บทที่ 17 เดิมพันกันดูไหม
“เราเดิมพันด้วยชีวิตคู่ของเรา ถ้าฉันเดาความในใจคุณได้ถูกทุกอย่างต้องเป็ไปตามที่ฉัน้า แต่ถ้าฉันเดาผิดจะเลิกหรือไม่เลิกก็ตามใจคุณตกลงไหม” คำพูดของเธอทำให้เขาติดกับสัญชาตญาณนักสู้ในตัวของหลินอี้เสวียนถูกปลุกขึ้นมา
“บอกผมมาสิ ตอนนี้ผมกำลังคิดอะไรอยู่”
“เพื่อป้องกันการโกง คุณเขียนความคิดของคุณลงในกระดาษ ฉันจะเป็คนเดา” ห้านาทีต่อมาทั้งสองคนกลับมารวมตัวกันในห้อง กระดาษถูกวางไว้บนโต๊ะทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากัน
“ตอนนี้ฉันจะพูดคำตอบแล้วนะผู้บัญชาการหลิน สิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ในตอนนี้คือ…” เธอเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาช้า ๆ ชัด ๆ ทุกคำ
“ทหารห้ามเล่นการพนัน ข้อตกลงเป็โมฆะ” ดวงตาของหลินอี้เสวียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
จินซูค่อย ๆ คลี่กระดาษโน้ตออกอย่างเชื่องช้า บนนั้นปรากฏลายมือแข็งแรงของเขา เขียนไว้ว่า ทหารไม่เล่นการพนัน
“คุณเดาถูกได้ยังไงเนี่ย หรือว่าคุณอ่านใจผมได้” หลินอี้เสวียนเริ่มสงสัยในชีวิตแล้ว จินซูยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจเธอกลับหัวเราะชอบใจจนตัวงอ
ตอนเธอไปเรียนที่ประเทศจี มีรายการหนึ่งโด่งดังมาก ชื่อว่า ‘Wetten, dass?’ แปลได้ว่า เฮ้พวก เดิมพันกันมั้ย?
ชาติที่แล้วเธอเคยใช้มุกนี้หลอกลูกสาวตัวเองอยู่บ่อย ๆ เวลาเ้าตัวเล็กไม่ยอมเชื่อฟัง เธอก็จะใช้มุกนี้มาหลอกล่อให้ลูกเดิมพันกับเธอ หลอกให้ลูกเชื่อฟัง ตอนนี้เอามุกนี้มาหลอกพ่อของลูกก็ใช้ได้ผลดีเหมือนกัน
อวี้จินซูใช้มุกเดียวหลอกทั้งพ่อทั้งลูกจะไม่ให้สะใจได้ยังไง สีหน้าของหลินอี้เสวียนหลังจากโดนหลอก ก็เหมือนกับลูกสาวของเธอไม่มีผิด จินซูเกือบจะหลุดขำออกมา นี่แหละนะเขาถึงเรียกว่าผลพันธุกรรม หลินอี้เสวียนผู้เป็บุตรแห่ง์ ความพ่ายแพ้เพียงหนึ่งเดียวของเขากลับมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง
“เดิมพันแพ้ก็ยอมรับ การแต่งงานของเราเธอคิดอย่างไร” หลินอี้เสวียนถาม
“ฉันไม่เห็นด้วยกับการหย่า” เมื่อเธอพูดว่าไม่หย่า หลินอี้เสวียนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแรงขึ้น หัวใจดวงนี้มันไม่เชื่อฟังเลย ตื่นเต้นไร้สาระไปทำไม ปัญหาที่ยากลำบากที่อยู่ตรงหน้าทั้งสองคนยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย
“พรุ่งนี้คุณอยู่กับฉันหนึ่งวัน ความสับสนในตอนนี้ของคุณจะคลี่คลายไปเอง ฉันจะใช้เวลาหนึ่งวันเพื่อโน้มน้าวคุณ คุณก็สามารถใช้เวลาหนึ่งวันเพื่อโน้มน้าวฉันได้เช่นกัน” หลินอี้เสวียนขมวดคิ้ว เธออ่านใจได้หรืออย่างไร ถึงได้เดาความสับสนของเขาได้ เธอกลับเข้าไปในห้อง ก่อนปิดประตู เธอยิ้มและถามว่า
“ถ้าตอนนี้ฉันชวนคุณกลับห้องไปพักผ่อน คงมีเหตุผลร้อยแปดที่จะปฏิเสธสินะ” กลับห้อง! พักผ่อน! ความคิดของหลินอี้เสวียนตีกันไปหมดสีหน้าเปลี่ยนไม่เป็ธรรมชาติในทันที
“คือ... ผมยังมีเื่ต้องทำ เอ่อ... คือแบบ…” เขาละสายตาจากเธออย่างประหม่า แถมยังถอยหลังไปอีกก้าว ในเมื่อเขายังไม่สามารถให้ความมั่นใจกับเธอได้ เขาก็ไม่ควรจะล่วงเกินเธอแม้ว่าเขาอยากจะทำมากแค่ไหนก็ตาม...
ไม่กี่วินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปหลายครั้ง จินซูมองดูทุกอย่าง มุมปากของเธอยกยิ้มกว้างขึ้น เธอคิดไม่ผิดจริง ๆ ผู้ชายคนนี้นิสัยดีมาก
“ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณ งั้นคืนนี้นายนอนโซฟาแล้วกัน หลินอี้เสวียนบอกตามตรงฉันประทับใจในตัวคุณมาก” เธอทำท่าส่งจูบให้เขาหนึ่งที “ฝันดีนะหลินอี้เซวียน ขอให้ฝันหวานและไม่ฝันเปียกนะ”
การส่งจูบเพียงครั้งเดียวนี้ ทำให้หลินอี้เซวียนนอนไม่หลับไปเลยเขาพลิกตัวไปมาบนโซฟา ภาพความทรงจำทั้งหมดระหว่างเขากับอวี้เหยาเหม่ยผุดขึ้นมาในหัว รวมไปถึงจูบที่เธอส่งให้เขา เสียงโทรทัศน์จากบ้านข้าง ๆ ลอยล่องเข้ามาตามช่องหน้าต่างที่เปิดอยู่พอดี เสียงผู้บรรยายทุ้มน่าฟัง ดังขึ้นอย่างเหมาะเจาะ
[ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว สรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ ถึงเวลาที่เหล่าสัตว์จะสืบพันธุ์ บรรยากาศในหุบเขาก็อบอวลไปด้วยกลิ่นฮอร์โมน]
หลินอี้เสวียนมั่นใจว่า เธอก็ต้องได้ยิน เพราะเขาน่ะ ได้ยินเสียงหัวเราะของเธอเล็ดลอดมาจากประตู หลินอี้เสวียนโกรธจัดจนหน้าแดง เลยเปิดหน้าต่างออก แล้วะโใส่บ้านข้าง ๆ เป็ครั้งแรก
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เปิดเสียงดังอะไรกันนักหนา!” เสียงโทรทัศน์จากหลายบ้านในละแวกนั้นก็เงียบลงทันที ไม่ใช่แค่บ้านที่กำลังบรรยายความรู้สึกของหลินอี้เสวียนเท่านั้นที่ปิด
บ้านอื่น ๆ ก็ปิดด้วย ไม่ใช่แค่ปิดทีวี แต่ปิดไฟด้วย ลานบ้านที่เคยสว่างไสวก็มืดมิด มีเพียงบ้านของตระกลูหลินเท่านั้นที่ยังคงสว่างอยู่ ชาวบ้านต่างก็กลัวว่า ถ้าปิดประตูช้า คนที่ตอนกลางวันชอบทุบขวดเบียร์ จะเข้ามาทุบคนในบ้าน พอทุบคนเสร็จ ก็จะทุบทีวี ซึ่งทีวีมันแพงจะตาย...
“ฮ่า ๆ ๆ!” จินซูหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม เธอแทบจะลืมไปแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่หัวเราะเสียงดัง ๆ นั้นคือตอนไหน หลินอี้เสวียนนี่ช่างเป็คนตลกจริง ๆ ด้วยความรู้สึกอารมณ์ดีแบบนี้ ความเร็วในการซ่อมเครื่องเล่นเทปของจินซูก็เพิ่มขึ้น
หลินอี้เซวียนนอนอยู่บนโซฟา ใช้ผ้าห่มคลุมหัว แกล้งทำเป็ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ หลับตาลงเสียงไพเราะของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
‘ขอให้หลินอี้เสวียนฝันดี…’ เธอพูดแบบนี้ไปแล้ว เขาจะฝันดีได้ยังไง…
พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น กลิ่นหอมของอาหารก็อบอวลไปทั่วบ้าน เขาทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว และกำลังป้อนน้ำเต้าหู้ให้ซุนอิง ตอนที่จินซูเดินมาถึง เขากำลังกวาดลานบ้านด้วยมือข้างเดียว พร้อมกับแสดงสีหน้ามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
“อรุณสวัสดิ์ หลับสบายไหม” จินชูทักทาย
“ก็พอได้” หลินอี้เสวียนตอบโดยไม่มอง เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา “ยังไงก็ไม่ได้ฝัน”
ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะโกรธจนเสียหน้าจินชู คงหลุดขำออกมาแล้ว
“ทำไมคุณถึงเดาความคิดผมออก” เขาถาม
“เื่แค่นี้มันยากตรงไหน” ผู้ชายคนนี้ดูก็รู้ว่ามีความรับผิดชอบสูงมาก
“พอตกเย็น คุณก็จะรู้เองว่าฉันหมายความว่ายังไง ตอนนี้ฉันให้งานยากคุณไปทำอย่างหนึ่ง ไปยืมรถสามล้อมาให้หน่อยได้ไหม”
“รับรองว่างานนี้สำเร็จ” ไม่นานหลินอี้เซวียนก็เข็นรถสามล้อกลับมา จินชูหยิบกล่องไอศกรีมออกมา แล้วทำท่าทางเชิญหลินอี้เสวียน
“ขึ้นรถเถอะคุณ ฉันปั่นไปส่งเอง”
“ผมพาคุณไปเอง” การไม่ให้ผู้หญิงทำงานหนัก เป็เส้นตายสุดท้ายของลูกผู้ชาย สายตาของจินซูมองไปที่แขนที่ห้อยอยู่ของเขา เลิกคิ้วขึ้น รังแกคนพิการแม้จะเป็แค่ชั่วคราว ก็ยังนับว่าเป็คนพิการอยู่ดี อวี้จินซูผู้มีจิตใจสูงส่ง ย่อมทำแบบนั้นไม่ได้ หญิงชายผู้ยึดมั่นในหลักการทั้งสอง ยืนกรานไม่ยอมกัน
“ลูกพี่ พี่สะใภ้ พวกคุณทำอะไรกันอยู่เนี่ย” หลี่ตั๋วเดินผ่านมาพร้อมกับคาบบุหรี่ มองเห็นทั้งสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่ไกล ๆ จึงเดินเข้ามา สายตาของหลินอี้เซวียนจับจ้องไปที่หลี่ตั๋วตาหรี่ลงเล็กน้อย คนปั่นรถไม่ได้มีมาแล้วหรอกหรือ
“ยังเด็กอยู่เลย สูบบุหรี่อะไรเอามานี่” หลินอี้เสวียนยื่นมือไปคว้าบุหรี่ในปากของหลี่ตั๋วโยนลงพื้น แล้วเหยียบทันที หลี่ตั๋วได้แต่ทำหน้างง
“พี่จะฝากงานสำคัญให้นาย ช่วยปั่นสามล้อพาพี่กับพี่สะใภ้ไปธุระหน่อยได้ไหม”
“ได้อยู่แล้ว เชิญขึ้นรถเลยครับ” หลี่ตั๋วตื่นเต้นดีใจที่หลินอี้เสวียนหาอะไรให้เขาทำลืมเื่ก่อนหน้าทิ้งสิ้น
“รบกวนเธอหรือเปล่า” จินซูถามอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็ไรครับ ผมอยู่บ้านเฉย ๆ”
“งั้นรบกวนด้วยนะ เย็นนี้ฉันทำขนมแป้งทอดใส่ไส้ให้กิน” หลี่ตั๋วเกาหัวอย่างเขิน ๆ
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้ ผมชอบกินไส้หมูต้นหอมครับ” หลินอี้เสวียนเลยตีหัวเขาไปที
“แกน่ะเหมือนต้นหอมมากกว่า มีอะไรให้กินก็บุญแล้ว ยังจะเื่มากอีก” จินซูรู้สึกมั่นใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ส่วนหลินอี้เสวียนรู้สึกสับสนอย่างที่สุดผิดกับหลี่ตั๋วที่เอาแต่คิดถึงขนมแป้งไส้หมูตอนเย็นจนน้ำลายไหล ทั้งสามคนต่างก็ครุ่นคิดเื่ของตัวเอง จนไม่มีมีใครสังเกตว่าในที่มืด มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเื่ราวทั้งหมดนี้อยู่
“ขายไอศกรีมงั้นเหรอ แค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย ฉันก็สามารถทำลายเธอได้เหยาเหม่ยแกไม่รักฉัน ฉันก็ไม่ปราณีแกอย่าโทษว่าฉันใจร้ายใจดำก็แล้วกัน” จินซูไม่รู้ตัวเลยว่าเธอถูกจับตามองอยู่ และมีแผนชั่วร้ายกำลังรอจัดการเธออยู่ข้างหน้า