี่ยม แล้วกล่าวเสียงเรียบไม่ต่างจากก่อนหน้า

            “หากพร้อมแล้วก็เชิญผู้เจริญแล้วทุกท่านประลองแข่งขันได้...”

             

            ทันทีที่เสียงของนักบวชท่านนั้นสิ้นสุดลง..

            สนามประลองหมายเลขสิบก็สั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหวเล็ก ๆ เพราะการเปิดฉากใส่กันของจอมยุทธ์ทั้งร้อยชีวิตที่เหมือนได้รับสัญญาณไฟเขียวพร้อมกัน

            ส่วนผมก็ได้แต่จ้องตาแทบไม่กะพริบเลยทีเดียว

            เพราะรอบถัดไปมันก็ถึงคิวผมแล้วน่ะสิ

            ไม่ดูไว้จะไปเข้าใจยุทธวิธีพวกนี้ได้ยังไงเล่า?

             

            ว่าไปแล้ว..

            มันก็ไม่ต่างกับ 'ศึกม้าชนเมือง' ที่ผมเล่นตอนเด็ก ๆ ที่ใครเข้ามาก็ซัดใส่กันแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มะรุมมะตุ้มแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร

            บางคนล้มหมดสภาพคาที่เวที ก็มีมือพลังปราณของนักบวชช่วยหิ้วออกไปแบบนิ่ม ๆ

            บ้างก็รู้ตัวว่าไม่รอดแน่ ก็เลยรีบลงจากเวทีเองเลยก่อนจะโดนเหวี่ยงตกเอง

            เวลาผ่านไปแปบหนึ่ง ในที่สุดก็ได้ผู้ที่ยืนหยัดเป็นคนสุดท้ายบนเวทีหมายเลขสิบ

            เขาคนนั้นเป็นผู้ชายร่างใหญ่ หน้าตาคงเคยหล่ออยู่บ้างในอดีต

            แต่ตอนนี้..

            ตาขวาบวมจนแทบปิด ปากบวมเจ่อเหมือนกลืนแตงโมเข้าไปทั้งลูก

            ฟันก็.. อืม.. ผมขอภาวนาให้มันยังเหลือไว้กินข้าวได้บ้าง

            ถ้าเป็นผมเจอแบบนั้นตอนผมกลับไปที่เมืองนพบุรี

            ท่านย่าคงจำหน้าหลานชายคนนี้ไม่ได้แน่ ๆ

             

            จากนั้นสนามที่เก้าก็ได้ผู้ชนะตามมาติด ๆ

            ด้วยเนตรจ้าวมังกรของผม..

            ผมจึงจับพลังยุทธ์ได้ทันทีว่าชายจากเวทีสิบอยู่ระดับสัมผัสปราณขั้นปลาย ส่วนอีกคนจากเวทีเก้าแม้จะมีแค่แผลฟันเฉี่ยว ๆ ที่หลังมือซ้าย แต่ระดับชั้นยุทธ์กลับอยู่แค่สัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นเท่านั้น

            ดูจากที่เห็นแล้ว..

            ถ้าในรอบของผมมีคนระดับสรรพวิถีแค่ไม่กี่คน..

            ผมก็มีสิทธิ์ลุ้นเข้ารอบอย่างสวย ๆ เลยล่ะ

             

            รอไม่นานนัก นักบวชคนที่เป็นกรรมการก็เอ่ยเรียกผู้เข้าแข่งขันรอบสองขึ้นสู่เวที

            “ผู้เจริญแล้วทุกท่านที่ลงแข่งขันในรอบต่อไป..”

            เสียงประกาศของเขาฟังดูคุ้นชินจนเหมือนก๊อปคำพูดตัวเองมาจากรอบก่อน

            แต่เชื่อไหม..

            รอบนี้ผมไม่ได้ตั้งใจฟังเลยสักคำ เพราะความตื่นเต้นมันพุ่งขึ้นมาถึงขีดสุด อาการเหมือนครั้งแรกที่ผมได้แข่งบอลโรงเรียนเลย

            มือข้างหนึ่งยังจับกระบี่กระแสธาราไว้แน่นจนเริ่มสั่นเองโดยไม่ต้องร่ายคาถา

            สายตาของผมก็เปลี่ยนเป็นสีทองตามสไตล์ เพื่อสแกนศัตรูร่วมสนามอีกเก้าสิบเก้าคน

             

            ผลคือ..

            มีอยู่สามคนเท่านั้นที่ผมควรต้องระวังเป็นพิเศษ

            พวกมันเป็นจอมยุทธ์ที่อยู่ในระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นเหมือนกับผม

            ฟังดูยุติธรรมดี

            แต่เอาจริงก็ยังน่าหนักใจอยู่ดี

             

            นักบวชเริ่มเอ่ยต่อ

            “หากพร้อมแล้ว..!”

             

            แต่ยังไม่ทันให้ข้าได้เข้าสู่โหมดสงบจิตเพื่อเตรียมฟาดหัวใคร

            เสียงหนึ่งที่ผมพอจะคุ้น ๆ ก็ดังขึ้นจากข้างล่างเวที

             

            “ข้าพระเจ้าขอกล่าวอะไรบางอย่างได้หรือไม่ท่านกรรมการ...”

             

            เท่านั้นแหละ..

            ความตื่นเต้นของผมเมื่อครู่หายวับไปเหมือนเงินค่าขนมที่หมดไป

            ใช่เลย..

            เสียงนั้นมันของ ตงเสวี่ยซาน เจ้าคนที่ลากผมมายืนอยู่ตรงนี้นี่แหละ

            ขนาดไม่ได้เจอกันตั้งครึ่งปี ท่าทางน่าหมั่นไส้นั่นก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย..

             

            แล้วก็เหมือนท่านนักบวชจะคิดเหมือนกันกับผม เขาถึงกับชะงัก มองไปที่ตงเสวี่ยซานด้วยสายตาที่แม้จะดูไร้อารมณ์ แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าข้างในเขาคงอยากถอนหายใจเต็มแก่

            “ตอนนี้สนามที่เก้ากำลังจะเริ่มการแข่งขัน..

            ขอได้โปรดผู้เจริญแล้วอย่าได้ทำการขัดขวางการประลอง..

            มิเช่นนั้น...”

             

            “ไม่เลยไม่..ท่านนักบวช”

            ไอ้เสวี่ยซานนั่นยกยิ้มจองหองขึ้นมาราวกับว่ากำลังประกาศคำชี้ขาดจากสวรรค์

            “เรื่องที่ข้าพระเจ้าจะกล่าวนั้นสั้น ๆ ง่าย ๆ ไม่ยืดยาว ไม่รบกวนทำให้ท่านต้องเสียเวลาแน่ท่านนักบวช”

            มันพูดพลางมันก็ชี้มาทางผมด้วยมือขวา..

            ส่วนมือซ้ายก็ชูพู่หยกที่สลักไว้ว่า 'ตง' เหมือนจะกลัวคนทั้งเวทีไม่รู้ว่ามันสังกัดตระกูลไหน

            “เรา..ตง..เสวี่ย..ซาน.. แห่งตระกูลตง

            เรามีความประสงค์ให้พวกเจ้าทั้งหมดยอมแพ้ให้ศิษย์สำนักสี่ขุนเขาผู้นั้น..”

             

            เท่านั้นแหละ!! ผมยังไม่ทันได้ชักกระบี่สักกระบวนท่า ก็ถูกโปรโมตเป็น 'VVIP' ตั๋วช้างโดยไม่สมัครใจด้วยซ้ำ

            และแน่นอนว่า..

            ความกระอักกระอ่วนก็ซัดเข้ามาเต็มเวที เหมือนพายุลมปากที่ไม่มีใครเชิญ

            สายตาทุกคู่ตอนนี้พุ่งมองมาทางผมสลับมองกับเจ้าบ้านั่นกันไปมา

            ราวกับกำลังดูฉากสารภาพรักกลางตลาดสดที่โคตรจะไม่โรแมนติกเอาซะเลย

             

            “มันเป็นผู้ใด เหตุใดถึงได้มีคนจากตระกูลตงหนุนหลัง!”

            “มันผู้นั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ ถึงได้มีสหายเป็นนายน้อยจากสกุลปีกมังกร!”

            “อะไรกันวะ! ปีนี้ข้ายี่สิบแล้วนะ! หากยอมแพ้ปีหน้าก็ไม่มีสิทธิ์แข่งในรุ่นนี้แล้ว!”

            “ไม่มีสิทธิ์แข่งแล้วปะไร! เจ้าอยากมีชีวิตถึงปีหน้าหรือไม่! เจ้าก็รู้คนตระกูลตงนั้นเป็นเช่นไร!”

             

            เกิดเป็นเสียงต่างๆ นานา ที่กู่ก้องขึ้นบนเวทีแทนเสียงฟันดาบตีกระบี่

            แต่ในห้วงเวลานั้น

            ผมกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังที่ขึ้นมาในหัว..

            เป็นเสียงของท่านเจ้าสำนักลู่ที่เหมือนจะรู้ล่วงหน้าทุกอย่าง

             

            เราอาวุโสมั่นใจว่าเจ้าและมันจะได้พบกันในการประลองแน่.. ต่อให้เจ้าไม่อยากพบ อย่างไรเจ้าก็ต้องได้พบ คนตระกูลตงทำได้ทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของมัน

             

            ผมได้แต่กลอกตาในใจแล้วพึมพำกลับไปเบา ๆ

            'อ่า.. ทำได้ทุกอย่าง.. มันถึงอยากให้ข้าผ่านเข้ารอบโดยไร้รอยขีดข่วนเพื่อจะได้ตัดแขนตัดขาข้าด้วยตนเองสิเนี่ย.

            นี่มันโคตรจะโรแมนติกแบบซาดิสม์เลยนะเนี่ย'

             

            ตามที่โหวหวังเล่าก่อนหน้านี้..

            คนตระกูลตงได้สิทธิ์พิเศษจากชัยชนะเมื่อปีที่แล้ว ตัวแทนหนึ่งคนของตระกูลจึงสามารถเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้ายได้โดยไม่ต้องแข่งในรอบคัดเลือกแม้แต่ครั้งเดียว

            และตอนนี้ดูท่าตงเสวี่ยซานคงไม่อยากให้ผมพลาดตกรอบตั้งแต่รอบนี้..

            เลยลงทุนเปิดหน้าเดินออกมาเพื่อทำให้ผมเสียหน้าแน่ ๆ

            แล้วเหมือนจะเข้าแผนของมัน

             

            ไม่กี่อึดใจ เวทีประลองที่เคยเต็มแน่นก็ค่อย ๆ มีคนทยอยกันเดินลงจากเวทีแทบจะทันที

            จนเหลือแค่ผมกับนักบวชนิกายชมจันทร์ยืนมองหน้ากันอยู่สองคน

             

            เขาหันมาทางผม..

            ในสายตานิ่ง ๆ คู่นั้นมีแววสงบเย็นก่อนจะพูดกับผมว่า

            “ผู้เจริญแล้วมีนามว่ากระไรรึ?”

             

            “หลิวเจี้ยนขอรับ..”

            ผมตอบพลางยังจ้องประสานตากับตงเสวี่ยซานไม่ยอมหลบ

             

            “หลิวเจี้ยนคือผู้ชนะในสนามที่เก้า ผ่านเข้าไปสู่รอบคัดเลือกรอบสุดท้าย”

            นักบวชท่านนั้นกล่าวเสียงเรียบ แล้วค่อย ๆ เหินกายลงจากฟากฟ้าราวเทพเจ้าส่งสาร พร้อมกับนั่งคุกเข่าลง ยกมือทั้งสองข้างราวกับแบกฟ้าไว้ แถมยังพร่ำสวดเป็นภาษาที่ผมไม่รู้จัก

            ซึ่งก็พอเหมาะพอเจาะ เพราะตอนนั้นผมก็ไม่อยากฟังภาษาไหนทั้งนั้น

            เพราะตอนนั้น..

            เสียงซุบซิบก็มาไวพอ ๆ กับควันจากห้องครัวยามผัดกะเพรา

             

            “มีคนจากตระกูลตงให้ท้าย ช่างโชคดียิ่งนัก”

            “เหอะ..! ต่อให้มันผ่านเข้ารอบไปได้ รอบหน้าอย่างไรมันต้องตกรอบแน่ ใช่ว่าคนอื่นจะฟังความจากตระกูลตงกันทุกคน”

            “ใช่ ๆ! มันก็แค่โชคดีรู้จักกับตระกูลตงเท่านั้น หากมันเก่งจริงคงมิต้องให้คนจากตระกูลตงออกหน้าให้หรอก!”

             

            ตอนนั้นผมทำได้แค่อมคำพูดไว้

            ไม่ใช่เพราะยอมรับหรอกนะ..

            แต่เพราะถ้าพูดอะไรออกไปตอนนี้ มันจะยิ่งเข้าทางไอ้คางยาวตรงหน้า

            ที่แสบคือ..

            ผมมั่นใจเลยว่าทั้งหมดที่หมอนั่นทำลงไปก็เพื่อทำลายชื่อเสียงของผม

            เจ้าหมอนั่นเล่นบทเงียบเหมือนแผนเป็นไปตามที่มันคิดก่อนจะเดินจากไปอย่างเย็นชา

            ปล่อยให้คนทั้งเวทีรุมถ่มน้ำลายใส่ผมอยู่คนเดียว เหมือนเอาผมขึ้นเขียงแล้วเดินหนีไปชงน้ำชา

             

            “ท่านเจ้าคุณหลิวเหนื่อยฤๅไม่ขอรับ..

            อยากให้ผู้ต้อยต่ำนามว่าโหวหวังหาเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ท่านสักแก้วฤๅไม่ขอรับ?”

            เสียงเหน็บเบา ๆ จากไอ้เพื่อนหน้าขนมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมท่าคารวะสุดกวนบาทาที่น่าจะโดนตบหัวสักทีหากไม่ใช่เพื่อนกัน

             

            “ท่านเจ้าคุณบ้านเจ้าน่ะสิ!”

            ผมทำหน้ารำคาญใส่ให้เต็มที่ แล้วหันขวับไปมองแผ่นหลังของตงเสวี่ยซานด้วยความโมโหที่แทบจะลุกเป็นไฟ

             

            “เย้าเล่นน่าเกลอ”

            โหวหวังพูดพร้อมยักไหล่ แล้วสายตาก็หันมองไปตามผม

            “ดูท่าอ้ายเสวี่ยซานตั้งใจให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้นะเกลอเอ๋ย”

             

            “ไม่ต้องให้เจ้าบอกข้าก็รู้น่า! ว่ามันตั้งใจ”

            ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแน่น

            “ให้เลื่อนวันที่เจอมันเป็นวันนี้เลยได้ไหม.. พ่อจะเล่นให้มันจำทางกลับเมืองไม่ได้เลยจริง ๆ!”

             

            “อ่า...คงยากล่ะเกลอเอ๋ย...”

            โหวหวังว่า พลางผลักข้าให้หมุนตัวครึ่งรอบก่อนจะคล้องคอข้าไว้เหมือนกลัวว่าข้าจะพุ่งไปเสียบใครกลางสนาม

            “ไม่ใช่แค่มันทำให้เจ้าถูกเหม็นขี้หน้าไปทั่ว แต่มันยังจงใจยั่วโมโหเจ้าจนหน้าร้อนผ่าวอีกต่างหาก

            อย่าตกเป็นหมากในกระดานของมันเล่าเกลอเอ๋ย..

            ทำใจให้สงบไว้”

             

            ผมกัดฟันแน่นก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ

            “ข้าไม่ยอมให้มันเป็นขุนแล้วข้าเป็นเบี้ยหรอกน่า

            อย่างน้อย ๆ ข้าก็ต้องเป็นม้า.. ไม่ก็เรือ..!

            ถ้าจะถูกลากไปตาย ข้าขอเลือกทางเอง!”

            สายตาของผมเหลือบกลับไปมองทางที่เจ้าตงเสวี่ยซานหายลับไป

            แม้ตอนนี้มันจะไม่อยู่ในสายตาแล้วก็ตาม

            แต่ในหัวตอนนั้นน่ะสิ..! ฉายชัดเหมือนฉากในละครเวที

            “ถึงเวลาเจอกันในสนามเมื่อไหร่..! พ่อจะเล่นให้มันอับอายขายขี้หน้าเสียยิ่งกว่าน้องชายของมันเลยคอยดู!”

             

            ด้วยความเดือดที่ยังหาทางลงไม่ได้..

            มันถึงกับทำให้ผมลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับหลินซินไปชั่วครู่

            ตอนแรกผมก็แค่ 'ไม่ชอบหน้า' หมอนั่นก็เท่านั้น

            แต่หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่...

            ตอนนี้ความรู้สึกในใจมันเปลี่ยนกลายเป็น 'เกลียด' แบบไม่ต้องตีความเพิ่ม

            ถ้าไม่ติดว่าตงชเว เจ้าวังยุทธ์ปัญจมิตร เป็นคนดีและเที่ยงตรงที่สุดในสามโลก

            ป่านนี้ผมคงพาลเกลียดคนตระกูลตงยกตระกูลไปแล้ว

            จากวีรกรรมของเจ้าตงป๋ายซานกับตงเสวี่ยซานที่ผมเห็นมากับตา

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน